ฝากท้องที่โรงพยาบาลรัฐ ตรวจอะไรบ้าง

2 การดู

เตรียมตัวเป็นคุณแม่มือใหม่! การฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลรัฐเป็นสิ่งสำคัญ แพทย์จะตรวจสุขภาพคุณแม่เบื้องต้น เช่น วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก และซักประวัติทางการแพทย์อย่างละเอียด รวมถึงตรวจหาความเสี่ยงต่างๆ เช่น ภาวะโลหิตจาง และภูมิคุ้มกันโรค เพื่อให้การตั้งครรภ์เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยทั้งคุณแม่และลูกน้อยค่ะ

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

คู่มือคุณแม่มือใหม่: ฝากท้องโรงพยาบาลรัฐ ตรวจอะไรบ้าง? ละเอียดยิบ ฉบับอัพเดทล่าสุด

การก้าวเข้าสู่บทบาทคุณแม่ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง การดูแลสุขภาพครรภ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ และหนึ่งในขั้นตอนสำคัญก็คือการฝากครรภ์ ซึ่งโรงพยาบาลรัฐถือเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่ายและมีมาตรฐานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ บทความนี้จะพาคุณแม่มือใหม่ไปสำรวจว่า เมื่อตัดสินใจฝากท้องที่โรงพยาบาลรัฐแล้ว จะได้รับการตรวจอะไรบ้าง เตรียมตัวอย่างไร และมีอะไรที่ควรรู้เพิ่มเติม

การฝากครรภ์ครั้งแรก: ก้าวแรกสู่การดูแลลูกน้อยในครรภ์

เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ควรรีบไปฝากครรภ์โดยเร็วที่สุด โดยทั่วไปแนะนำให้ฝากครรภ์เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 6-8 สัปดาห์ เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อไปถึงโรงพยาบาลรัฐ คุณจะได้รับการดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้:

  1. ซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น:

    • ซักประวัติทางการแพทย์: พยาบาลหรือแพทย์จะสอบถามประวัติสุขภาพส่วนตัวของคุณแม่และครอบครัวอย่างละเอียด รวมถึงประวัติการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรในอดีต (ถ้ามี) โรคประจำตัว ยาที่รับประทานเป็นประจำ การแพ้ยา และประวัติการได้รับวัคซีน เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์
    • ตรวจร่างกาย: แพทย์จะตรวจร่างกายทั่วไป เช่น วัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และตรวจการทำงานของหัวใจและปอด
  2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ:

    • ตรวจปัสสาวะ: เพื่อตรวจหาโปรตีน น้ำตาล และการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

    • ตรวจเลือด: เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุดในการฝากครรภ์ครั้งแรก โดยจะมีการตรวจหลายรายการดังนี้:

      • ตรวจหมู่เลือดและ Rh factor: เพื่อให้ทราบหมู่เลือดของคุณแม่และตรวจหา Rh factor ซึ่งมีความสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์
      • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC): เพื่อตรวจหาภาวะโลหิตจาง (Anemia) และความผิดปกติอื่นๆ ของเม็ดเลือด
      • ตรวจหาโรคติดต่อ: เช่น ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี และ HIV
      • ตรวจหาภูมิคุ้มกัน: ตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อหัดเยอรมัน (Rubella) และอีสุกอีใส (Varicella) หากไม่มีภูมิคุ้มกัน อาจพิจารณาฉีดวัคซีนหลังคลอดบุตร
      • ตรวจคัดกรองธาลัสซีเมีย: โรคทางพันธุกรรมที่อาจส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงของทารก
      • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด: เพื่อคัดกรองภาวะเบาหวานแฝง
  3. การตรวจอัลตราซาวนด์ (Ultrasound):

    • โดยทั่วไปจะมีการตรวจอัลตราซาวนด์ครั้งแรกในช่วงอายุครรภ์ 8-12 สัปดาห์ เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ ตรวจสอบอายุครรภ์ จำนวนทารก และตำแหน่งของรก

การฝากครรภ์ต่อเนื่อง: การดูแลตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์

หลังจากฝากครรภ์ครั้งแรกแล้ว คุณแม่จะต้องมาพบแพทย์ตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามความคืบหน้าของการตั้งครรภ์และตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ในแต่ละครั้งที่มาพบแพทย์ จะมีการตรวจดังนี้:

  • วัดความดันโลหิตและชั่งน้ำหนัก
  • ตรวจปัสสาวะ
  • ฟังเสียงหัวใจทารก
  • วัดขนาดของมดลูก
  • ตรวจอัลตราซาวนด์: อาจมีการตรวจเพิ่มเติมในช่วงอายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ เพื่อตรวจความผิดปกติของทารกในครรภ์ (Anatomy Scan) และในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ เพื่อประเมินการเจริญเติบโตของทารก
  • การตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Screening): มักทำในช่วงอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ โดยการดื่มน้ำตาลกลูโคสแล้วเจาะเลือดเพื่อวัดระดับน้ำตาล
  • การฉีดวัคซีน: อาจมีการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่และวัคซีนป้องกันบาดทะยักในช่วงตั้งครรภ์

เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปฝากครรภ์?

  • เตรียมข้อมูล: รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติสุขภาพส่วนตัวและครอบครัว ประวัติการแพ้ยา ยาที่รับประทานเป็นประจำ และประจำเดือนครั้งสุดท้าย
  • ทำความสะอาดร่างกาย: อาบน้ำและทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อย
  • สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย: เพื่อความสะดวกในการตรวจร่างกาย
  • นำเอกสารที่จำเป็น: บัตรประชาชน บัตรประกันสุขภาพ (ถ้ามี) และเอกสารทางการแพทย์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • เตรียมคำถาม: จดคำถามที่ต้องการถามแพทย์หรือพยาบาลเกี่ยวกับเรื่องที่กังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์

สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม:

  • ค่าใช้จ่าย: การฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลรัฐโดยทั่วไปมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าโรงพยาบาลเอกชน และอาจมีสิทธิ์ได้รับการยกเว้นค่าใช้จ่ายบางรายการตามสิทธิ์การรักษาพยาบาลต่างๆ เช่น สิทธิ์บัตรทอง สิทธิ์ประกันสังคม หรือสิทธิ์ข้าราชการ
  • สิทธิ์การรักษาพยาบาล: ตรวจสอบสิทธิ์การรักษาพยาบาลของคุณและนำเอกสารที่เกี่ยวข้องไปแสดงในวันฝากครรภ์
  • การเลือกโรงพยาบาล: เลือกโรงพยาบาลที่สะดวกในการเดินทางและมีทีมแพทย์และพยาบาลที่มีประสบการณ์
  • การดูแลตัวเอง: ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์

การฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลรัฐเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการดูแลสุขภาพครรภ์ของคุณแม่และลูกน้อย อย่าลังเลที่จะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากแพทย์และพยาบาล เพื่อให้คุณแม่มีความเข้าใจและความมั่นใจในการดูแลตัวเองตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ และพร้อมต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวอย่างมีความสุข