คําว่า คือ กับ เป็น ต่างกันอย่างไร

2 การดู

คือ vs. เป็น

  • คือ: ใช้แสดงความเท่ากันหรือเหมือนกัน เปรียบเสมือนเครื่องหมายเท่ากับ (=) มักใช้กับคำนามหรือสรรพนาม เช่น แมวคือสัตว์เลี้ยง (แมว = สัตว์เลี้ยง)

  • เป็น: ใช้แสดงสถานะ, คุณสมบัติ, หรือคำอธิบายเพิ่มเติม บอกว่าสิ่งนั้น เป็น อะไรหรือ เป็น อย่างไร เช่น แมวเป็นสัตว์น่ารัก (อธิบายคุณสมบัติของแมว)

สรุป: คือ เน้นความเหมือนหรือเท่ากัน ส่วน เป็น เน้นการอธิบายลักษณะหรือสถานะ

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

คือ กับ เป็นเนี่ยนะ อืม… เรื่องนี้เคยทำให้ฉันงงเหมือนกันนะ รู้มั้ย? ตอนเด็กๆ ฉันก็ใช้สลับกันไปมาจนป้าข้างบ้านแกเคยดุเลย (ฮา) บอกว่าภาษาไทยเราเนี่ยละเอียดอ่อนนะจ๊ะ ไม่ใช่เล่นๆ

เอาล่ะ มาลองดูกันดีกว่า ว่ามันต่างกันยังไง จริงๆ มันก็ไม่ยากหรอก ถ้าเข้าใจ

“คือ” เนี่ย มันเหมือนเครื่องหมายเท่ากับ (=) เป๊ะเลย ใช้แสดงความหมายที่เหมือนกัน ตรงๆ ไปเลย แบบว่า A คือ B นั่นหมายความว่า A กับ B มันคือสิ่งเดียวกัน อย่างเช่น “แมว คือ สัตว์เลี้ยง” ตรงนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน แมวก็คือสัตว์เลี้ยง จบ! เข้าใจง่ายใช่มั้ยล่ะ? เหมือนกับ… “กรุงเทพฯ คือ เมืองหลวงของประเทศไทย” อืม ชัดเจน กระจ่างแจ้ง

แต่… “เป็น” เนี่ย มันลึกซึ้งกว่าเยอะ! มันไม่ใช่แค่ความเท่ากัน แต่เป็นการบอก สถานะ, คุณสมบัติ, หรือลักษณะ เพิ่มเติม ลองดูตัวอย่าง “แมวเป็นสัตว์น่ารัก” อืม ใช่ แมวมันเป็นสัตว์เลี้ยง แต่ประโยคนี้มันบอกถึงความน่ารักของมันด้วย เห็นมั้ย มันมีรายละเอียดเพิ่มเข้ามา อีกตัวอย่างนึง “ฉันเป็นนักเขียน” เออ ฉันอาจจะไม่ได้ คือ นักเขียน (ยังไม่ดังขนาดนั้นอ่ะนะ 555) แต่ฉัน เป็น นักเขียน เพราะฉันทำงานเขียน เข้าใจความแตกต่างแล้วใช่มั้ย? มันมีนัยยะแฝงมากกว่า “คือ” เยอะเลย เหมือนกันกับที่ “เพื่อนฉันเป็นคนใจดี” ใจดีเป็นคุณสมบัติของเพื่อนฉัน แต่ไม่ได้หมายความว่า เพื่อนฉัน คือ ใจดี ใช่ป่ะ?

สรุปง่ายๆ เลยนะ “คือ” เน้นความเหมือน ตรงๆ เป๊ะๆ ส่วน “เป็น” เน้นการอธิบายเพิ่มเติม มันมีรายละเอียดมากกว่า เหมือน…เอ่อ… เหมือนเปรียบเทียบรูปทรงกับเนื้อหา อะไรประมาณนั้นแหละ (อธิบายไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ ขออภัย) แต่ถ้าลองใช้บ่อยๆ แล้วจะเข้าใจเอง รับรอง! ลองฝึกเขียนดูนะ เดี๋ยวก็คล่องเอง สู้ๆ!