อวัจนภาษา 7 ประเภท มีอะไรบ้าง
อวัจนภาษา 7 ประเภท: การสื่อสารที่ไม่ใช้คำพูด
อวัจนภาษา 7 ประเภท ถือเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญในชีวิตประจำวันซึ่งช่วยถ่ายทอดความรู้สึกและอารมณ์โดยไม่ต้องใช้คำพูด การเรียนรู้และทำความเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะการตีความพฤติกรรมของผู้อื่นได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ศึกษาองค์ประกอบสำคัญเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
ทำความเข้าใจความหมายและอิทธิพลของอวัจนภาษา
อวัจนภาษา (Non-verbal communication) คือการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด ทั้งการเขียนหรือการพูด แต่ใช้กิริยา ท่าทาง หรือสัญลักษณ์ต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 7 ประเภทหลักตามหลักนิเทศศาสตร์และภาษาศาสตร์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์
บอกตามตรงว่า ตอนผมเรียนจบและเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมโฟกัสแค่สคริปต์คำพูดเวลาไปพรีเซนต์งาน ผลคือลูกค้าไม่ค่อยสนใจและผมมักจะปิดการขายไม่ได้ จนกระทั่งผมได้เรียนรู้ว่า ความหมายของอวัจนภาษา โดยทั่วไปมักระบุว่า อวัจนภาษามีอิทธิพลอย่างมากต่อความเข้าใจและการตีความในการสนทนาแบบเผชิญหน้า[1] แค่การปรับท่านั่ง การสบตา และการใช้มือ - ผลลัพธ์เปลี่ยนไปทันที นี่คือพลังของภาษากายที่คุณมองข้ามไม่ได้เลย
หลายคนมักใช้เวลาเตรียมตัวเป็นสัปดาห์เพื่อท่องจำคำพูดให้เป๊ะ แต่มีข้อผิดพลาดร้ายแรงข้อหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักทำพลาดเกี่ยวกับอวัจนภาษา - ผมจะเฉลยให้ฟังในส่วนของการประยุกต์ใช้ด้านล่าง
อวัจนภาษา 7 ประเภท มีอะไรบ้าง? (เจาะลึกรายละเอียด)
การสื่อสารที่ไม่ใช้คำพูดนั้นมีรายละเอียดยิบย่อยมากมาย การแบ่งประเภทจะช่วยให้เราสังเกตและนำไปปรับใช้ได้ง่ายขึ้น โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 7 อย่างดังต่อไปนี้
1. อาการภาษา (Kinesics)
อาการภาษาคือการแสดงออกผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การพยักหน้า การกวักมือเรียก หรือการยกมือไหว้ นี่คือด่านแรกที่คนอื่นมองเห็นและตีความความรู้สึกของคุณ
หลายคนคิดว่าแค่ยิ้มกว้างๆ ก็พอแล้ว - ผิดถนัด รอยยิ้มที่ไม่ได้มาพร้อมกับท่าทางร่างกายที่ผ่อนคลาย (เช่น ไหล่ที่เกร็งหรือแขนที่กอดอกแน่น) จะดูฝืนและไม่จริงใจทันที การผายมือแบบเปิดกว้างมักจะช่วยสร้างความรู้สึกเป็นมิตรได้ดีกว่าการเก็บมือไว้ในกระเป๋ากางเกง
2. เนตรภาษา (Oculesics)
เนตรภาษาคือการใช้สายตาและการมอง เช่น การสบตาเพื่อแสดงความจริงใจ การหรี่ตา หรือการหลบตา ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ - ประโยคนี้ไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรยลอยๆ
ระยะเวลาในการสบตาที่เหมาะสมเพื่อสร้างความไว้วางใจมักจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 วินาทีต่อครั้ง มากกว่านั้นจะกลายเป็นการจ้องจับผิดหรือทำให้คู่สนทนาอึดอัด ค่อนข้างเป็นเรื่องยากสำหรับคนขี้อาย แต่การฝึกสบตาที่บริเวณสันจมูกแทนดวงตาโดยตรงก็เป็นเทคนิคที่ช่วยลดความประหม่าได้ดีทีเดียว
3. เทศภาษา (Proxemics)
เทศภาษาคือการใช้ระยะห่างทางสถานที่และพื้นที่ เช่น ระยะห่างระหว่างเพื่อนสนิทจะใกล้กว่าระยะห่างระหว่างเจ้านายและลูกน้อง พื้นที่ส่วนตัว (Personal space) เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก
ผมเคยเห็นการเจรจาธุรกิจที่สะดุดลงเพียงเพราะอีกฝ่ายขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้คู่สนทนามากเกินไปจนเขารู้สึกถูกคุกคาม ระยะห่างทางสังคมที่ปลอดภัยมักจะอยู่ที่ราวๆ 1.2 ถึง 3.6 เมตร ขึ้นอยู่กับบริบทและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่
4. กาลภาษา (Chronemics)
กาลภาษาคือการใช้ระยะเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การมาตรงเวลาแสดงถึงความเคารพและใส่ใจ เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด และการจัดการเวลาก็สื่อความหมายได้ชัดเจนกว่าคำพูดขอโทษใดๆ
สมมติว่าคุณนัดลูกค้าไว้ตอน 10 โมงเช้า การไปถึงก่อนเวลา 10 นาทีคืออวัจนภาษาที่ตะโกนบอกว่า ฉันให้ความสำคัญกับคุณ ในขณะที่การตอบอีเมลล่าช้าข้ามวันก็เป็นอวัจนภาษาที่บ่งบอกถึงความไม่ใส่ใจเช่นกัน
5. สัมผัสภาษา (Haptics หรือ Tactile)
สัมผัสภาษาคือการสื่อความหมายผ่านการสัมผัส เช่น การโอบกอด การจับมือ หรือการตบไหล่ การสัมผัสที่ถูกต้องตามกาลเทศะสามารถสร้างความผูกพันได้อย่างรวดเร็ว
ในโลกธุรกิจ การจับมือ (Handshake) ที่กระชับพอดี ไม่แน่นจนเจ็บและไม่หลวมจนดูไร้เรี่ยวแรง อวัจนภาษา มีอะไรบ้าง มักจะเพิ่มโอกาสในการสร้างความประทับใจแรกพบได้[2] อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังความแตกต่างทางวัฒนธรรมและข้อจำกัดส่วนบุคคลให้ดี
6. ปริภาษา (Paralanguage)
ปริภาษาคือคุณลักษณะของเสียงที่ไม่ได้เป็นตัวคำ เช่น น้ำเสียง จังหวะการพูด ระดับความดัง หรือการถอนหายใจ มันไม่ใช่สิ่งที่คุณพูด แต่มันคือวิธีที่คุณพูดต่างหาก
คุณลองพูดคำว่า ยอดเยี่ยมมาก ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์ และพูดช้าๆ ดูสิ ความหมายของคำชมจะกลายเป็นการประชดประชันทันที การควบคุมโทนเสียงให้สอดคล้องกับเนื้อหาจึงเป็นทักษะที่ผู้นำทุกคนต้องมี
7. วัตถุภาษา (Objectics)
วัตถุภาษาคือการสื่อสารโดยใช้วัตถุ สิ่งของ หรือเครื่องแต่งกาย เช่น การแต่งตัวให้เกียรติสถานที่ การเลือกสวมใส่เครื่องแบบ หรือแม้กระทั่งการจัดโต๊ะทำงานของคุณ
ก่อนที่คุณจะกล่าวคำทักทาย เสื้อผ้าที่คุณใส่ได้พูดแทนคุณไปแล้ว การใส่สูทเรียบร้อยไปร่วมงานสำคัญแสดงถึงความเคารพต่องานนั้นๆ ประเภทของอวัจนภาษา แม้แต่สีของเนคไทหรือกระเป๋าที่คุณถือ ก็สามารถสื่อถึงอารมณ์และความเป็นมืออาชีพได้อย่างน่าทึ่ง
การประยุกต์ใช้อวัจนภาษา 7 ประเภทในการทำงานจริง
นี่คือข้อผิดพลาดร้ายแรงที่ผมเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้: การปล่อยให้ภาษากายขัดแย้งกับคำพูด (Incongruence) หลายคนมักจะพูดว่าตัวเองมั่นใจพร้อมรับมือกับโปรเจกต์ใหญ่ แต่มือกุมประสานกันแน่นจนเหงื่อออก หลบสายตา และไหล่ห่อ เมื่อใดก็ตามที่คำพูดกับท่าทางขัดแย้งกัน สมองมนุษย์จะเลือกเชื่อท่าทาง (อวัจนภาษา) เสมอ
น่าแปลกใจใช่ไหมล่ะ? แต่นี่คือความจริง วิธีแก้ไขที่ง่ายที่สุดคือการอัดวิดีโอตัวเองขณะซ้อมพูด แล้วลองปิดเสียงดู คุณจะเห็นชัดเจนเลยว่าร่างกายของคุณกำลังสื่อสารอะไรออกมาบ้าง ตัวอย่างอวัจนภาษา 7 ประเภท จะช่วยสร้างบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือได้
เปรียบเทียบชัดๆ: วัจนภาษา vs อวัจนภาษา ต่างกันอย่างไร?
เพื่อแก้ความสับสนระหว่างวัจนภาษาและอวัจนภาษา เรามาดูความแตกต่างในมิติต่างๆ เพื่อให้คุณเลือกประยุกต์ใช้ในการสื่อสารจริงได้อย่างเหมาะสมวัจนภาษา (Verbal Communication)
- สื่อสารข้อมูลที่มีความซับซ้อนและรายละเอียดเชิงลึกได้ชัดเจนตรงประเด็น
- ใช้ถ้อยคำเป็นหลัก ทั้งการพูดเปล่งเสียงออกมา และการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร
- ควบคุมได้ง่ายกว่า สามารถคิดและเรียบเรียงก่อนสื่อสารออกไปได้
- หากใช้คำศัพท์ยากเกินไป ผู้รับสารอาจตีความผิดหรือเกิดความเบื่อหน่าย
⭐ อวัจนภาษา (Non-verbal Communication)
- ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และเจตนาที่แท้จริงได้ดีกว่าคำพูดหลายเท่าตัว
- ใช้ร่างกาย ท่าทาง น้ำเสียง พื้นที่ และวัตถุ (ทั้ง 7 ประเภท) โดยไม่มีการใช้คำพูด
- ควบคุมได้ยาก มักจะแสดงออกมาโดยจิตใต้สำนึกเมื่อเกิดอารมณ์ต่างๆ
- การตีความขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและบริบทแวดล้อมอย่างมาก อาจเกิดการเข้าใจผิดได้ง่าย
การกู้สถานการณ์พรีเซนต์งานของมานีที่กรุงเทพฯ
มานี เออีสาววัย 27 ปีในบริษัทเอเจนซี่โฆษณาที่กรุงเทพฯ ต้องนำเสนอแผนการตลาดให้ลูกค้ารายใหญ่ เธอท่องสคริปต์มาอย่างดีเป็นสัปดาห์ แต่เธอมักจะกังวลและประหม่าเวลาเจอคนแปลกหน้าจำนวนมาก
ในความพยายามครั้งแรก เธอเดินไปยืนหลบอยู่หลังโพเดียม (Objectics) มือจับปากกาแน่นจนข้อนิ้วซีด (Kinesics) และเอาแต่อ่านสไลด์โดยไม่ยอมมองหน้าลูกค้า (Oculesics) ผลคือลูกค้าเริ่มหยิบมือถือขึ้นมาเล่น และบรรยากาศในห้องประชุมก็เงียบกริบจนน่าอึดอัด
มานีรู้ตัวว่ากำลังจะพัง เธอจึงสูดหายใจลึกๆ วางปากกาลง และตัดสินใจเดินออกมาจากหลังโพเดียมเพื่อเข้าใกล้ลูกค้ามากขึ้น (Proxemics) เธอเริ่มใช้มืออธิบายประกอบคำพูด ผายมืออย่างเปิดเผย และพยายามสบตากับผู้บริหารทีละคน ค้างไว้คนละ 3 วินาที
ผลลัพธ์คือลูกค้าเงยหน้าขึ้นมาฟัง พยักหน้าตาม และเริ่มมีส่วนร่วมยิงคำถาม การเปลี่ยนภาษากายเพียง 2-3 จุดช่วยกู้สถานการณ์ไว้ได้ มานีเรียนรู้ว่าการซ้อมท่าทางหน้ากระจก 15 นาที มีค่ามากกว่าการท่องสคริปต์ซ้ำๆ ถึง 10 รอบ
คำแนะนำสุดท้าย
อาการภาษาและเนตรภาษาคือด่านแรกท่าทางที่ผ่อนคลายและการสบตาอย่างเหมาะสม 3-5 วินาที คือกุญแจสำคัญในการสร้างความประทับใจและความน่าเชื่อถือ
ความสอดคล้องคือหัวใจหลักคำพูดกับภาษากายต้องไปในทิศทางเดียวกันเสมอ หากขัดแย้งกัน ผู้รับสารจะเลือกเชื่ออวัจนภาษามากกว่าคำพูดเมื่อคำพูดขัดแย้งกับอวัจนภาษา [3]
น้ำเสียง จังหวะ และความดังของเสียง มีผลต่อการตีความเจตนาของผู้พูด มากกว่าตัวอักษรที่พิมพ์ส่งหากัน
มุมมองอื่นๆ
สับสนความแตกต่างระหว่างวัจนภาษาและอวัจนภาษา ควรจำอย่างไร?
วิธีจำง่ายๆ คือ 'วัจน' แปลว่าคำพูด ดังนั้นวัจนภาษาคืออะไรก็ตามที่เป็นคำพูดและการเขียน (ตัวอักษร) ส่วนอวัจนภาษา ('อ' แปลว่า ไม่) คือการสื่อสารที่ไม่มีคำพูดเข้ามาเกี่ยวข้องเลย เช่น ท่าทาง สีหน้า หรือน้ำเสียง
ไม่เข้าใจประเภทปลีกย่อยของอวัจนภาษาว่ามีอะไรบ้างที่เจอบ่อยที่สุดในการทำงาน?
ที่พบบ่อยและส่งผลกระทบมากที่สุดคือ 3 ประเภท ได้แก่ อาการภาษา (การยิ้ม การจับมือ), เนตรภาษา (การสบตาขณะประชุม), และปริภาษา (น้ำเสียงที่ใช้รับโทรศัพท์หรือพรีเซนต์งาน) แค่คุม 3 อย่างนี้ได้ บุคลิกภาพก็ดูโปรเฟสชันนัลขึ้นมากแล้ว
จะประยุกต์ใช้อวัจนภาษาในการสื่อสารจริงได้ยากมากเวลาประหม่า ควรเริ่มจากตรงไหน?
เริ่มต้นที่การควบคุมลมหายใจและ 'เทศภาษา' (ระยะห่าง) ก่อนครับ เมื่อประหม่าให้ยืนหรือนั่งให้เต็มพื้นที่หลังตรง อย่าห่อไหล่ การปรับท่าทางให้ดูใหญ่และมั่นคง (Power posing) จะส่งสัญญาณหลอกสมองให้ลดความตื่นเต้นลงได้จริงภายใน 2 นาที
แหล่งอ้างอิงไขว้
- [1] Psychologytoday - อวัจนภาษามีอิทธิพลอย่างมากต่อความเข้าใจและการตีความในการสนทนาแบบเผชิญหน้า
- [2] Time - การจับมือ (Handshake) ที่กระชับพอดี มักจะเพิ่มโอกาสในการสร้างความประทับใจแรกพบได้
- [3] Psychologytoday - ผู้รับสารจะเลือกเชื่ออวัจนภาษามากกว่าคำพูดเมื่อคำพูดขัดแย้งกับอวัจนภาษา
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต