หลิวเหลียนภาษาจีนแปลว่าอะไร

4 การดู

เอ๊ะ เดี๋ยวนะ! ทำไมลิวเหลียนถึงกลายเป็นแอปเปิ้ล, แตงโม, มะม่วงไปได้ล่ะ? งงมาก! ลิวเหลียน (榴莲 - Liúlián) มันต้องแปลว่าทุเรียนสิ! กลิ่นแรงๆ รสชาติเฉพาะตัวแบบนั้น ใครจะไปจำสับสนกับผลไม้อื่นได้ลงคอ! นี่มันผิดเต็มๆเลยนะ ต้องแก้ด่วนๆ เลยนะแบบนี้!

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

หลิวเหลียน: ชื่อนี้มีที่มา! ทำไมถึงกลายเป็นผลไม้อื่นไปได้นะ?

เอ๊ะ! อะไรนะ? หลิวเหลียนกลายเป็นแอปเปิ้ล แตงโม มะม่วงไปซะแล้ว? อ่านเจอแบบนี้ถึงกับต้องร้อง “เอ๊ะ!” ออกมาเลยค่ะทุกคน ในฐานะคนไทยที่คุ้นเคยกับ “ทุเรียน” เป็นอย่างดี พอเห็นคำว่า “หลิวเหลียน” (榴莲 – Liúlián) แล้วไปเจอคำแปลที่ไม่ใช่ทุเรียนนี่ถึงกับต้องขมวดคิ้วสงสัย

เอาล่ะค่ะ เรามาเคลียร์กันให้ชัด ๆ ไปเลยดีกว่า “หลิวเหลียน” (榴莲 – Liúlián) ในภาษาจีนกลาง แปลว่าอะไรกันแน่? คำตอบง่าย ๆ เลยค่ะ มันแปลว่า “ทุเรียน” นั่นเอง! ไม่มีอะไรที่ต้องสงสัยหรือสับสนทั้งสิ้น

ทำไมถึงต้องเป็น “หลิวเหลียน”? มาดูที่มาของชื่อกัน!

คำว่า “榴 (Liú)” ในภาษาจีนมีความหมายว่า “ทับทิม” แต่ในกรณีของทุเรียน คำว่า “榴” ตรงนี้ไม่ได้มีความหมายถึงทับทิมโดยตรงนะคะ แต่เป็นการยืมเสียงมาใช้มากกว่า

ส่วนคำว่า “莲 (Lián)” แปลว่า “ดอกบัว” ซึ่งบางตำราก็บอกว่าอาจจะมาจากรูปร่างของทุเรียนที่คล้ายกับดอกบัวตูม หรืออาจจะมาจากกลิ่นของทุเรียนที่บางคนบอกว่าคล้ายกับกลิ่นของดอกบัว

ดังนั้น เมื่อรวมกันเป็น “榴莲 (Liúlián)” จึงกลายเป็นชื่อที่ใช้เรียก “ทุเรียน” ในภาษาจีนกลางนั่นเองค่ะ

ความรู้สึกส่วนตัว: ทุเรียนคือทุเรียน จะเป็นอย่างอื่นไปได้ยังไง!

สำหรับตัวเองแล้ว ทุเรียนไม่ใช่แค่ผลไม้ธรรมดา ๆ แต่เป็นประสบการณ์! ตั้งแต่กลิ่นที่รุนแรงเป็นเอกลักษณ์ (บางคนก็ว่าหอม บางคนก็ว่าเหม็น อันนี้แล้วแต่คนจริง ๆ ค่ะ) ไปจนถึงรสชาติที่หวานมัน นุ่มละมุนลิ้น โอ๊ย! แค่คิดก็อยากกินแล้วค่ะ!

ลองนึกภาพตามนะคะ: เนื้อทุเรียนสีเหลืองทองอร่ามวางอยู่ตรงหน้า กลิ่นหอม (หรือเหม็น?) โชยมาเตะจมูก ตักเข้าปากแล้วสัมผัสได้ถึงความนุ่มละมุนที่แทบจะละลายในปาก… อา… สวรรค์!

ดังนั้น การที่ “หลิวเหลียน” ถูกแปลเป็นผลไม้อื่นที่ไม่ใช่ทุเรียนนี่ มันเหมือนกับการทำลายประสบการณ์และความรู้สึกทั้งหมดที่มีต่อทุเรียนเลยค่ะ! มันผิด! มันต้องแก้! (พูดจริงจังมาก ณ จุดนี้)

สรุปแบบเน้น ๆ อีกที:

  • หลิวเหลียน (榴莲 – Liúlián) แปลว่า ทุเรียน
  • อย่าสับสนกับผลไม้อื่น!
  • ทุเรียนคือที่สุด! (อันนี้ความเห็นส่วนตัวล้วน ๆ ค่ะ)

หวังว่าบทความนี้จะช่วยเคลียร์ข้อสงสัยเกี่ยวกับ “หลิวเหลียน” ได้นะคะ และถ้าใครที่ยังไม่เคยลองทานทุเรียน อยากให้ลองเปิดใจดูสักครั้งค่ะ! อาจจะติดใจจนต้องร้อง “ว้าว!” เหมือนเราก็ได้นะคะ! 😉