แผ่นวงจรพิมพ์มีกี่ด้าน

11 การดู

แผ่นวงจรพิมพ์ไม่ได้มีแค่ด้านเดียวเสมอไป! นอกจากแบบด้านเดียวและสองด้านที่เราคุ้นเคยกันแล้ว ยังมีแผ่นวงจรพิมพ์แบบหลายชั้นที่ซับซ้อนกว่า ซึ่งออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดเล็กลงแต่ต้องการประสิทธิภาพที่สูงขึ้น เหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการความหนาแน่นของวงจรที่สูงมาก

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

แผ่นวงจรพิมพ์: ไม่ได้มีแค่ด้านเดียว!

เมื่อพูดถึงแผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board: PCB) หลายคนอาจคุ้นเคยกับภาพแผ่นสีเขียวที่มีลายทองแดงอยู่ด้านเดียวหรือสองด้าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เทคโนโลยี PCB ก้าวหน้าไปไกลกว่านั้นมาก ปัจจุบันมี PCB หลายประเภทตามจำนวนชั้นของวงจร ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่แบบด้านเดียวและสองด้านเท่านั้น แต่ยังมีแบบหลายชั้น (Multilayer PCB) ที่ซับซ้อนและมีความหนาแน่นของวงจรสูงอีกด้วย

เริ่มจาก PCB แบบพื้นฐานที่สุด คือ แบบด้านเดียว (Single-Sided PCB) จะมีลายวงจรทองแดงอยู่เพียงด้านเดียวของแผ่นฉนวน ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์จะถูกบัดกรีบนด้านตรงข้ามกับลายวงจร PCB แบบนี้มีโครงสร้างง่าย ต้นทุนการผลิตต่ำ เหมาะสำหรับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ซับซ้อนมากนัก เช่น วงจรไฟฟ้าพื้นฐานในเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด

ถัดมาคือ แบบสองด้าน (Double-Sided PCB) จะมีลายวงจรทองแดงอยู่ทั้งสองด้านของแผ่นฉนวน และมีรูทะลุแผ่น (Through-Hole) เชื่อมต่อลายวงจรระหว่างสองด้านเข้าด้วยกัน PCB แบบนี้มีความซับซ้อนขึ้น สามารถรองรับวงจรที่ซับซ้อนกว่าแบบด้านเดียว และพบได้บ่อยในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่า คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ

ส่วน PCB ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง คือ แบบหลายชั้น (Multilayer PCB) ซึ่งประกอบด้วยชั้นของแผ่นฉนวนและลายวงจรทองแดงซ้อนกันหลายชั้น โดยมีรูทะลุแผ่นและ vias เชื่อมต่อลายวงจรระหว่างชั้นต่างๆ PCB แบบนี้มีความหนาแน่นของวงจรสูงมาก สามารถบรรจุวงจรที่ซับซ้อนมากๆ ได้ในพื้นที่จำกัด เหมาะสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ต้องการประสิทธิภาพสูง เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์สวมใส่ นอกจากนี้ การซ้อนกันหลายชั้นยังช่วยลดสัญญาณรบกวนและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งสัญญาณอีกด้วย

จำนวนชั้นของ Multilayer PCB สามารถมีได้ตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป โดยจำนวนชั้นที่มากขึ้นหมายถึงความซับซ้อนและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยประสิทธิภาพและความสามารถในการรองรับวงจรที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

สรุปแล้ว PCB ไม่ได้มีแค่ด้านเดียว แต่มีหลากหลายประเภทตามจำนวนชั้นของวงจร ตั้งแต่แบบด้านเดียว สองด้าน ไปจนถึงแบบหลายชั้น ซึ่งการเลือกใช้ PCB แบบใดนั้นขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของวงจร ขนาดของอุปกรณ์ และงบประมาณในการผลิต