เช็บเลือดคั่งทำไง
เล็บถูกกระแทก เลือดคั่งใต้เล็บ แสบปวด? เจาะระบายเลือดแล้วอย่าลืมทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือหรือสบู่อ่อนๆ เช็ดเบาๆ ปิดแผลด้วยผ้าพันแผลสะอาด ป้องกันการติดเชื้อ หากปวดยังไม่ทุเลา ควรปรึกษาแพทย์
เล็บช้ำเลือดคั่ง: ดูแลอย่างไรให้หายไว ไม่เสี่ยงติดเชื้อ
ใครๆ ก็คงเคยเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้เล็บได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเตะขอบโต๊ะ, ประตูหนีบนิ้ว หรือแม้แต่การเล่นกีฬาที่ต้องใช้เท้าอย่างหนักหน่วง ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออาการปวดแปลบ และที่แย่กว่านั้นคือ เลือดที่ค่อยๆ คั่งใต้เล็บ เปลี่ยนสีเล็บให้กลายเป็นสีม่วงคล้ำน่ากลัว หรือที่เราเรียกกันว่า “เล็บช้ำเลือดคั่ง”
อาการเล็บช้ำเลือดคั่งเกิดจากการที่เส้นเลือดฝอยใต้เล็บแตกออกจากการกระแทก ทำให้เลือดไหลออกมาและสะสมอยู่ระหว่างเล็บกับผิวหนังด้านล่าง ซึ่งก่อให้เกิดแรงดัน ทำให้รู้สึกปวดและแสบ บางครั้งอาจทำให้เล็บหลุดออกมาในที่สุด
เมื่อเกิดเหตุการณ์เล็บช้ำเลือดคั่ง ควรทำอย่างไร?
-
ประเมินความรุนแรง: หากอาการปวดรุนแรงมาก เลือดคั่งเป็นบริเวณกว้าง หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น นิ้วชา ขยับนิ้วลำบาก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจมีกระดูกหักร่วมด้วย
-
ประคบเย็น: ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก ให้ประคบเย็นบริเวณเล็บที่ช้ำ เพื่อลดอาการบวมและบรรเทาความเจ็บปวด ทำได้โดยใช้ผ้าห่อน้ำแข็งหรือเจลเย็น ประคบครั้งละ 15-20 นาที ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง
-
ยกนิ้วสูง: การยกนิ้วขึ้นสูงกว่าระดับหัวใจจะช่วยลดอาการบวมและลดการไหลเวียนของเลือดมายังบริเวณที่บาดเจ็บ
-
ระบายเลือด (เฉพาะกรณี): หากมีเลือดคั่งในปริมาณมากและทำให้รู้สึกปวดมาก อาจจำเป็นต้องระบายเลือดออกเพื่อลดแรงดัน โดยควรทำโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะต้องใช้เครื่องมือที่สะอาดและเทคนิคที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
-
ดูแลแผลหลังระบายเลือด (สำคัญมาก!): หากได้รับการระบายเลือดแล้ว การดูแลแผลอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น:
- ทำความสะอาด: ล้างแผลด้วยน้ำเกลือ (Normal Saline Solution) หรือสบู่อ่อนๆ ที่ไม่มีน้ำหอม เช็ดเบาๆ ให้สะอาด
- ปิดแผล: ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาดและเปลี่ยนผ้าพันแผลทุกวัน หรือเมื่อเปียกชื้น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งสกปรก: พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลกับสิ่งสกปรก หรือสารเคมีต่างๆ
-
บรรเทาอาการปวด: หากมีอาการปวด สามารถรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ได้ แต่หากอาการปวดไม่ทุเลา ควรรีบปรึกษาแพทย์
ข้อควรระวัง:
- อย่าพยายามเจาะเล็บเอง: การเจาะเล็บเองโดยไม่มีความรู้และเครื่องมือที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
- สังเกตอาการ: หากมีอาการผิดปกติ เช่น เล็บเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวหรือสีดำ มีหนองไหล มีไข้ หรือปวดมากขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
- ป้องกันการกระแทกซ้ำ: พยายามหลีกเลี่ยงการกระแทกเล็บซ้ำอีกในช่วงที่เล็บยังไม่หายดี
การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีเมื่อเล็บช้ำเลือดคั่ง จะช่วยลดความเจ็บปวด ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยให้เล็บกลับมาแข็งแรงได้ดังเดิม
Disclaimer: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ได้ หากมีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับอาการ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ
#ปฐมพยาบาล#รักษาอาการ#เช็บเลือดคั่งข้อเสนอแนะสำหรับคำตอบ:
ขอบคุณที่ให้ข้อเสนอแนะ! ข้อเสนอแนะของคุณมีความสำคัญต่อการปรับปรุงคำตอบในอนาคต