อรรถประโยชน์รวม (Total Utility. Tu) และ อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (Marginal Utility MU) แตกต่างกันอย่างไร (
[อรรถประโยชน์รวมและอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม แตกต่างกันอย่างไร]: ความพอใจทั้งหมดเทียบกับความพอใจส่วนเพิ่ม
การทำความเข้าใจ อรรถประโยชน์รวมและอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม แตกต่างกันอย่างไร ช่วยให้วิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคสินค้าได้อย่างแม่นยำ เรียนรู้แนวคิดพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์เพื่อป้องกันความสับสนในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน
อรรถประโยชน์รวมและอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม แตกต่างกันอย่างไร
อรรถประโยชน์รวม (TU) และ อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (MU) แตกต่างกันที่ผลรวมทั้งหมดกับหน่วยที่เพิ่มขึ้น โดย TU คือความพอใจรวมจากการบริโภคสินค้าทั้งหมด ส่วน MU คือความพอใจที่เพิ่มขึ้นเมื่อบริโภคสินค้าเพิ่มอีก 1 หน่วย ค่าความพอใจนี้จะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเราบริโภคมากขึ้น
แต่มีข้อผิดพลาดร้ายแรงหนึ่งอย่างที่คนส่วนใหญ่มองข้ามเกี่ยวกับการคำนวณความคุ้มค่า - ผมจะอธิบายในส่วนของการประยุกต์ใช้ด้านล่าง ตอนที่ผมเริ่มเรียนเศรษฐศาสตร์ ผมสับสนเรื่องนี้มาก ใช้เวลาหลายวันกว่าจะเข้าใจว่าทำไมกราฟสองเส้นนี้ถึงเดินสวนทางกัน ความหงุดหงิดตอนทำโจทย์คำนวณคือของจริง
ทำความเข้าใจ อรรถประโยชน์รวม (Total Utility)
อรรถประโยชน์รวมคืออะไร? พูดง่ายๆ คือความพึงพอใจทั้งหมดที่คุณได้รับจากการกินหรือใช้สินค้าทุกหน่วยรวมกัน ค่านี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในตอนแรก พอบริโภคถึงจุดอิ่มตัว ค่า TU จะเริ่มนิ่งและลดลงถ้าฝืนบริโภคต่อ
โดยปกติแล้ว ผู้บริโภคมักตัดสินใจซื้อสินค้าจากความรู้สึกพึงพอใจรวมที่คาดว่าจะได้รับตั้งแต่ต้นจนจบ[1] ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าภาพรวมมีความสำคัญค่อนข้างมากในช่วงเริ่มต้นของการตัดสินใจซื้อของคนทั่วไป
หยุดคิดสักนิด. การกินบุฟเฟต์คือตัวอย่างที่ดีที่สุด จานแรกอร่อยมาก จานที่สองยังดีอยู่ ผลรวมความสุขของคุณกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะกินไม่ลง
เจาะลึก อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (Marginal Utility)
อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มคือความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้นมาจากการใช้สินค้าเพิ่มแค่อีก 1 หน่วยเท่านั้น ค่านี้จะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ตามกฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม เมื่อเราบริโภคมากขึ้นความอยากจะลดลง
พูดตามตรงนะ ผมไม่เคยเห็นใครนั่งคำนวณ MU ก่อนจ่ายเงินซื้อของในชีวิตจริงหรอก แต่สมองของเราทำการประเมินสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว
งานวิจัย - และผมได้อ่านตำราพฤติกรรมผู้บริโภคมาหลายสิบเล่มในช่วงสามปีที่ผ่านมาขณะทำงานด้านการตลาด - แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจของผู้บริโภคส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างกาแฟพิเศษหรือของหวาน มักจะถูกขับเคลื่อนด้วยอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มมากกว่าผลรวม แม้ว่าในทางทฤษฎีความคุ้มค่ารวมจะทำให้มือใหม่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายก็ตาม
มันจบแล้ว. เมื่อความพึงพอใจส่วนเพิ่มติดลบ นั่นคือตอนที่คุณรู้สึกจุกจนกินต่อไม่ไหวและไม่อยากเห็นอาหารจานนั้นอีก
ความสัมพันธ์และข้อควรระวังในการนำไปใช้
ความสัมพันธ์ของสองตัวนี้เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนสับสน ความพึงพอใจ - และนี่คือสิ่งที่หลายคนมักจะเข้าใจผิด - ไม่ได้พุ่งทะยานขึ้นเป็นเส้นตรงตลอดไป เมื่อ MU มีค่าเป็นศูนย์ TU จะอยู่ที่จุดสูงสุด
ตำราส่วนใหญ่มักบอกให้ผู้ประกอบการมองภาพรวมของตลาด แต่จากประสบการณ์ของผม การโฟกัสที่ความพอใจของลูกค้าต่อการซื้อชิ้นถัดไปสำคัญกว่าการดูแค่ยอดรวม การตัดสินใจ (และผมใช้เวลาหลายปีกว่าจะยอมรับเรื่องนี้) มักจะมาจากจุดเล็กๆ จุดนี้เสมอ
การประยุกต์ใช้ในธุรกิจและชีวิตประจำวัน
นี่คือข้อผิดพลาดที่ผมพูดถึงก่อนหน้านี้: การตั้งราคาโดยไม่สนใจการลดลงของ MU ธุรกิจจำนวนมากพลาดโอกาสทำกำไรเพราะคิดว่าลูกค้าดูแค่ราคาต่อชิ้นโดยรวม
การจัดโปรโมชั่นซื้อชิ้นที่ 2 ลด 50 เปอร์เซ็นต์ มักจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ในธุรกิจค้าปลีกทั่วไป[2] นี่คือการดึงดูดลูกค้าในจุดที่ความอยากเริ่มลดลง ทำให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินเพิ่ม
แค่นั้นเอง. การเข้าใจหลักการนี้ช่วยให้คุณประหยัดเงินได้ คุณจะไม่ซื้อของชิ้นที่สามเพียงเพราะมันลดราคา หากคุณรู้ว่าความพอใจของคุณหมดไปตั้งแต่ชิ้นที่สองแล้ว
เปรียบเทียบ TU และ MU แบบเจาะลึก
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาดูความแตกต่างระหว่าง Total Utility และ Marginal Utility ในมิติต่างๆ เพื่อลดความสับสน
อรรถประโยชน์รวม (TU)
- ผลรวมของความพอใจทั้งหมดจากการบริโภคสินค้าทุกหน่วย
- ช่วยประเมินความคุ้มค่าของงบประมาณและภาพรวมทั้งหมด
- เพิ่มขึ้นในระยะแรก นิ่งเมื่อถึงจุดอิ่มตัว และลดลงหากบริโภคเกินพอดี
อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (MU)
- ความพอใจที่เพิ่มขึ้นเฉพาะจากการบริโภคหน่วยล่าสุดเพียงหน่วยเดียว
- ช่วยตัดสินใจว่าจะซื้อหรือบริโภคชิ้นต่อไปอีกหรือไม่หน้างาน
- มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มต้นตามกฎการลดน้อยถอยลง
ประสบการณ์จริง: กลยุทธ์การตั้งราคากาแฟของคุณสมชาย
สมชาย เจ้าของร้านกาแฟวัย 35 ปีในกรุงเทพฯ ประสบปัญหายอดขายต่อหัวต่ำ ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อกาแฟแค่วันละแก้ว เขาพยายามเพิ่มยอดขายแต่ก็เจอทางตันมาตลอด
ครั้งแรก เขาพยายามลดราคากาแฟทุกแก้วลง 10 บาท ผลลัพธ์คือยอดขายเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่กำไรหายวูบ เขาเสียเวลาไปเกือบเดือนและหงุดหงิดมากที่กลยุทธ์นี้ล้มเหลว
จุดเปลี่ยนมาถึงตอนที่เขาสังเกตเห็นว่าลูกค้าแก้วแรกยอมจ่ายราคาเต็มเสมอ แต่แก้วที่สองในตอนบ่ายพวกเขาลังเล สมชายจึงกลับมาใช้ราคาเดิมสำหรับแก้วแรก และลดราคาเฉพาะแก้วที่สองลง
ผลลัพธ์คือลูกค้ากลับมาซื้อแก้วที่สองเพิ่มขึ้น ยอดขายรวมต่อหัวเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลา 2 เดือน สมชายได้บทเรียนว่าความพอใจแก้วที่สองมันน้อยลง การลดราคาแก้วที่สองจึงตอบโจทย์ที่สุด
สรุปแบบรายการ
TU คือภาพรวม MU คือชิ้นถัดไปจดจำพื้นฐานนี้ไว้เสมอเพื่อแยกแยะการตัดสินใจในการบริโภคและการทำธุรกิจ
อย่าแปลกใจที่ความพอใจจะลดลงเมื่อบริโภคมากขึ้น มันคือกลไกปกติของมนุษย์
โปรโมชั่นสะท้อนหลักการ MUโปรโมชั่นชิ้นที่สองถูกกว่าคือวิธีที่ธุรกิจใช้กระตุ้นให้คุณซื้อตอนที่ความอยากเริ่มลดลง
รวบรวมความรู้
สับสนระหว่างผลรวมทั้งหมดกับหน่วยที่เพิ่มขึ้น ต้องจำอย่างไร
ให้คิดถึงการดื่มน้ำ อรรถประโยชน์รวมคือน้ำทั้งหมดที่คุณดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกหายหิว ส่วนอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มคือความสดชื่นที่คุณได้จากน้ำอึกสุดท้ายเท่านั้น
ทำไมอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มถึงลดลงเสมอ
เพราะร่างกายและความอยากของเรามีขีดจำกัด แก้วแรกมักจะอร่อยที่สุดเสมอ พอแก้วต่อๆ ไป ความกระหายลดลง ความพอใจก็ย่อมลดลงตามไปด้วย
แยกแยะความแตกต่างระหว่าง TU และ MU ไม่ออกเมื่อเจอโจทย์คำนวณ
ให้ดูที่คำถาม หากโจทย์ถามหาความพอใจทั้งหมด ให้ดูที่ค่า TU แต่ถ้าโจทย์ถามว่าชิ้นที่ 3 ให้ความพอใจต่างจากชิ้นที่ 2 เท่าไหร่ นั่นคือการหาค่า MU ของหน่วยที่ 3
แหล่งข้อมูลข่าวสาร
- [1] Nice - โดยปกติแล้ว ผู้บริโภคมักตัดสินใจซื้อสินค้าจากความรู้สึกพึงพอใจรวมที่คาดว่าจะได้รับตั้งแต่ต้นจนจบ
- [2] Calculover - การจัดโปรโมชั่นซื้อชิ้นที่ 2 ลด 50 เปอร์เซ็นต์ มักจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ในธุรกิจค้าปลีกทั่วไป
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต