การนับระยะเวลาคำนวณดอกเบี้ยพ้นกำหนดให้นับอย่างไร

0 ครั้งเข้าชม
การนับระยะเวลาคำนวณดอกเบี้ยพ้นกำหนด หมายถึงการนับตั้งแต่วันที่ตั๋วครบกำหนดจนถึงวันที่ผู้ออกตั๋วนำเงินมาชำระหนี้ที่ผิดนัด
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

การนับระยะเวลาคำนวณดอกเบี้ยพ้นกำหนด: วิธีนับวันผิดนัด

การนับระยะเวลาคำนวณดอกเบี้ยพ้นกำหนดเป็นขั้นตอนสำคัญในการจัดการภาระหนี้สินเมื่อถึงกำหนดชำระ การทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถคำนวณภาระทางการเงินได้อย่างแม่นยำและป้องกันข้อพิพาททางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นจากการชำระหนี้ล่าช้า

การนับระยะเวลาคำนวณดอกเบี้ยพ้นกำหนดให้นับอย่างไร

การนับระยะเวลาคำนวณดอกเบี้ยพ้นกำหนด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าดอกเบี้ยผิดนัดชำระ เป็นเรื่องที่หลายคนมักสับสนเมื่อถึงคราวต้องคำนวณยอดหนี้จริง.
หลักการที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติทั่วไปคือการนับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาหรือตามกฎหมาย จนถึงวันที่ได้มีการชำระเงินเสร็จสิ้นจริง เพื่อให้เข้าใจง่ายและไม่เกิดความคลาดเคลื่อนในการคำนวณยอดเงิน เรามาดูรายละเอียดขั้นตอนการนับวันกันทีละสเต็ป

หลักการเริ่มต้นและวันสิ้นสุดการนับวันผิดนัด

การกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดมีแนวทางที่ชัดเจนดังนี้: วิธีคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระ วันเริ่มต้นนับ: เริ่มนับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนด (ตัวอย่างเช่น หากในสัญญาบอกว่าครบกำหนดวันที่ 10 วันแรกที่จะเริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัดคือวันที่ 11).
วันสิ้นสุดการนับ: นับรวมวันสุดท้ายที่นำเงินมาชำระด้วย วิธีการคำนวณจำนวนวัน: นำวันที่ชำระเงิน ลบด้วยวันถัดจากวันครบกำหนด แล้วบวก 1 (หรือใช้วิธีนับจำนวนวันตามปฏิทินจริงในช่วงเวลาที่พ้นกำหนดนั้น).

อัตราดอกเบี้ยพ้นกำหนดที่กฎหมายกำหนดไว้

นอกจากเรื่องจำนวนวันแล้ว อัตราดอกเบี้ยพ้นกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็เป็นอีกจุดที่ต้องระวังให้ดี หากในสัญญาไม่ได้ตกลงกันไว้ชัดเจน กฎหมายจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยพ้นกำหนดหรืออัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่.
โดยอ้างอิงจากอัตราตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ยกตัวอย่างเช่น จากเดิมร้อยละ 7.5 ต่อปี เมื่อบวกเพิ่มอีกร้อยละ 2 จึงกลายเป็นร้อยละ 9.5 ต่อปี (หรือปรับเปลี่ยนไปตามประเภทของตั๋วเงินและข้อกำหนดทางกฎหมายในแต่ละกรณี).

ตัวอย่างสถานการณ์จริงในการคำนวณ

สมมติว่าคุณมีกำหนดชำระเงินในวันที่ 10 ของเดือน แต่มาชำระจริงในวันที่ 20 ของเดือนเดียวกัน วันแรกที่จะถูกคิดดอกเบี้ยพ้นกำหนดคือวันที่ 11.
เมื่อคำนวณจำนวนวันตามสูตร นำวันที่ 20 ลบด้วยวันที่ 11 แล้วบวก 1 จะได้ระยะเวลาทั้งหมด 10 วันเต็มที่ต้องนำมาคิดคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามอัตราที่กฎหมายหรือสัญญากำหนดไว้.

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยปกติและดอกเบี้ยพ้นกำหนด

การทำความเข้าใจความต่างระหว่างดอกเบี้ยตามสัญญาปกติกับดอกเบี้ยเมื่อผิดนัดชำระช่วยให้ผู้กู้และผู้ให้กู้เห็นภาพภาระหนี้สินได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ดอกเบี้ยปกติ (ตามสัญญา)

  • คิดคำนวณตามระยะเวลาปกติที่ระบุไว้ในสัญญาจนถึงวันครบกำหนด
  • ผลตอบแทนจากการให้ใช้เงินตามข้อตกลงเบื้องต้น
  • ใช้อัตราตามที่คู่สัญญาตกลงกันภายใต้กรอบกฎหมายกำหนด

ดอกเบี้ยพ้นกำหนด (ผิดนัดชำระ)

  • เริ่มนับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระเสร็จสิ้นจริง
  • เบี้ยปรับหรือค่าเสียหายเนื่องจากความล่าช้าในการชำระหนี้
  • ใช้อัตราตามกฎหมายใหม่ (เช่น อัตราตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 บวกเพิ่ม 2 เปอร์เซ็นต์)
ดอกเบี้ยปกติจะยุติลงเมื่อถึงกำหนดชำระ แต่หากยังค้างชำระต่อจะเปลี่ยนเข้าสู่โหมดดอกเบี้ยพ้นกำหนดทันที โดยเริ่มนับตั้งแต่วันถัดไปพร้อมอัตราที่ปรับเพิ่มขึ้นตามกฎหมาย.

กรณีศึกษาการคำนวณวันผิดนัดชำระของสมชาย

สมชายมีกำหนดต้องชำระเงินกู้ในวันที่ 1 ของเดือน แต่เนื่องจากติดขัดเรื่องสภาพคล่อง เขาจึงเลื่อนไปชำระในวันที่ 11 ของเดือนนั้นแทน.

ในตอนแรกสมชายเข้าใจว่าตนเองค้างชำระแค่ 10 วันตรงตัวโดยนับรวมวันที่ครบกำหนดด้วย ทำให้ยอดเงินที่คำนวณออกมามีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง.

หลังจากตรวจสอบหลักการที่ถูกต้อง เขาพบว่าวันแรกที่ต้องเริ่มนับดอกเบี้ยพ้นกำหนดคือวันที่ 2 (วันถัดจากวันครบกำหนด) และนับรวมวันที่ 11 ซึ่งเป็นวันที่มาชำระเงินจริงด้วย.

ผลลัพธ์คือจำนวนวันคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถูกต้องคือ 10 วันตามสูตรคำนวณ (11 ลบ 2 บวก 1) ช่วยให้เขาสามารถเตรียมเงินชำระได้อย่างถูกต้องครบถ้วน.

แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

วันครบกำหนดตามสัญญาต้องนำมาคิดดอกเบี้ยพ้นกำหนดด้วยหรือไม่

ไม่นำมาคิดในส่วนของดอกเบี้ยพ้นกำหนด เนื่องจากวันเริ่มต้นนับจะเริ่มตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาเสมอ.

วันที่นำเงินมาชำระจริงจะถูกนับเป็นวันคิดดอกเบี้ยผิดนัดด้วยไหม

ใช่แล้ว วันสิ้นสุดการนับจะนับรวมวันสุดท้ายที่คุณนำเงินมาชำระเสร็จสิ้นจริงเข้าไปด้วยเสมอ.

หากในสัญญาไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้ จะต้องใช้อัตราเท่าไหร่

หากไม่มีข้อตกลงในสัญญา กฎหมายจะกำหนดให้ใช้อัตราตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกเพิ่มอีกร้อยละ 2 ต่อปี.

หากคุณต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาเรื่อง ระยะเวลาที่กำหนดเป็นวันต้องนับอย่างไร

ข้อความหลัก

เริ่มนับวันถัดไป

การนับระยะเวลาดอกเบี้ยพ้นกำหนดจะเริ่มตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาเสมอ ไม่ใช่นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดทันที.

รวมวันชำระจริง

ต้องนับรวมวันสุดท้ายที่มีการชำระเงินเสร็จสิ้นจริงเข้าไปในจำนวนวันคำนวณด้วยทุกครั้ง.

อัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย

กรณีไม่มีข้อตกลงในสัญญา อัตราดอกเบี้ยพ้นกำหนดจะถูกคิดตามเกณฑ์กฎหมายใหม่คืออัตราฐานบวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี.