ยาแอสไพรินห้ามกินคู่กับยาอะไร

14 การดู

แอสไพรินช่วยลดไข้ บรรเทาปวด แต่ไม่ควรรับประทานร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้แอสไพรินร่วมกับยาอื่นเสมอ เพื่อความปลอดภัย

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

ยาที่ห้ามรับประทานร่วมกับยาแอสไพริน

ยาแอสไพรินเป็นยาแก้ปวดและลดไข้ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่การรับประทานร่วมกับยาบางชนิดอาจส่งผลอันตรายได้ ดังนั้นจึงควรทราบข้อมูลเกี่ยวกับยาที่ห้ามรับประทานร่วมกับยาแอสไพริน เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ยาต้านการแข็งตัวของเลือด

ยาแอสไพรินมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดไม่สามารถแข็งตัวได้ดี ดังนั้น หากรับประทานร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน เฮปาริน หรือคโลพิโดเกรล จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกได้อย่างมาก

ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)

ยาแก้ปวดและลดไข้กลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโปรเฟน ไดโคลฟีแนค และนาพรอกเซน หากรับประทานร่วมกับแอสไพริน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ เนื่องจากยาเหล่านี้มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร

ยาต้านเกร็ดเลือด

ยาต้านเกร็ดเลือด เช่น แอสไพริน ไคลอปิโดเกรล และติโคลพิดิน หากรับประทานร่วมกันจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกอย่างรุนแรงได้

ยาต้านอาการชัก

ยาต้านอาการชักบางชนิด เช่น โซเดียมวัลโพรเอต อาจลดประสิทธิภาพของแอสไพรินได้ เนื่องจากยาเหล่านี้จะลดการดูดซึมของแอสไพรินในร่างกาย

ยาต้านมะเร็ง

ยาต้านมะเร็งบางชนิด เช่น เมโทเทรกเซต อาจเกิดปฏิกิริยาร่วมกับแอสไพริน ทำให้เกิดความเป็นพิษต่อไขกระดูกและระบบประสาทได้

ยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด

ยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เช่น อะบซิซิมาบ อาจเกิดปฏิกิริยาร่วมกับแอสไพริน ทำให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำและเลือดออกได้

ยาอื่นๆ

นอกจากยาดังกล่าวข้างต้น แอสไพรินยังอาจเกิดปฏิกิริยาร่วมกับยาอื่นๆ ได้แก่

  • ยาต้านความดันโลหิต เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACE inhibitors หรือกลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์
  • ยาต้านเบาหวาน เช่น เมตฟอร์มิน
  • ยาลดระดับคอเลสเตอรอล เช่น โรซูวาสแตติน
  • ยาปฏิชีวนะ เช่น โคไตรโมซาโซล
  • ยากันชัก เช่น คาร์บามาเซพิน

ข้อควรจำ

หากจำเป็นต้องใช้ยาแอสไพรินร่วมกับยาอื่น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและปรับขนาดยาให้เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย