อะไรคือสาเหตุของปัสสาวะเป็นเลือด

11 การดู

หากพบเลือดในปัสสาวะ อย่าเพิ่งตื่นตระหนก! สาเหตุอาจมาจากหลายปัจจัย เช่น การติดเชื้อ หรือการออกกำลังกายอย่างหนัก แต่ก็ไม่ควรละเลย เพราะอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ การปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

เมื่อปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีแดง: สาเหตุที่ควรใส่ใจ และสิ่งที่คุณต้องรู้

การพบเห็นเลือดในปัสสาวะ หรือที่เรียกว่า “ปัสสาวะเป็นเลือด” (Hematuria) เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลใจให้กับหลายๆ คนอย่างแน่นอน แม้ว่าในบางครั้งอาจเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรงนัก แต่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลย เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

ทำความเข้าใจ “ปัสสาวะเป็นเลือด”

ก่อนที่จะเจาะลึกถึงสาเหตุ เราควรทำความเข้าใจก่อนว่า “ปัสสาวะเป็นเลือด” นั้นมีสองประเภทหลักๆ คือ

  • ปัสสาวะเป็นเลือดแบบเห็นได้ด้วยตาเปล่า (Gross Hematuria): คือการที่ปัสสาวะมีสีแดง ชมพู หรือสีน้ำตาลคล้ำ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเจน
  • ปัสสาวะเป็นเลือดแบบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Microscopic Hematuria): คือการที่มีเม็ดเลือดแดงปนอยู่ในปัสสาวะ แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จำเป็นต้องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์

สาเหตุที่เป็นไปได้ของปัสสาวะเป็นเลือด

สาเหตุของปัสสาวะเป็นเลือดนั้นมีมากมาย และสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มดังนี้:

  • การติดเชื้อ:
    • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI): เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้หญิง การติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะปัสสาวะหรือไต สามารถทำให้เกิดการอักเสบและเลือดออก
    • การติดเชื้อที่ไต (Pyelonephritis): เป็นการติดเชื้อที่รุนแรงกว่า UTI และมักมีอาการไข้ หนาวสั่น และปวดหลังร่วมด้วย
  • นิ่ว:
    • นิ่วในไต: ก้อนแร่ธาตุที่ก่อตัวขึ้นในไต สามารถเคลื่อนตัวลงมาตามท่อไต ทำให้เกิดการระคายเคืองและเลือดออก
    • นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ: คล้ายกับนิ่วในไต แต่ก่อตัวในกระเพาะปัสสาวะ
  • โรคเกี่ยวกับไต:
    • Glomerulonephritis: เป็นการอักเสบของหน่วยไต (Glomeruli) ซึ่งเป็นตัวกรองของเสียในไต สาเหตุอาจมาจากการติดเชื้อ โรคภูมิคุ้มกัน หรือสาเหตุอื่นๆ
    • โรคไต Polycystic: โรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดถุงน้ำในไต
  • โรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก (สำหรับผู้ชาย):
    • ต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia – BPH): เป็นภาวะที่ต่อมลูกหมากมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้กดทับท่อปัสสาวะและอาจทำให้เกิดเลือดออก
    • ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis): การอักเสบของต่อมลูกหมาก มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • เนื้องอก:
    • มะเร็งไต: มะเร็งที่เกิดขึ้นในไต
    • มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ: มะเร็งที่เกิดขึ้นในกระเพาะปัสสาวะ
    • มะเร็งต่อมลูกหมาก (สำหรับผู้ชาย): มะเร็งที่เกิดขึ้นในต่อมลูกหมาก
  • ยาบางชนิด:
    • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด: เช่น Warfarin หรือ Aspirin สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก
    • ยาแก้ปวดบางชนิด: เช่น Ibuprofen หรือ Naproxen อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อไตในระยะยาว
  • การออกกำลังกายอย่างหนัก: ในบางครั้ง การออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง อาจทำให้เกิดการแตกตัวของเม็ดเลือดแดงและทำให้ปัสสาวะเป็นเลือดได้
  • การบาดเจ็บ: การบาดเจ็บที่ไต กระเพาะปัสสาวะ หรือท่อปัสสาวะ อาจทำให้เกิดเลือดออก
  • สาเหตุอื่นๆ:
    • ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia): ทำให้เลือดแข็งตัวได้ยาก
    • โรค Sickle Cell Anemia: โรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างผิดปกติ

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์?

แม้ว่าปัสสาวะเป็นเลือดอาจไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่ร้ายแรงเสมอไป แต่การปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย:

  • ปวดท้อง หรือปวดหลัง
  • ปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะแสบขัด
  • มีไข้ หรือหนาวสั่น
  • ปัสสาวะมีก้อนเลือดปน
  • มีอาการบวมตามร่างกาย

การวินิจฉัยและการรักษา

แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจสั่งตรวจเพิ่มเติม เช่น:

  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อตรวจหาเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว แบคทีเรีย หรือสารอื่นๆ ในปัสสาวะ
  • การเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture): เพื่อระบุชนิดของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ
  • การตรวจภาพทางรังสี (Imaging Tests): เช่น การทำอัลตราซาวนด์ (Ultrasound), เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือ MRI เพื่อตรวจดูไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ
  • การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy): เป็นการสอดกล้องขนาดเล็กเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ เพื่อตรวจดูความผิดปกติ

การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบ ตัวอย่างเช่น:

  • การติดเชื้อ: รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
  • นิ่ว: อาจต้องใช้ยา หรือการผ่าตัดเพื่อกำจัดนิ่ว
  • โรคเกี่ยวกับไต: รักษาตามชนิดและความรุนแรงของโรค
  • มะเร็ง: รักษาด้วยการผ่าตัด เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา

สรุป

การพบเลือดในปัสสาวะไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย การปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง และรับการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณจัดการกับปัญหาสุขภาพได้อย่างทันท่วงที และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น