คราบพลัค กับ หินปูน ต่างกันอย่างไร

7 การดู

คราบพลัคคือแผ่นฟิล์มเหนียวที่เกิดจากแบคทีเรียบนฟัน ส่วนหินปูนคือคราบพลัคที่แข็งตัวแล้ว กำจัดคราบพลัคได้ด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน แต่หินปูนต้องให้ทันตแพทย์ขูดออก หินปูนมีสีเข้มกว่าคราบพลัคและอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพช่องปาก

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

คราบพลัคและหินปูน: คู่หูทำลายสุขภาพช่องปากที่ต้องรู้ทัน

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “คราบพลัค” และ “หินปูน” บ่อยครั้งในการพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพช่องปาก แต่ทราบหรือไม่ว่าสองสิ่งนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร และส่งผลเสียต่อฟันและเหงือกของเราอย่างไรบ้าง? บทความนี้จะมาไขข้อสงสัยและเจาะลึกถึงความแตกต่าง รวมถึงวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างถูกต้อง

คราบพลัค: จุดเริ่มต้นของปัญหา

คราบพลัค หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ขี้ฟัน” นั้นคือแผ่นฟิล์มเหนียวๆ ที่เกิดขึ้นจากแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปากของเรา แบคทีเรียเหล่านี้จะรวมตัวกันและสร้างคราบเกาะติดบนผิวฟัน โดยเฉพาะตามขอบเหงือก ซอกฟัน และบริเวณที่แปรงฟันเข้าถึงได้ยาก คราบพลัคจะเติบโตและสะสมได้รวดเร็วหากเราละเลยการดูแลความสะอาดช่องปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและแป้งสูง

สิ่งที่น่ากังวลคือ คราบพลัคไม่ใช่แค่แผ่นฟิล์มที่ทำให้ฟันดูไม่สวยงามเท่านั้น แต่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แบคทีเรียที่ปล่อยกรดออกมาทำลายเคลือบฟัน ซึ่งนำไปสู่ปัญหาฟันผุได้ นอกจากนี้ คราบพลัคยังเป็นสาเหตุหลักของเหงือกอักเสบ ทำให้เหงือกบวม แดง และมีเลือดออกขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน

หินปูน: คราบพลัคที่แข็งแกร่งและร้ายกาจกว่า

หากคราบพลัคไม่ได้รับการกำจัดออกอย่างสม่ำเสมอ แร่ธาตุในน้ำลายจะเข้าไปสะสมและทำให้คราบพลัคแข็งตัว กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “หินปูน” หรือ “หินน้ำลาย” หินปูนมีลักษณะเป็นคราบแข็งๆ สีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาล เกาะติดแน่นกับผิวฟัน โดยเฉพาะบริเวณใกล้กับขอบเหงือก หินปูนมักจะขรุขระและเป็นแหล่งสะสมคราบพลัคได้ง่ายกว่าเดิม ทำให้ปัญหาต่างๆ ทวีความรุนแรงขึ้น

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคราบพลัคและหินปูนคือ คราบพลัคสามารถกำจัดออกได้ด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี แต่หินปูนนั้นแข็งแรงและเกาะติดแน่นมาก จนไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยทันตแพทย์หรือผู้ช่วยทันตแพทย์ในการขูดหินปูนออกโดยใช้เครื่องมือพิเศษ

ผลกระทบต่อสุขภาพช่องปากและร่างกาย

ทั้งคราบพลัคและหินปูนล้วนส่งผลเสียต่อสุขภาพช่องปากในระยะยาว หากปล่อยปละละเลย อาจนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงอื่นๆ เช่น:

  • ฟันผุ: กรดที่แบคทีเรียในคราบพลัคปล่อยออกมาจะทำลายเคลือบฟัน ทำให้เกิดรูผุ และอาจลุกลามไปยังเนื้อฟันและโพรงประสาทฟันได้
  • เหงือกอักเสบ: การสะสมของคราบพลัคและหินปูนทำให้เหงือกอักเสบ บวมแดง และมีเลือดออก หากไม่รักษา อาจลุกลามเป็นปริทันต์อักเสบ ทำให้เหงือกร่น กระดูกรองรับฟันถูกทำลาย และฟันโยกคลอนจนถึงขั้นต้องถอนฟัน
  • กลิ่นปาก: แบคทีเรียในคราบพลัคและหินปูนจะปล่อยสารประกอบซัลเฟอร์ซึ่งมีกลิ่นเหม็น ทำให้เกิดกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์
  • ปัญหาสุขภาพอื่นๆ: งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าสุขภาพช่องปากที่ไม่ดีมีความเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์

การป้องกันและดูแลรักษา

การป้องกันและดูแลรักษาสุขภาพช่องปากให้ดีเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการสะสมของคราบพลัคและหินปูน:

  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง: แปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 นาที โดยเน้นบริเวณขอบเหงือกและซอกฟัน
  • ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน: ใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้ง เพื่อกำจัดคราบพลัคและเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง
  • บ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย: น้ำยาบ้วนปากสามารถช่วยลดจำนวนแบคทีเรียในช่องปากและป้องกันการสะสมของคราบพลัคได้
  • พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ: ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและขูดหินปูนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

สรุป

คราบพลัคและหินปูนเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ แต่เราสามารถป้องกันและควบคุมได้ด้วยการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ การแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน และพบทันตแพทย์เป็นประจำ จะช่วยให้เรามีฟันและเหงือกที่แข็งแรง และรอยยิ้มที่สดใสไปอีกนาน