อาการบวมมีกี่ประเภท

27 การดู
อาการบวมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก: บวมทั่วไป (Generalized edema): บวมทั่วร่างกาย มักเกิดจากปัญหาระบบ เช่น หัวใจ ไต หรือตับ บวมเฉพาะที่ (Localized edema): บวมในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย เช่น ขา ข้อเท้า หรือมือ มักเกิดจากการบาดเจ็บ การอักเสบ หรือการอุดตันของหลอดเลือด
ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

อาการบวม: มิตรหรือศัตรูที่ร่างกายส่งสัญญาณ

อาการบวม หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Edema เป็นภาวะที่ร่างกายมีการสะสมของเหลวในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดอาการบวมพองขึ้นมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใบหน้า มือ เท้า หรือแม้กระทั่งทั่วทั้งร่างกาย หลายคนอาจมองข้ามอาการบวมเล็กๆ น้อยๆ แต่ในความเป็นจริง อาการบวมสามารถเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของอาการบวมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับอาการดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม

อาการบวมสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ บวมทั่วไป (Generalized edema) และ บวมเฉพาะที่ (Localized edema) ซึ่งแต่ละประเภทก็มีสาเหตุ กลไกการเกิด และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน

บวมทั่วไป: สัญญาณจากภายในร่างกายที่ต้องใส่ใจ

บวมทั่วไป คือ อาการบวมที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง มักเป็นผลมาจากความผิดปกติของระบบต่างๆ ภายในร่างกายที่ส่งผลต่อการควบคุมปริมาณของเหลวในร่างกาย สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการบวมทั่วไป ได้แก่:

  • ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ: ภาวะหัวใจล้มเหลวทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนกลับไปยังหัวใจได้ยากขึ้น ทำให้เกิดแรงดันในหลอดเลือดสูงขึ้น และของเหลวรั่วซึมออกจากหลอดเลือดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ
  • ปัญหาเกี่ยวกับไต: ไตมีหน้าที่สำคัญในการกรองของเสียและควบคุมปริมาณของเหลวในร่างกาย เมื่อไตทำงานผิดปกติ จะไม่สามารถกำจัดของเหลวส่วนเกินออกจากร่างกายได้ ส่งผลให้เกิดการสะสมของเหลวและเกิดอาการบวม
  • ปัญหาเกี่ยวกับตับ: ตับมีหน้าที่ผลิตโปรตีนที่สำคัญหลายชนิด รวมถึง Albumin ซึ่งมีหน้าที่ในการดึงน้ำกลับเข้าสู่หลอดเลือด เมื่อตับทำงานผิดปกติ จะผลิต Albumin ได้น้อยลง ทำให้ของเหลวรั่วซึมออกจากหลอดเลือดไปยังเนื้อเยื่อ
  • ภาวะขาดสารอาหาร: การขาดโปรตีนอย่างรุนแรง (Kwashiorkor) ก็สามารถทำให้เกิดอาการบวมทั่วไปได้ เนื่องจากร่างกายไม่มีโปรตีนเพียงพอที่จะดึงน้ำกลับเข้าสู่หลอดเลือด
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด: ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยาสเตียรอยด์ หรือยาแก้ปวดบางชนิด อาจทำให้เกิดอาการบวมเป็นผลข้างเคียงได้

เมื่อเกิดอาการบวมทั่วไป ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากอาการบวมทั่วไปอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ร้ายแรงและต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

บวมเฉพาะที่: การตอบสนองต่อการบาดเจ็บหรือการอักเสบ

บวมเฉพาะที่ คือ อาการบวมที่เกิดขึ้นในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย เช่น ขา ข้อเท้า มือ หรือใบหน้า มักมีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บ การอักเสบ หรือการอุดตันของหลอดเลือดในบริเวณนั้นๆ สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการบวมเฉพาะที่ ได้แก่:

  • การบาดเจ็บ: การบาดเจ็บ เช่น ข้อเท้าแพลง ฟกช้ำ หรือกระดูกหัก จะทำให้เกิดการอักเสบและของเหลวรั่วซึมไปยังบริเวณที่บาดเจ็บ ทำให้เกิดอาการบวม
  • การอักเสบ: การอักเสบจากสาเหตุต่างๆ เช่น การติดเชื้อ หรือโรคข้ออักเสบ ก็สามารถทำให้เกิดอาการบวมในบริเวณที่อักเสบได้
  • การอุดตันของหลอดเลือด: การอุดตันของหลอดเลือดดำ (Deep Vein Thrombosis หรือ DVT) จะทำให้เลือดไหลเวียนกลับไปยังหัวใจได้ยากขึ้น ทำให้เกิดแรงดันในหลอดเลือดสูงขึ้น และของเหลวรั่วซึมไปยังเนื้อเยื่อบริเวณขาหรือเท้า
  • ภาวะน้ำเหลืองคั่ง: การอุดตันหรือความผิดปกติของระบบน้ำเหลือง ทำให้ของเหลวไม่สามารถระบายออกจากเนื้อเยื่อได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดอาการบวมที่แขนหรือขา
  • การแพ้: การแพ้สารบางชนิด เช่น อาหาร ยา หรือแมลงกัดต่อย สามารถทำให้เกิดอาการบวมในบริเวณที่สัมผัสสารก่อภูมิแพ้ได้

การรักษาอาการบวมเฉพาะที่ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบวม ในกรณีที่เกิดจากการบาดเจ็บ การพักผ่อน การประคบเย็น และการยกส่วนที่บวมให้สูงขึ้น อาจช่วยลดอาการบวมได้ ในกรณีที่เกิดจากการอักเสบ อาจต้องใช้ยาแก้อักเสบเพื่อลดการอักเสบ ในกรณีที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือด อาจต้องใช้ยาละลายลิ่มเลือดเพื่อเปิดหลอดเลือด

สรุป

อาการบวมเป็นอาการที่พบบ่อยและอาจเกิดจากสาเหตุที่หลากหลาย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของอาการบวมและสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบวม จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับอาการบวมได้อย่างเหมาะสม หากมีอาการบวมที่ผิดปกติ หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือปวดบริเวณที่บวม ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น