ทําไมร่างกายถึงรู้สึกเพลียตลอดเวลา

2 การดู

รู้สึกเหนื่อยล้าเรื้อรัง? ลองปรับสมดุลชีวิตด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จัดการความเครียด และอย่าลืมให้เวลากับตัวเองบ้าง หากอาการยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

เหนื่อยล้าเรื้อรัง: สัญญาณเตือนจากร่างกายที่คุณไม่ควรละเลย

ความเหนื่อยล้าเป็นอาการที่ทุกคนเคยประสบ แต่เมื่อความเหนื่อยล้ากลายเป็นเพื่อนร่วมทางที่ติดสอยติดตามไม่ยอมไปไหน แม้จะพักผ่อนเพียงพอแล้วก็ยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ อย่ามองข้ามอาการนี้ เพราะความเหนื่อยล้าเรื้อรังอาจเป็นผลมาจากสาเหตุหลายประการที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง

สาเหตุที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความเหนื่อยล้าเรื้อรัง

ความเหนื่อยล้าไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกเหนื่อยจากการทำงานหนักหรือขาดการพักผ่อนเท่านั้น มันอาจเป็นอาการแสดงของปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงกว่า ตัวอย่างเช่น:

  • ภาวะโลหิตจาง (Anemia): การขาดธาตุเหล็กหรือวิตามินบี 12 ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง ส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจน ทำให้เกิดความอ่อนเพลีย ใจสั่น และหายใจลำบาก

  • ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (Hypothyroidism): ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ได้น้อยกว่าปกติ ส่งผลให้กระบวนการเผาผลาญในร่างกายช้าลง ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า น้ำหนักเพิ่มขึ้น และท้องผูก

  • โรคเบาหวาน (Diabetes): ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงหรือต่ำเกินไป ทำให้ร่างกายขาดพลังงาน เกิดความเหนื่อยล้า กระหายน้ำ และปัสสาวะบ่อย

  • โรคซึมเศร้า (Depression): โรคทางจิตเวชที่ทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ เศร้าหมอง สูญเสียความสนใจ และอ่อนเพลีย โดยความเหนื่อยล้าอาจเป็นอาการหลักที่ปรากฏชัดเจน

  • การนอนไม่หลับ (Insomnia): การนอนหลับไม่เพียงพอหรือมีคุณภาพต่ำ ทำให้ร่างกายไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าเรื้อรัง

  • ภาวะขาดสารอาหาร: การรับประทานอาหารที่ไม่ครบ 5 หมู่ หรือขาดสารอาหารจำเป็น เช่น วิตามินและแร่ธาตุ อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอและเกิดความเหนื่อยล้าได้

  • ความเครียดสะสม: ความเครียดทั้งทางกายและใจ ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้ร่างกายอ่อนล้าและเกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดหัว นอนไม่หลับ และความดันโลหิตสูง

การปรับสมดุลชีวิตเพื่อรับมือกับความเหนื่อยล้า

ก่อนที่จะพึ่งพายารักษา การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อบรรเทาอาการและป้องกันไม่ให้ความเหนื่อยล้าเรื้อรังแย่ลง:

  • การพักผ่อนให้เพียงพอ: ควรนอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน และควรนอนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนนอน

  • การออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายช่วยเพิ่มระดับพลังงาน เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเครียด แต่ควรเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเลือกชนิดของการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเอง

  • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์: ควรเน้นรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะผัก ผลไม้ โปรตีน และธัญพืช หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารทอด และอาหารที่มีน้ำตาลสูง

  • การจัดการความเครียด: เรียนรู้วิธีการจัดการความเครียด เช่น การทำสมาธิ การออกกำลังกาย การฟังเพลง หรือการทำกิจกรรมที่ชอบ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด

  • การให้เวลากับตัวเอง: การพักผ่อนหย่อนใจ การทำกิจกรรมที่ชอบ และการใช้เวลาอยู่กับคนที่รัก ช่วยลดความเครียดและเพิ่มความสุข ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น

เมื่อใดควรพบแพทย์

หากความเหนื่อยล้าเรื้อรังไม่ดีขึ้น แม้จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง และรับการรักษาที่เหมาะสม อย่าปล่อยให้ความเหนื่อยล้าค่อยๆ กัดกร่อนสุขภาพของคุณ เพราะการรักษาที่ทันท่วงทีจะช่วยให้คุณกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง