Heat stroke มีกี่ประเภท

13 การดู

โรคลมแดดแบ่งเป็นสองประเภทหลัก คือ ลมแดดจากการออกกำลังกาย (Exertional) เกิดจากการออกแรงหนักในที่ร้อนจัด และลมแดดแบบไม่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย (Non-exertional) เกิดจากการสัมผัสความร้อนสูงเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเรื้อรัง การป้องกันความร้อนจัดจึงสำคัญต่อการลดความเสี่ยงทั้งสองประเภท

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

เจาะลึกโรคลมแดด: รู้จัก 2 ประเภทหลัก ป้องกันภัยร้ายคลายร้อน

โรคลมแดด หรือ Heat Stroke ภัยร้ายที่มักมาพร้อมกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน เพราะอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตได้ หลายคนอาจคุ้นเคยกับโรคลมแดด แต่ทราบหรือไม่ว่าโรคลมแดดนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทก็มีสาเหตุและกลุ่มเสี่ยงที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจถึงความแตกต่างนี้จะช่วยให้เราสามารถป้องกันและรับมือกับโรคลมแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

1. ลมแดดจากการออกกำลังกาย (Exertional Heat Stroke): ภัยร้ายของผู้ที่ออกแรงกลางแดด

ลมแดดประเภทนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ออกกำลังกายหรือใช้แรงกายอย่างหนักในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและชื้น สาเหตุหลักเกิดจากการที่ร่างกายผลิตความร้อนมากกว่าที่สามารถระบายออกได้ทัน ทำให้ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กลุ่มเสี่ยงที่สำคัญคือ นักกีฬา, ทหาร, กรรมกรก่อสร้าง และผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน

ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยง:

  • การขาดน้ำ: การเสียเหงื่อมากเกินไปโดยไม่ได้รับน้ำทดแทนอย่างเพียงพอ ทำให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การสวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศไม่ดี: ทำให้ความร้อนสะสมอยู่ภายในร่างกาย
  • ความชื้นสูง: ขัดขวางการระเหยของเหงื่อ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการระบายความร้อนของร่างกาย
  • สภาพร่างกายที่ไม่พร้อม: เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ, การเจ็บป่วย, หรือการใช้ยาบางชนิด

2. ลมแดดแบบไม่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย (Non-exertional Heat Stroke): เงียบอันตรายในผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง

ลมแดดประเภทนี้ไม่ได้เกิดจากการออกกำลังกาย แต่เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนจัดได้ มักพบในผู้สูงอายุ, เด็กเล็ก, ผู้ป่วยเรื้อรัง (เช่น โรคหัวใจ, โรคปอด, โรคไต), ผู้พิการทางสมอง, และผู้ที่รับประทานยาบางชนิด (เช่น ยาขับปัสสาวะ, ยาต้านเศร้า)

ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยง:

  • ความสามารถในการปรับตัวต่อความร้อนลดลง: ผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรังมักมีความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิร่างกายลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดลมแดดได้ง่ายกว่า
  • การขาดการดูแลที่เหมาะสม: ผู้ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ หรือผู้ที่ถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัดโดยไม่มีใครดูแล
  • การพักอาศัยในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม: เช่น ห้องพักที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ หรือการอยู่ในที่แออัดอากาศถ่ายเทไม่สะดวก
  • การดื่มแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์มีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิร่างกายและอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ

ป้องกันไว้ดีกว่าแก้: ลดความเสี่ยงจากโรคลมแดดทั้งสองประเภท

ถึงแม้ว่าโรคลมแดดจะเป็นภาวะที่อันตราย แต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการใส่ใจและปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือทำงานกลางแดดจัด: หากจำเป็น ควรพักผ่อนเป็นระยะๆ และดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี: เลือกเสื้อผ้าสีอ่อนและหลวมสบาย
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน หรือมากกว่านั้นหากออกกำลังกายหรืออยู่ในสภาพอากาศร้อน
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน: เครื่องดื่มเหล่านี้อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: การพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนได้ดีขึ้น
  • ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรังอย่างใกล้ชิด: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เย็นสบายและดื่มน้ำอย่างเพียงพอ
  • สังเกตอาการผิดปกติ: หากพบว่ามีอาการ เช่น ปวดศีรษะ, เวียนศีรษะ, คลื่นไส้, อาเจียน, ผิวหนังแห้งและร้อน, หรือหมดสติ ควรรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำส่งโรงพยาบาลทันที

การตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างโรคลมแดดทั้งสองประเภท และการปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกัน จะช่วยให้เราสามารถหลีกเลี่ยงภัยร้ายจากโรคลมแดด และใช้ชีวิตในช่วงฤดูร้อนได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข