เครื่องวัดอุณหภูมิแบ่งออกเป็นกี่ประเภท

19 การดู
เครื่องวัดอุณหภูมิแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เครื่องวัดอุณหภูมิแบบสัมผัส ใช้เพื่อวัดอุณหภูมิของวัตถุหรือพื้นผิวโดยตรงโดยใช้เซ็นเซอร์ที่สัมผัสกับวัตถุหรือพื้นผิว เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส ใช้เพื่อวัดอุณหภูมิของวัตถุโดยไม่ต้องสัมผัสโดยใช้เซ็นเซอร์ที่ปล่อยลำแสงอินฟราเรดแล้ววัดการสะท้อนกลับ
ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

เจาะลึกโลกของเครื่องวัดอุณหภูมิ: มากกว่าแค่การบอกองศา

ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เครื่องมือวัดอุณหภูมิ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ เทอร์โมมิเตอร์ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเช็คสุขภาพ วัดอุณหภูมิร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิในกระบวนการผลิตอาหาร หรือแม้กระทั่งการสำรวจอวกาศ เครื่องวัดอุณหภูมิล้วนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง แต่เบื้องหลังความเรียบง่ายของการใช้งาน ซ่อนความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่น่าสนใจไว้มากมาย บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจโลกของเครื่องวัดอุณหภูมิ เจาะลึกประเภทต่างๆ และความแตกต่างที่สำคัญ

เครื่องวัดอุณหภูมิสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ ตามวิธีการวัด ได้แก่ เครื่องวัดอุณหภูมิแบบสัมผัส (Contact Thermometers) และเครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส (Non-contact Thermometers) ซึ่งแต่ละประเภทก็มีข้อดีข้อเสีย และการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

1. เครื่องวัดอุณหภูมิแบบสัมผัส (Contact Thermometers):

เครื่องวัดอุณหภูมิแบบสัมผัสทำงานโดยอาศัยหลักการถ่ายเทความร้อนระหว่างวัตถุที่ต้องการวัดกับเซ็นเซอร์ของเครื่องวัด เมื่อเซ็นเซอร์สัมผัสกับวัตถุ ความร้อนจะถูกถ่ายเทจนกระทั่งอุณหภูมิของทั้งสองเท่ากัน จากนั้นเซ็นเซอร์จะแปลงความร้อนที่ได้รับเป็นค่าอุณหภูมิที่สามารถอ่านได้ เครื่องวัดอุณหภูมิแบบสัมผัสมีหลายชนิดย่อย เช่น

  • เทอร์โมมิเตอร์แบบหลอดแก้ว: เป็นแบบที่คุ้นเคยกันดี ใช้หลักการขยายตัวของของเหลวเมื่อได้รับความร้อน โดยทั่วไปมักบรรจุปรอทหรือแอลกอฮอล์ ข้อดีคือราคาถูกและใช้งานง่าย แต่ข้อเสียคือมีความเปราะบางและอาจเป็นอันตรายหากแตกหัก
  • เทอร์โมมิเตอร์แบบไบเมทัล: ใช้หลักการขยายตัวที่ต่างกันของโลหะสองชนิดที่เชื่อมติดกัน เมื่อได้รับความร้อน โลหะทั้งสองจะขยายตัวไม่เท่ากัน ทำให้แผ่นไบเมทัลโค้งงอ การโค้งงอนี้จะถูกแปลงเป็นค่าอุณหภูมิ มักใช้ในเตาอบและเครื่องทำความร้อน
  • เทอร์โมคัปเปิล: สร้างขึ้นจากโลหะสองชนิดที่ต่างกันเชื่อมต่อกันที่ปลายทั้งสองด้าน เมื่อมีความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างปลายทั้งสอง จะเกิดแรงดันไฟฟ้า ซึ่งสามารถนำมาคำนวณเป็นค่าอุณหภูมิได้ มีความแม่นยำสูงและตอบสนองรวดเร็ว นิยมใช้ในงานอุตสาหกรรม
  • เทอร์มิสเตอร์: เป็นตัวต้านทานที่ค่าความต้านทานเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิ มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสูง มักใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

2. เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส (Non-contact Thermometers):

เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส หรือที่รู้จักกันในชื่อ Infrared Thermometer ทำงานโดยการตรวจจับรังสีอินฟราเรดที่วัตถุปล่อยออกมา ทุกวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงกว่าศูนย์สัมบูรณ์จะปล่อยรังสีอินฟราเรด เครื่องวัดจะรับรังสีนี้และแปลงเป็นค่าอุณหภูมิ ข้อดีคือสามารถวัดอุณหภูมิของวัตถุที่เคลื่อนที่ วัตถุที่อยู่ไกล หรือวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงมากได้โดยไม่ต้องสัมผัส เหมาะสำหรับการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ยานยนต์ และการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำของการวัดอาจได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อม เช่น ฝุ่นละออง ความชื้น และระยะห่างจากวัตถุ

การเลือกใช้เครื่องวัดอุณหภูมิประเภทใดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความแม่นยำที่ต้องการ ช่วงอุณหภูมิที่ต้องการวัด ลักษณะของวัตถุที่ต้องการวัด และงบประมาณ การทำความเข้าใจถึงประเภท ข้อดี และข้อเสียของเครื่องวัดอุณหภูมิแต่ละประเภท จะช่วยให้เราสามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและแม่นยำ

ในอนาคต เทคโนโลยีการวัดอุณหภูมิจะยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ความแม่นยำ ความรวดเร็ว และความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อไป.