เบาหวานมีอาการปวดขาไหม

18 การดู
อาการปวดขามักเป็นสัญญาณเตือนของโรคเบาหวาน โดยเกิดจากความเสียหายของเส้นประสาทและหลอดเลือดเนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง ปวดอาจมีลักษณะได้หลายแบบ เช่น แสบร้อน ชา ปวดร้าว หรือปวดตื้อ โดยมักเกิดขึ้นร่วมกับอาการชาร่วมด้วย
ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

เบาหวานกับอาการปวดขา: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อการใช้พลังงานจากอาหารของร่างกาย ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไปเป็นเวลานานสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพมากมาย หนึ่งในสัญญาณเตือนที่มักถูกมองข้ามคืออาการปวดขา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน

ทำไมเบาหวานถึงทำให้ปวดขา?

อาการปวดขาในผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่เกิดจากภาวะที่เรียกว่า ปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน (Diabetic Peripheral Neuropathy หรือ DPN) ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงทำลายเส้นประสาท โดยเฉพาะเส้นประสาทที่ขาและเท้า นอกจากนี้ เบาหวานยังสามารถทำให้หลอดเลือดตีบตันหรือแข็งตัว ทำให้เลือดไหลเวียนไปยังขาได้ไม่ดีเท่าที่ควร ภาวะนี้เรียกว่า โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (Peripheral Artery Disease หรือ PAD) ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการปวดขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเดินหรือออกกำลังกาย

อาการปวดขาจากเบาหวานมีลักษณะอย่างไร?

อาการปวดขาจากเบาหวานสามารถแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และอาจมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน อาการที่พบบ่อย ได้แก่:

  • แสบร้อน: รู้สึกแสบร้อนเหมือนไฟไหม้ที่ขาและเท้า
  • ชา: รู้สึกชาหรือเหมือนมีอะไรมาจี้ที่ขาและเท้า
  • ปวดร้าว: รู้สึกปวดร้าวเหมือนมีเข็มทิ่มแทง
  • ปวดตื้อ: รู้สึกปวดตื้อๆ หนักๆ ที่ขา
  • อ่อนแรง: ขาและเท้าอ่อนแรง ควบคุมได้ยาก
  • ไวต่อการสัมผัส: ขาและเท้าไวต่อการสัมผัส แม้แต่การสัมผัสเบาๆ ก็ทำให้รู้สึกเจ็บปวดได้

อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นที่เท้าก่อน แล้วค่อยๆ ลามขึ้นมาที่ขา โดยอาการมักจะแย่ลงในเวลากลางคืน

อาการชาร่วมกับอาการปวด: สัญญาณที่ต้องระวัง

อาการชาที่ขาและเท้า มักเป็นอาการที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการปวดในผู้ป่วยเบาหวาน การสูญเสียความรู้สึกที่ขาและเท้าทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถรับรู้ถึงบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ หรือการระคายเคือง ซึ่งอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรงและแผลเรื้อรังได้ หากมีอาการชาและปวดขา ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษา

การป้องกันและรักษาอาการปวดขาจากเบาหวาน

การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันและรักษาอาการปวดขาจากเบาหวาน นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพเท้าอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ก็มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

หากมีอาการปวดขาและสงสัยว่าอาจเกิดจากเบาหวาน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม การวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น