โรคอะไรที่บริจาคเลือดไม่ได้

7 การดู

ผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C) หรือมีค่าเอนไซม์ตับสูงผิดปกติ ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อสู่ผู้รับโลหิต การตรวจคัดกรองอย่างละเอียดจึงมีความสำคัญก่อนการบริจาคทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของผู้รับโลหิต

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

โรคต้องห้าม: ไขข้อสงสัย ทำไมผู้ป่วยบางโรค บริจาคเลือดไม่ได้

การบริจาคโลหิตเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการต่อชีวิตให้แก่ผู้ที่ต้องการ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเป็นผู้ให้ได้อย่างปลอดภัย ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพและความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ โรคบางชนิดจึงเป็นข้อห้ามสำหรับการบริจาคโลหิต เพื่อความปลอดภัยของผู้รับโลหิตเป็นสำคัญ

นอกเหนือจากข้อมูลที่ทราบกันดีว่า ผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี หรือมีค่าเอนไซม์ตับสูงผิดปกติ ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้แล้ว ยังมีโรคและภาวะอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้การบริจาคโลหิตเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งอาจแบ่งออกเป็นกลุ่มได้ดังนี้:

1. โรคติดเชื้อ:

  • เชื้อไวรัส HIV: ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายผ่านทางโลหิตและผลิตภัณฑ์จากโลหิตได้
  • เชื้อไวรัสตับอักเสบบี: แม้ว่าจะมีวัคซีนป้องกัน แต่ผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีก็ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้
  • ซิฟิลิส: โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดนี้ ก็เป็นข้อห้ามในการบริจาคโลหิตเช่นกัน
  • มาลาเรีย: ผู้ที่เคยเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของมาลาเรีย หรือเคยเป็นมาลาเรียมาก่อน จะต้องเว้นระยะเวลาในการบริจาคโลหิตตามที่กำหนด
  • โรคติดเชื้ออื่นๆ: เช่น โรคคริวซ์เฟลด์-จาคอบ (Creutzfeldt-Jakob disease – CJD) หรือ โรคสมองฝ่อที่เกิดจากพรีออน (prion diseases) เป็นโรคที่ร้ายแรงและไม่สามารถรักษาได้ จึงเป็นข้อห้ามเด็ดขาดในการบริจาคโลหิต

2. โรคเกี่ยวกับเลือด:

  • โลหิตจางรุนแรง: ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางรุนแรงไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ เพราะอาจทำให้สุขภาพทรุดโทรมลง
  • โรคเกี่ยวกับความผิดปกติของเม็ดเลือด: เช่น โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) หรือ โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) เป็นต้น
  • โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว: ผู้ที่กำลังรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือเคยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้

3. โรคเรื้อรังอื่นๆ:

  • โรคหัวใจและหลอดเลือดที่รุนแรง: ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดที่รุนแรง อาจจะไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ เนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน
  • โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้: ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี อาจไม่สามารถบริจาคโลหิตได้
  • โรคมะเร็ง: ผู้ที่กำลังรักษาโรคมะเร็ง หรือเคยเป็นโรคมะเร็งบางชนิด อาจจะไม่สามารถบริจาคโลหิตได้
  • โรคไตเรื้อรัง: ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังอาจไม่สามารถบริจาคโลหิตได้

4. ยาบางชนิด:

  • ยาบางชนิดอาจมีผลต่อคุณภาพของโลหิต หรืออาจเป็นอันตรายต่อผู้รับโลหิต ดังนั้น ผู้ที่รับประทานยาบางชนิดจะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนการบริจาคโลหิต

ทำไมการคัดกรองจึงสำคัญ:

การคัดกรองผู้บริจาคโลหิตอย่างละเอียดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยของผู้รับโลหิต การตรวจประวัติทางการแพทย์ การตรวจร่างกาย และการตรวจโลหิต จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อโรคต่างๆ และ memastikanว่าผู้ที่ได้รับโลหิตนั้นปลอดภัยที่สุด

ข้อควรจำ:

  • ก่อนตัดสินใจบริจาคโลหิต ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับบริจาคโลหิต เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองมีสุขภาพแข็งแรง และไม่มีโรคหรือภาวะที่เป็นข้อห้ามในการบริจาคโลหิต
  • การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่เจ้าหน้าที่ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การคัดกรองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพ หรือความเหมาะสมในการบริจาคโลหิต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ

การบริจาคโลหิตเป็นความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ แต่ความปลอดภัยของผู้รับโลหิตต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ การคัดกรองผู้บริจาคโลหิตอย่างเข้มงวดจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาชีวิตผู้ป่วยที่ต้องการโลหิต