ยากลุ่ม proton pump inhibitor มี อะไร บ้าง

19 การดู

ยากลุ่ม PPI ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการแสบร้อนกลางอกหรือโรคกรดไหลย้อน ตัวยาในกลุ่มนี้ที่ใช้บ่อย ได้แก่ esomeprazole, lansoprazole, omeprazole และ pantoprazole ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เพื่อให้ได้รับขนาดยาที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

ยากลุ่ม Proton Pump Inhibitor (PPI): ยับยั้งกรดในกระเพาะอาหารเพื่อบรรเทาอาการ

อาการแสบร้อนกลางอก หรือกรดไหลย้อน เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปยังหลอดอาหาร ทำให้เกิดความรู้สึกแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลำคอ หนึ่งในวิธีการรักษาอาการเหล่านี้คือการใช้ยากลุ่ม Proton Pump Inhibitor หรือ PPI ซึ่งออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร

ยากลุ่ม PPI ทำงานโดยการยับยั้งเอนไซม์ H+/K+ ATPase หรือที่รู้จักกันในชื่อ “proton pump” ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในกระบวนการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร การยับยั้งเอนไซม์นี้ส่งผลให้การผลิตกรดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนกลางอกและอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะกรดเกินในกระเพาะอาหาร

ยาในกลุ่ม PPI ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย มีหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในด้านระยะเวลาออกฤทธิ์และความแรงของยา ตัวอย่างของยาในกลุ่ม PPI ที่นิยมใช้ ได้แก่:

  • Omeprazole (โอมีพราโซล): เป็นยา PPI ตัวแรกๆ ที่ได้รับการพัฒนาและยังคงใช้กันอย่างแพร่หลาย มีทั้งแบบรับประทานและแบบฉีดเข้าเส้นเลือด
  • Lansoprazole (แลนโซพราโซล): มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ Omeprazole แต่บางการศึกษาชี้ว่าอาจมีประสิทธิภาพดีกว่าในผู้ป่วยบางกลุ่ม
  • Pantoprazole (แพนโทพราโซล): เป็นยา PPI อีกตัวที่ได้รับความนิยม มักใช้ในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ร่วมกับยาปฏิชีวนะ
  • Esomeprazole (เอโซมีพราโซล): เป็นยา isomer ของ Omeprazole ซึ่งมีความคงตัวทางเคมีมากกว่าและอาจให้ผลการรักษาที่ดีกว่าในบางกรณี
  • Rabeprazole (ราเบพราโซล): เป็นยา PPI ที่ออกฤทธิ์เร็ว อาจเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการบรรเทาอาการอย่างรวดเร็ว
  • Dexlansoprazole (เด็กซ์แลนโซพราโซล): เป็น isomer ของ Lansoprazole เช่นเดียวกับ Esomeprazole ที่เป็น isomer ของ Omeprazole

ถึงแม้ยากลุ่ม PPI จะมีประโยชน์ในการรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับภาวะกรดเกิน แต่การใช้ยาในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง เช่น ท้องเสีย, ปวดศีรษะ, ขาดวิตามินบี 12, และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เพื่อประเมินความเหมาะสมของการใช้ยา ขนาดยาที่เหมาะสม และระยะเวลาในการใช้ยา เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร.