อาการของแผลเบาหวานติดเชื้อมีอะไรบ้าง

13 การดู

แผลบริเวณเท้าไม่หายดีภายใน 2 สัปดาห์ มีหนองไหลเยิ้มจากแผล ผิวรอบแผลเปลี่ยนสีเป็นแดงเข้มหรือม่วง รู้สึกชาหรือมึนงงบริเวณแผล มีไข้สูง รู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ หรือมีอาการบวมแดงลามขึ้นขา ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

สัญญาณเตือนภัย! เมื่อแผลเบาหวานติดเชื้อกำลังคุกคาม: สังเกตอาการและรับมืออย่างทันท่วงที

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การดูแลสุขภาพเท้าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน สามารถทำลายเส้นประสาทและหลอดเลือด ทำให้การรับรู้ความเจ็บปวดลดลง และเลือดไหลเวียนไม่สะดวก ส่งผลให้แผลเล็กๆ น้อยๆ ที่เท้า กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเกิดการติดเชื้อ

แผลเบาหวานติดเชื้อ คือภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน หากปล่อยทิ้งไว้ อาจนำไปสู่การตัดอวัยวะ และในบางกรณีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้น การตระหนักถึงอาการและสัญญาณเตือนภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที

อะไรคือสัญญาณบ่งชี้ว่าแผลเบาหวานของคุณกำลังติดเชื้อ?

นอกเหนือจากอาการที่ทราบกันดีอยู่แล้ว เช่น แผลบริเวณเท้าที่ไม่หายดีภายใน 2 สัปดาห์ มีหนองไหลเยิ้ม ผิวรอบแผลเปลี่ยนสีเป็นแดงเข้มหรือม่วง รู้สึกชาหรือมึนงงบริเวณแผล มีไข้สูง รู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ หรือมีอาการบวมแดงลามขึ้นขาแล้ว ยังมีสัญญาณอื่นๆ ที่ควรสังเกตอย่างใกล้ชิด:

  • กลิ่นเหม็นรุนแรงผิดปกติ: แผลติดเชื้อมักมีกลิ่นเหม็นเน่าที่รุนแรงกว่าปกติ แม้จะทำความสะอาดแผลแล้วก็ตาม
  • เนื้อเยื่อตาย (Necrosis): สังเกตบริเวณแผลว่ามีเนื้อเยื่อสีดำคล้ำ หรือเนื้อเยื่อที่ดูเหมือนตาย ซึ่งเป็นสัญญาณของการขาดเลือดและเนื้อเยื่อถูกทำลาย
  • อาการปวดที่รุนแรงขึ้น: แม้ว่าผู้ป่วยเบาหวานอาจมีอาการชา แต่หากเริ่มรู้สึกปวดบริเวณแผลมากขึ้นอย่างผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าการติดเชื้อกำลังลุกลาม
  • ความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือด: การติดเชื้อสามารถส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ควบคุมได้ยากขึ้น หรือเกิดความผันผวนอย่างมาก
  • มีตุ่มหนองขนาดเล็กกระจายรอบแผล: ตุ่มหนองเหล่านี้อาจมีขนาดเล็กแต่มีจำนวนมาก และอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรีย

เมื่อพบอาการเหล่านี้ ควรทำอย่างไร?

อย่าลังเลที่จะพบแพทย์ทันที! การวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็วและเหมาะสม คือกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงกว่าเดิม แพทย์อาจทำการเพาะเชื้อจากแผลเพื่อระบุชนิดของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ และทำการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ การผ่าตัดเพื่อนำเนื้อเยื่อที่ตายออก หรือในกรณีที่รุนแรง อาจต้องพิจารณาการตัดอวัยวะเพื่อป้องกันการลุกลามของการติดเชื้อ

การป้องกันสำคัญกว่าการรักษา:

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม: นี่คือหัวใจสำคัญของการป้องกันแผลเบาหวาน
  • ตรวจเท้าเป็นประจำทุกวัน: สังเกตหาร่องรอยของแผล ตุ่มพอง หรือความผิดปกติอื่นๆ
  • ล้างเท้าทุกวันด้วยน้ำอุ่นและสบู่อ่อนโยน: เช็ดเท้าให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว
  • ทาครีมบำรุงผิวที่เท้า: เพื่อป้องกันผิวแห้งและแตก ซึ่งอาจเป็นทางเข้าของเชื้อโรค
  • สวมถุงเท้าที่สะอาดและแห้ง: เลือกถุงเท้าที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย
  • สวมรองเท้าที่เหมาะสม: เลือกขนาดที่พอดี ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า: แม้แต่ในบ้านก็ควรสวมรองเท้าหรือถุงเท้า
  • ไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเท้าเป็นประจำ: โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่มีประวัติแผลเบาหวาน หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

การดูแลสุขภาพเท้าอย่างสม่ำเสมอ และการตระหนักถึงสัญญาณเตือนภัยของแผลเบาหวานติดเชื้อ จะช่วยให้คุณสามารถป้องกันและรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างทันท่วงที เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตที่ดี และหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงในระยะยาว