เลือดกระปริบกระปรอยมากี่วัน

17 การดู

ตัวอย่างข้อมูลแนะนำใหม่:

เลือดล้างหน้าเด็กมักมีปริมาณน้อย สีจางกว่า และเป็นเพียงแค่ เลือดกระปริบกระปรอย เพียง 1-2 วัน อาจมีอาการปวดท้องเล็กน้อย แต่ไม่รุนแรงเท่าประจำเดือน ซึ่งประจำเดือนจะมีปริมาณเลือดมากกว่าและระยะเวลานานกว่า (ไม่เกิน 7 วัน) หากมีเลือดออกผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

เลือดกระปริบกระปรอย: เมื่อใดควรกังวล

เลือดกระปริบกระปรอยเป็นภาวะตกขาวที่มีเลือดเจือปน โดยปกติแล้ว เลือดกระปริบกระปรอยจะเกิดขึ้นช่วง 1-2 วันก่อนหรือหลังมีประจำเดือน แต่หากเลือดกระปริบกระปรอยเกิดขึ้นในช่วงเวลาอื่น อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษา

ระยะเวลาของเลือดกระปริบกระปรอย

เลือดกระปริบกระปรอยปกติจะกินเวลาเพียง 1-2 วัน แต่หากเลือดกระปริบกระปรอยเกิดขึ้นนานกว่า 3 วัน หรือมีปริมาณมาก อาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น

  • การตั้งครรภ์แบบผิดปกติ
  • การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน
  • การตั้งครรภ์นอกมดลูก

อาการที่ควรพบแพทย์

หากมีเลือดกระปริบกระปรอยร่วมกับอาการใดๆ ต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์

  • เลือดกระปริบกระปรอยเกิดขึ้นหลังมีเพศสัมพันธ์
  • มีกลิ่นเหม็นหรือคันในบริเวณอวัยวะเพศ
  • มีไข้หรือหนาวสั่น
  • ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง
  • เลือดออกผิดปกติหลังจากหยุดประจำเดือนไปแล้ว

การวินิจฉัยและการรักษา

แพทย์จะซักถามประวัติทางการแพทย์และทำการตรวจร่างกาย แพทย์อาจทำการตรวจภายในหรือส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจอัลตราซาวนด์หรือการตรวจเลือด

การรักษาเลือดกระปริบกระปรอยขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิด หากสาเหตุเกิดจากการตั้งครรภ์ แพทย์อาจแนะนำให้ทำการอัลตราซาวนด์เพื่อวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนต่างๆ หากสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อ แพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาการติดเชื้อ

การป้องกัน

ไม่มีวิธีป้องกันเลือดกระปริบกระปรอยที่เกิดจากความผิดปกติทางฮอร์โมน อย่างไรก็ตาม สามารถป้องกันเลือดกระปริบกระปรอยที่เกิดจากการติดเชื้อได้โดยการทำดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดเสมอ
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • พบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอุ้งเชิงกรานเป็นประจำ

หากมีเลือดกระปริบกระปรอยที่ผิดปกติ สิ่งสำคัญคือต้องรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม การตรวจวินิจฉัยและการรักษาในระยะแรกจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้