ต่อมน้ำลาย (Salivary Gland) ของคน คู่ที่ทําให้เกิดอาการคางทูมเมื่อเกิดการอักเสบคือข้อใด

20 การดู

ต่อมน้ำลายข้างกกหู (Parotid Gland) เป็นต่อมน้ำลายคู่ใหญ่ที่สุด มีตำแหน่งอยู่ด้านหน้าและใต้ใบหู การติดเชื้อไวรัสคางทูมทำให้ต่อมนี้บวมและเจ็บ ส่งผลให้ใบหน้าบวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัดบริเวณแก้มและขากรรไกร

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

คางทูม: เมื่อต่อมน้ำลายข้างกกหูอักเสบ

คางทูม หรือโรค паротит (Parotitis) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการบวมและเจ็บที่ต่อมน้ำลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อมน้ำลายข้างกกหู (Parotid Gland) ซึ่งเป็นต่อมน้ำลายคู่ที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายมนุษย์ ต่อมนี้ตั้งอยู่ด้านหน้าและใต้ใบหูทั้งสองข้าง เมื่อเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสคางทูม ต่อมน้ำลายข้างกกหูจะบวมขึ้น ทำให้ใบหน้าดูบวมเป่งอย่างเห็นได้ชัดบริเวณแก้มและขากรรไกร ลักษณะคล้ายกับกระรอกที่อมอาหารไว้ในกระพุ้งแก้ม จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกโรคนี้ในภาษาไทยว่า “คางทูม”

แม้ว่าจะมีต่อมน้ำลายอื่นๆ อีก เช่น ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular Gland) และต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual Gland) แต่ไวรัสคางทูมมักจะส่งผลกระทบต่อต่อมน้ำลายข้างกกหูมากที่สุด การอักเสบของต่อมอื่นๆ อาจเกิดขึ้นได้แต่พบได้น้อยกว่า อาการบวมที่เห็นเด่นชัดบริเวณแก้มและขากรรไกรจึงเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกถึงการติดเชื้อไวรัสคางทูมและการอักเสบของต่อมน้ำลายข้างกกหู

นอกจากอาการบวมแล้ว ผู้ป่วยคางทูมอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดบริเวณต่อมที่บวม, มีไข้, ปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย, เบื่ออาหาร และปวดเมื่อเคี้ยวหรือกลืนอาหาร อาการเหล่านี้มักจะปรากฏขึ้นหลังจากได้รับเชื้อไวรัสประมาณ 2-3 สัปดาห์

การป้องกันโรคคางทูมทำได้ด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งมักจะรวมอยู่ในวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

ดังนั้น คำตอบของคำถามที่ว่า ต่อมน้ำลายคู่ใดที่ทำให้เกิดอาการคางทูมเมื่อเกิดการอักเสบ คือ ต่อมน้ำลายข้างกกหู (Parotid Gland)