เด็กมีไข้หนาวสั่นควรทำยังไง

24 การดู

เมื่อลูกมีไข้หนาวสั่น ควรให้ความอบอุ่นร่างกายก่อนเป็นอันดับแรก ห่มผ้าให้หนา หากอาการหนาวสั่นทุเลาลง จึงค่อยเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัด และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากไข้สูงขึ้นหรือไม่ดีขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

ไข้หนาวสั่นในเด็ก: ดูแลอย่างไรให้ถูกวิธี เข้าใจอาการ เพื่อลูกหายไว

อาการไข้หนาวสั่นในเด็ก เป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อหรือภาวะบางอย่าง ซึ่งอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเกิดความกังวลใจ แต่การดูแลที่ถูกต้องเหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยบรรเทาอาการและลดความรุนแรงของโรคได้

ทำความเข้าใจอาการไข้หนาวสั่น:

  • ไม่ใช่แค่ “หนาว”: อาการหนาวสั่นในขณะที่มีไข้ มักมาพร้อมกับการสั่นเทาของกล้ามเนื้ออย่างควบคุมไม่ได้ ซึ่งเป็นการตอบสนองของร่างกายเพื่อพยายามเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค
  • ไข้สูงมักมาคู่กัน: โดยทั่วไป อาการหนาวสั่นมักเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การวัดอุณหภูมิเพื่อยืนยันว่าลูกมีไข้จริงหรือไม่จึงเป็นสิ่งสำคัญ
  • หาสาเหตุ: ไข้หนาวสั่นอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อไวรัส (ไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่), การติดเชื้อแบคทีเรีย (เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ), หรือแม้แต่การได้รับวัคซีนบางชนิด

เมื่อลูกมีไข้หนาวสั่น ควรทำอย่างไร:

  1. สร้างความอบอุ่นให้ร่างกายอย่างเหมาะสม:

    • ห่มผ้าหนา: ห่มผ้าให้ลูก เพื่อช่วยลดการสูญเสียความร้อนของร่างกาย
    • เสื้อผ้า: สวมเสื้อผ้าที่อบอุ่นและแห้งสบาย
    • เครื่องดื่มอุ่นๆ: ให้ลูกจิบน้ำอุ่น หรือซุปใส เพื่อเพิ่มความอบอุ่นจากภายใน
    • หลีกเลี่ยงการเปิดแอร์หรือพัดลม: ในช่วงที่มีอาการหนาวสั่น ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีลมเย็น
  2. วัดอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ:

    • บันทึกอุณหภูมิ: การวัดอุณหภูมิเป็นระยะๆ และจดบันทึก จะช่วยให้คุณสังเกตแนวโน้มของไข้ได้ และแจ้งรายละเอียดให้แพทย์ทราบได้อย่างถูกต้อง
    • เลือกวิธีการวัดที่เหมาะสม: วิธีการวัดอุณหภูมิที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอายุของเด็ก เช่น การวัดทางรักแร้, ทางปาก (สำหรับเด็กโตที่ให้ความร่วมมือได้), หรือทางทวารหนัก (สำหรับเด็กเล็ก)
  3. เช็ดตัวลดไข้ (เมื่ออาการหนาวสั่นทุเลา):

    • น้ำอุ่น: ใช้น้ำอุ่นเช็ดตัวให้ลูก โดยเน้นบริเวณหน้าผาก, ข้อพับ, และขาหนีบ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเย็นจัด เพราะจะทำให้ร่างกายตอบสนองโดยการสั่นมากขึ้น และทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นกว่าเดิม
    • เช็ดเบาๆ: เช็ดตัวอย่างเบามือ ไม่ควรถูแรงๆ เพราะอาจทำให้ผิวหนังระคายเคือง
  4. ให้ยาลดไข้ (ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร):

    • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนให้ยาลดไข้ เพื่อให้แน่ใจว่ายาที่เลือกเหมาะสมกับอายุและน้ำหนักตัวของลูก
    • ขนาดยาที่ถูกต้อง: อ่านฉลากยาอย่างละเอียด และให้ยาในขนาดที่ถูกต้องตามคำแนะนำ
  5. สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด:

    • อาการอื่นๆ ที่ต้องระวัง: สังเกตอาการอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นร่วมกับไข้หนาวสั่น เช่น ซึม, ไม่กิน, อาเจียน, หายใจลำบาก, ชัก, หรือมีผื่นขึ้นตามตัว
    • การเปลี่ยนแปลงของอาการ: ติดตามการเปลี่ยนแปลงของอาการอย่างสม่ำเสมอ หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการแย่ลง ควรรีบพาไปพบแพทย์
  6. พักผ่อนให้เพียงพอ:

    • การพักผ่อน: การพักผ่อนอย่างเต็มที่ จะช่วยให้ร่างกายมีพลังงานในการต่อสู้กับการติดเชื้อ
    • สภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ: จัดสภาพแวดล้อมให้เงียบสงบ เพื่อให้ลูกได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

เมื่อไหร่ที่ต้องพบแพทย์:

  • ไข้สูงมาก: หากอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส (102.2 องศาฟาเรนไฮต์)
  • อาการแย่ลง: หากอาการหนาวสั่นไม่ทุเลาลง หรือมีอาการอื่นๆ ที่น่าเป็นห่วง เช่น ซึม, อาเจียน, หายใจลำบาก, หรือชัก
  • อายุยังน้อย: เด็กทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่มีไข้ ควรได้รับการตรวจจากแพทย์ทันที
  • อาการอื่นๆ ร่วมด้วย: หากมีอาการอื่นๆ ที่บ่งบอกถึงภาวะที่รุนแรง เช่น คอแข็ง, มีผื่นขึ้นตามตัว, หรือปวดศีรษะรุนแรง

ข้อควรจำ:

  • บทความนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ได้
  • การดูแลเด็กที่มีไข้หนาวสั่น ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
  • หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

การดูแลเด็กที่มีไข้หนาวสั่นอย่างถูกวิธี ตั้งแต่การให้ความอบอุ่น การสังเกตอาการ และการปรึกษาแพทย์เมื่อจำเป็น จะช่วยให้ลูกน้อยของคุณกลับมาแข็งแรงสดใสได้อีกครั้ง