ติด TGAT 100% ต้องได้กี่คะแนน

27 การดู

การสอบ TGAT ใช้เวลา 3 ชั่วโมง คะแนนเต็ม 300 คะแนน แบ่งเป็น 3 ส่วน ผู้เข้าสอบสามารถทำข้อสอบได้ตามลำดับที่ต้องการ คะแนนจะถูกปรับเป็น 100 คะแนน โดยการหารคะแนนรวมด้วย 3 เพื่อคำนวณเป็นคะแนนมาตรฐาน ไม่มีเกณฑ์คะแนนตายตัวในการติด 100% ขึ้นอยู่กับคะแนนเฉลี่ยของผู้สอบทั้งหมดในปีนั้นๆ

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

ไขข้อสงสัย! อยากติด TGAT 100% ต้องทำคะแนนเท่าไหร่กันแน่?

การสอบ TGAT หรือ Thai General Aptitude Test กลายเป็นประตูสำคัญสำหรับน้องๆ ม.6 ที่ต้องการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ด้วยรูปแบบข้อสอบที่เน้นการวัดศักยภาพเชิงวิเคราะห์ การสื่อสาร และการแก้ไขปัญหา ทำให้หลายคนตั้งเป้าหมายอยากจะทำคะแนนให้ได้ดีที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่คณะในฝัน

หลายคนอาจเคยได้ยินมาว่า “ต้องได้คะแนน TGAT 100% ถึงจะติดชัวร์!” แต่ความจริงแล้ว ความเข้าใจนี้ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่? บทความนี้จะมาเจาะลึกเรื่องคะแนน TGAT เพื่อคลายข้อสงสัยและให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้น้องๆ สามารถวางแผนการเตรียมตัวสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

TGAT คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ?

TGAT คือการสอบวัดความถนัดทั่วไป ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อประเมินศักยภาพของผู้สอบใน 3 ด้านหลัก ได้แก่:

  • TGAT1 การสื่อสารภาษาอังกฤษ: เน้นทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษในบริบทต่างๆ
  • TGAT2 การคิดอย่างมีเหตุผล: ประเมินความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และการใช้ตรรกะ
  • TGAT3 สมรรถนะการทำงาน: วัดความสามารถในการจัดการตนเอง การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

คะแนน TGAT มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถูกนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในหลายคณะและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะที่เน้นทักษะที่ TGAT วัดผล

โครงสร้างการสอบและหลักการให้คะแนน

การสอบ TGAT ใช้เวลา 3 ชั่วโมงเต็ม โดยมีคะแนนเต็มรวม 300 คะแนน แบ่งเป็น 3 ส่วน (ส่วนละ 100 คะแนน) ผู้เข้าสอบสามารถเลือกทำข้อสอบในส่วนใดก่อนก็ได้ตามความถนัดและความสะดวก

หลังจากสอบเสร็จ คะแนนดิบที่ได้จะถูกปรับเป็นคะแนนมาตรฐาน โดยการนำคะแนนรวมทั้งหมดมาหารด้วย 3 เพื่อให้ได้คะแนนที่อยู่ในช่วง 0-100 คะแนน

แล้วต้องทำคะแนนเท่าไหร่ถึงจะติด TGAT 100%?

นี่คือคำถามที่หลายคนสงสัย และคำตอบก็คือ ไม่มีเกณฑ์คะแนนตายตัว ที่จะรับประกันได้ว่า “ทำได้เท่านี้แล้วติดแน่นอน”

เหตุผลสำคัญคือ การพิจารณาผลสอบ TGAT ไม่ได้ดูแค่คะแนนของแต่ละบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่จะนำไปเปรียบเทียบกับ คะแนนเฉลี่ยของผู้เข้าสอบทั้งหมดในแต่ละปี ดังนั้น คะแนนที่ถือว่า “ดี” หรือ “สูง” จึงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของข้อสอบและศักยภาพของผู้เข้าสอบในแต่ละปี

ปัจจัยที่ส่งผลต่อโอกาสในการติด

นอกจากคะแนน TGAT แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อโอกาสในการติดมหาวิทยาลัยที่น้องๆ ใฝ่ฝัน ได้แก่:

  • คะแนน A-Level (หรือคะแนนวิชาสามัญเดิม): วิชาที่ใช้ในการสอบ A-Level และสัดส่วนคะแนนที่ใช้ จะแตกต่างกันไปในแต่ละคณะและมหาวิทยาลัย
  • เกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX): แม้ว่าบางคณะอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับ GPAX มากนัก แต่หลายคณะก็ยังใช้ GPAX เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก
  • Portfolio (แฟ้มสะสมผลงาน): ในบางคณะ การมี Portfolio ที่โดดเด่นและแสดงศักยภาพที่สอดคล้องกับสาขาวิชานั้นๆ ก็สามารถเพิ่มโอกาสในการติดได้

คำแนะนำสำหรับน้องๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบ TGAT

  • ทำความเข้าใจโครงสร้างและรูปแบบข้อสอบ: ศึกษาเนื้อหาที่ออกสอบ รูปแบบคำถาม และเทคนิคการทำข้อสอบแต่ละส่วน
  • ฝึกทำข้อสอบเก่าอย่างสม่ำเสมอ: การฝึกทำข้อสอบเก่าจะช่วยให้น้องๆ คุ้นเคยกับข้อสอบจริง จับเวลาในการทำข้อสอบ และวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง
  • พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ: ฝึกฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำศัพท์และไวยากรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ออกสอบ
  • ฝึกคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา: ฝึกคิดอย่างมีเหตุผล หาเหตุผลสนับสนุนข้อโต้แย้ง และฝึกแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
  • บริหารจัดการเวลา: วางแผนการอ่านหนังสือและฝึกทำข้อสอบอย่างเป็นระบบ และจัดสรรเวลาในการสอบให้เหมาะสมกับแต่ละส่วน
  • อย่าท้อแท้: การสอบ TGAT อาจเป็นเรื่องท้าทาย แต่ขอให้น้องๆ อย่าท้อแท้ ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน พยายามอย่างเต็มที่ และเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง

สรุป

การสอบ TGAT เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเดินทางสู่มหาวิทยาลัยในฝัน ไม่มีคะแนนตายตัวที่จะรับประกันได้ว่า “ติด 100%” แต่หากน้องๆ ตั้งใจเตรียมตัวสอบอย่างเต็มที่ พัฒนาทักษะที่จำเป็น และบริหารจัดการเวลาให้ดี โอกาสในการประสบความสำเร็จก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ ทุกคนนะคะ!