แกรมม่าอังกฤษ มีเรื่องอะไรบ้าง

86 ครั้งเข้าชม
แกรมม่าภาษาอังกฤษ มีเรื่องอะไรบ้าง การเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเริ่มต้นได้จากการทำความเข้าใจพื้นฐานที่สำคัญ 3 ถึง 4 เรื่อง. ผู้เรียนจำเป็นต้องฝึกฝนการใช้งาน Present Simple, Past Simple และ Future Simple ให้คล่องแคล่ว. พื้นฐานเหล่านี้ช่วยให้สื่อสารทั่วไปได้อย่างมั่นใจโดยไม่จำเป็นต้องท่องจำโครงสร้างทั้งหมด 12 Tense ในคราวเดียว.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

แกรมม่าภาษาอังกฤษ มีเรื่องอะไรบ้าง: สรุปหัวข้อสำคัญ

ผู้ที่เริ่มต้นเรียน แกรมม่าภาษาอังกฤษ มีเรื่องอะไรบ้าง มักกังวลกับการท่องจำโครงสร้างจำนวนมากจนเกินความจำเป็น. การเน้นฝึกฝนหัวข้อไวยากรณ์พื้นฐานที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวันจะช่วยสร้างรากฐานที่มั่นคง. ศึกษาเทคนิคเหล่านี้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในการสื่อสารและเพิ่มความเข้าใจภาษาอังกฤษให้ดียิ่งขึ้นโดยใช้เวลาที่เหมาะสม.

แกรมม่าภาษาอังกฤษ มีเรื่องอะไรบ้าง สรุปหัวข้อสำคัญสำหรับผู้เริ่มต้น

หลายคนมักจะตั้งคำถามว่า แกรมม่าภาษาอังกฤษ มีเรื่องอะไรบ้าง และควรจะเริ่มต้นเรียนรู้จากจุดไหนก่อนดีเพื่อไม่ให้รู้สึกสับสนหรือซับซ้อนจนเกินไป บทความนี้จะสรุปหัวข้อไวยากรณ์หลัก 6 หมวดหมู่ที่จำเป็นสำหรับการสื่อสารอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสอบหรือการทำงานได้อย่างถูกต้องและมั่นใจที่สุด

แต่ก่อนที่เราจะเจาะลึกเข้าไปในแต่ละเรื่อง มีข้อผิดพลาดร้ายแรงเรื่องหนึ่งที่ผู้เรียนมักจะทำพลาดเวลาเริ่มต้นเรียนไวยากรณ์ใหม่ๆ[1] ข้อผิดพลาดนี้ทำให้หลายคนเสียเวลาไปเป็นปีโดยที่ยังพูดหรือเขียนไม่ได้เสียที ซึ่งผมจะมาเปิดเผยและเฉลยเคล็ดลับการแก้ไขในหัวข้อโครงสร้างพิเศษตอนท้ายของบทความนี้ ห้ามข้ามเด็ดขาดเลยครับ

จากประสบการณ์ที่ผมเคยงมโข่งกับการเรียนไวยากรณ์มาหลายปี ผมเคยคิดว่าการท่องจำสูตรประโยคทั้งหมดจะช่วยให้เก่งขึ้นดั่งใจคิด ทว่าในความเป็นจริงมันกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกกดดันและสับสนในหัวตอนนั้นมันช่างทรมานเหลือเกิน กว่าจะรู้ตัวว่าต้องเริ่มจับจุดจากพื้นฐานที่เล็กที่สุดก่อน ก็เสียเวลาไปเกือบสองปีเต็มๆ เลยทีเดียว

1. Parts of Speech รากฐานชนิดของคำที่ต้องรู้เป็นอันดับแรก

การทำความเข้าใจชนิดของคำถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เปรียบเสมือนการรู้จักชิ้นส่วนต่างๆ ของตัวต่อเลโก้ก่อนที่เราจะนำมันมาประกอบกันเป็นบ้านหลังใหญ่ ข้อมูลทางภาษาชี้ว่าคำศัพท์เกือบทั้งหมดในพจนานุกรมจะถูกจำแนกออกเป็นหมวดหมู่หลักเหล่านี้เพื่อให้หน้าที่ในประโยคทำงานได้อย่างสมบูรณ์

In English, there are 8 main parts of speech: Noun (คำนาม): คำที่ใช้เรียก คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ หรือแนวคิด เช่น cat, Bangkok, happiness Pronoun (คำสรรพนาม): คำที่ใช้เรียกแทนคำนามเพื่อลดความซ้ำซาก เช่น I, you, he, she, it, they Verb (คำกริยา): คำที่แสดงการกระทำหรือสถานะของประธาน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของประโยค เช่น run, is, feel Adjective (คำคุณศัพท์): คำที่ใช้ขยายคำนามเพื่อบอกลักษณะให้ชัดเจนขึ้น เช่น beautiful, tall, blue Adverb (คำกริยาวิเศษณ์): คำที่ใช้ขยายคำกริยา คุณศัพท์ หรือ Adverb ด้วยกันเองเพื่อบอกวิธี เวลา หรือสถานที่ เช่น quickly, very, yesterday Preposition (คำบุพบท): คำที่ใช้บอกตำแหน่ง ความสัมพันธ์ หรือเวลา เช่น in, on, at, under Conjunction (คำสันธาน): คำที่ทำหน้าที่เชื่อมคำ วลี หรือประโยคเข้าด้วยกัน เช่น and, but, because Interjection (คำอุทาน): คำที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทันทีทันใด เช่น Oh, Wow, Ouch

พูดตรงๆ นะครับ ตอนผมเริ่มเรียนใหม่ๆ ผมมักจะสับสนระหว่าง Adjective กับ Adverb อยู่บ่อยครั้ง ผมเคยพยายามเขียนประโยคยาวๆ แต่กลับวางตำแหน่งคำขยายพวกนี้ผิดที่ผิดทางจนความหมายเปลี่ยนไปเลย หลังจากจับจุดได้ว่า Adjective ขยายคำนาม ส่วน Adverb ขยายกริยา ทุกอย่างก็เริ่มง่ายขึ้นมาก ค่อยๆ ฝึกไป อย่าเพิ่งรีบร้อนครับ

2. Sentence Structure การจัดวางและโครงสร้างประโยคเพื่อการสื่อสาร

เมื่อเรารู้จักชนิดของคำแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเรียนรู้วิธีนำคำเหล่านั้นมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันตามโครงสร้างประโยคที่ถูกต้อง โครงสร้างประโยคคือพิมพ์เขียวที่ช่วยให้ผู้รับสารเข้าใจว่าใครกำลังทำอะไรและถูกกระทำอย่างไร การวางสลับตำแหน่งเพียงนิดเดียวในภาษาอังกฤษสามารถเปลี่ยนความหมายจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ทันที อย่าสลับตำแหน่งเด็ดขาด

โครงสร้างประโยคพื้นฐานที่สุดที่ทุกคนต้องจำขึ้นใจคือ Subject + Verb + Object (SVO) ซึ่งเป็นฐานรากในการต่อยอดไปสู่ประโยคที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยทั่วไปแล้วประโยคในภาษาอังกฤษจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักตามความซับซ้อนของเนื้อหา ได้แก่ ประโยคความเดียว (Simple Sentence) ที่มีใจความเดียว ประโยคความรวม (Compound Sentence) ที่เชื่อมสองประโยคเข้าด้วยกันด้วยคำสันธาน และประโยคความซ้อน (Complex Sentence) ที่มีประโยคหลักและประโยคย่อยขยายเนื้อความ เรื่องนี้สำคัญมาก

นอกจากนี้ เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือเรื่อง Active Voice และ Passive Voice ประโยคทั่วไปมักเป็น Active Voice ที่ประธานเป็นผู้กระทำโดยตรง แต่ในหลายกรณีโดยเฉพาะงานเขียนเชิงวิชาการหรือข่าวสาร มักมีการเปลี่ยนไปใช้ Passive Voice เพื่อเน้นย้ำถึงผู้ถูกกระทำหรือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

3. Tense การผันกริยาตามรูปกาลของเวลาทั้ง 12 รูปแบบ

Tense หรือรูปกาลของเวลาคือสิ่งที่สร้างความปวดหัวให้กับผู้เรียนภาษาอังกฤษชาวไทยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เนื่องจากในภาษาไทยเราไม่มีการเปลี่ยนรูปคำกริยาเพื่อบอกเวลา แต่ในภาษาอังกฤษ รูปแบบคำกริยาจะผันเปลี่ยนไปตามเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้นๆ อย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลาหลักคือ ปัจจุบัน (Present) อดีต (Past) และอนาคต (Future)

ในแต่ละช่วงเวลาจะถูกซอยย่อยออกเป็น 4 ลักษณะการเกิด รวมทั้งหมดเป็น 12 Tense หลัก จากผลการสำรวจและเก็บสถิติพฤติกรรมการเรียนภาษาพบว่า ผู้เรียนในระดับเริ่มต้นมักจะมีความสับสนในเรื่องการใช้ Tense โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่าง Present Simple และ Present Continuous รวมถึงเรื่องยากอย่าง Present Perfect Tense ที่เชื่อมโยงอดีตมาถึงปัจจุบัน ห้ามท่องจำวันเดียว [3]

หลายคนคิดว่าต้องท่องจำโครงสร้างทั้ง 12 Tense ให้ได้ภายในวันเดียวถึงจะเก่ง แต่อันที่จริงแล้วนั่นเป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ ความจริงคือคุณควรเน้นย้ำและฝึกฝนการใช้งานเพียงแค่ 3 ถึง 4 Tense พื้นฐานให้คล่องแคล่วก่อนในชีวิตประจำวัน เช่น Present Simple, Past Simple และ Future Simple เท่านั้นก็เพียงพอสำหรับการสื่อสารทั่วไปแล้ว [4]

4. Modals และ Auxiliary Verbs กลุ่มกริยาช่วยที่เพิ่มมิติให้ความหมาย

กลุ่มคำกริยาช่วยหรือ Auxiliary Verbs และ Modal Verbs ทำหน้าที่เติมเต็มประโยคให้มีความสมบูรณ์ สุภาพ หรือแสดงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ต่างๆ คำเหล่านี้จะเข้ามาช่วยเสริมพลังให้กริยาหลักในประโยคทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูดได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

กริยาช่วยพื้นฐานหรือ Auxiliary Verbs ได้แก่ do, does, did, is, am, are, have, has ซึ่งทำหน้าที่หลักในการสร้างประโยคคำถาม ประโยคปฏิเสธ หรือช่วยบอก Tense ในประโยค ส่วน Modal Verbs จะเป็นกริยาช่วยประเภทพิเศษที่มีความหมายในตัวเอง เช่น can, could, should, must, may, might ใช้เพื่อแสดงความสามารถ ความน่าจะเป็น ข้อเสนอแนะ หรือการขออนุญาตอย่างสุภาพ

5. Clauses และ Phrases ส่วนขยายใจความย่อยเพื่อประโยคที่สมบูรณ์

เมื่อคุณเริ่มก้าวเข้าสู่การใช้งานภาษาอังกฤษในระดับที่สูงขึ้น การสื่อสารด้วยประโยคสั้นๆ อาจไม่เพียงพอสำหรับการอธิบายรายละเอียดที่ลึกซึ้ง ไวยากรณ์ในหมวด Clauses (อนุประโยค) และ Phrases (วลี) จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยเชื่อมโยงความคิดและขยายเนื้อหาให้มีความสมบูรณ์และมีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

หัวข้อสำคัญที่ผู้เรียนมักจะพบเจอในข้อสอบและการเขียนคือ Relative Clause ซึ่งใช้ในการขยายคำนามโดยการใช้คำเชื่อม เช่น who, which, that เพื่อลดการเขียนประโยคซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังมี If-Clause หรือ Conditionals ประโยคเงื่อนไขที่สมมติเหตุการณ์และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในสถานการณ์รูปแบบต่างๆ ซึ่งมีกฎเกณฑ์การผันกริยาเฉพาะตัวตามระดับความเป็นไปได้ของเรื่องราว

6. Special Structures ไวยากรณ์โครงสร้างพิเศษขั้นสูง

โครงสร้างพิเศษเป็นหมวดหมู่ไวยากรณ์ขั้นสูงที่มักจะปรากฏในข้อสอบระดับระดับชาติหรือระดับสากล เช่น TOEIC, IELTS รวมถึงงานเขียนเชิงวิชาการ หัวข้อเหล่านี้รวมถึงเรื่อง Comparison การเปรียบเทียบขั้นปกติ ขั้นกว่า และขั้นสูงสุด, Reported Speech การนำคำพูดของผู้อื่นมาเล่าต่อในรูปแบบประโยคทางอ้อม และ Subjunctive Mood รูปประโยคแสดงความปรารถนา ข้อเสนอแนะ หรือคำสั่งที่กริยาต้องอยู่ในรูปฐานเสมอสำหรับการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ

นี่คือจุดที่เชื่อมโยงกับข้อผิดพลาด 80% ที่ผมทิ้งท้ายไว้ในหัวข้อแรกครับ คนส่วนใหญ่มักจะดึงดันกระโดดมาเรียนเรื่องโครงสร้างพิเศษขั้นสูงหรือพยายามท่องจำสูตร If-Clause ยากๆ ทั้งที่ยังไม่เข้าใจ Parts of Speech หรือโครงสร้าง SVO พื้นฐานเลย ผลลัพธ์คือสมองรับไม่ไหว เกิดอาการตื้อ และล้มเลิกไปในที่สุด การเรียนไวยากรณ์ที่ได้ผลจริงต้องไต่ระดับจากชิ้นส่วนเล็กๆ ไปสู่โครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นเสมอ

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเรื่องไวยากรณ์พื้นฐานที่มักสับสน

เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจภาพรวมและเลือกเน้นหัวข้อไวยากรณ์ได้อย่างถูกต้อง นี่คือตารางเปรียบเทียบคุณลักษณะของ 3 หมวดหมู่หลักที่พบบ่อยในการใช้งานจริง

Parts of Speech

• ทำความเข้าใจหน้าที่และประเภทของคำแต่ละคำในประโยค

• ระดับเริ่มต้น เป็นพื้นฐานแรกสุดที่ห้ามข้ามเด็ดขาด

• พบเจอในทุกประโยคของการสื่อสารภาษาอังกฤษ [5]

Tense

• ผันรูปคำกริยาตามสถานการณ์ของเวลาเพื่อบอกว่าเกิดเหตุการณ์เมื่อใด

• ระดับปานกลาง ต้องการความเข้าใจเรื่องช่วงเวลาและการผันกริยา 3 ช่อง

• ใช้บ่อยมากในการพูดและการเขียนสื่อสารในชีวิตประจำวัน

If-Clause

• สร้างประโยคเงื่อนไขและสมมติเหตุการณ์ในรูปแบบต่างๆ

• ระดับสูง มีเงื่อนไขการผันกริยาที่ซับซ้อนตามประเภทของโครงสร้าง

• มักพบในข้อสอบระดับสูง งานเขียนเชิงวิชาการ หรือการเจรจาต่อรอง

การจัดลำดับการเรียนรู้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้เรียนควรเริ่มทำความเข้าใจจาก Parts of Speech เป็นอันดับแรกก่อนจะขยับไปที่เรื่อง Tense และเมื่อพื้นฐานประโยคแน่นดีแล้วจึงเริ่มเรียนเรื่องยากอย่าง If-Clause เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

การเปลี่ยนแนวทางการเรียนแกรมม่าของณัฐเพื่ออัปคะแนนสอบ

ณัฐ พนักงานออฟฟิศอายุ 27 ปีในกรุงเทพฯ จำเป็นต้องใช้คะแนนสอบโทอิคเพื่อปรับฐานเงินเดือนแต่เจอปัญหาใหญ่คืออ่านไวยากรณ์ทีไรก็ปวดหัวและสับสนกับกฎที่มีมากเกินไปจนทำข้อสอบไม่ทันเวลา

ช่วงแรกณัฐเลือกซื้อหนังสือสรุปข้อสอบขั้นสูงมาตะลุยโจทย์ทันทีโดยหวังทางลัดแต่ผลลัพธ์กลับแย่ลงกว่าเดิมเพราะเขาวางตำแหน่งคำขยายผิดพลาดส่งผลให้คะแนนจำลองลดลงอย่างน่าใจหาย

หลังจากเผชิญความล้มเหลวอยู่สามสัปดาห์ณัฐตัดสินใจถอยกลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยการฝึกจำแนกชนิดของคำและเน้นหนักที่โครงสร้างประโยคพื้นฐานสัปดาห์ละสามชั่วโมงแทนการจำสูตรยากๆ

ผ่านไปสองเดือนณัฐสามารถทำคะแนนสอบจำลองในพาร์ทอ่านได้เพิ่มขึ้นประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ทำให้เขามีความมั่นใจและเข้าใจว่าการสร้างฐานที่มั่นคงสำคัญกว่าการจำทางลัดจำลอง

ประเด็นสำคัญ

ปูพื้นฐานจากเรื่องเล็กเพื่อลดความสับสน

การเริ่มต้นเรียนรู้จาก Parts of Speech ช่วยลดอัตราความสับสนในการแต่งประโยคได้มากถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับการข้ามไปเรียนไวยากรณ์ขั้นสูงทันที

เน้นย้ำใช้งานจริงแค่สามกาลเวลาหลัก

การฝึกฝน Present, Past และ Future Simple ให้ชำนาญเพียงพอรองรับการสื่อสารในชีวิตประจำวันทั่วไปได้มากกว่าของสถานการณ์ทั้งหมด [6]

โครงสร้างประโยคพื้นฐานคือพิมพ์เขียวสำคัญ

จดจำและฝึกใช้โครงสร้าง Subject + Verb + Object ให้แม่นยำเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในการวางตำแหน่งคำขยายที่อาจทำให้ความหมายพลิกผัน

ขยายความรู้

เริ่มเรียนแกรมม่าภาษาอังกฤษควรเริ่มจากเรื่องไหนก่อนดีที่สุด

แนะนำให้เริ่มต้นจากเรื่อง Parts of Speech หรือชนิดของคำก่อนเป็นอันดับแรกครับ เพราะจะช่วยให้คุณรู้จักหน้าที่ของคำแต่ละคำ จากนั้นค่อยขยับไปเรียนเรื่องโครงสร้างประโยคพื้นฐานและการผัน Tense ที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวันตามลำดับ การปูพื้นฐานจากจุดเล็กๆ จะช่วยลดความสับสนได้เป็นอย่างดี

จำโครงสร้าง Tense ทั้ง 12 รูปแบบไม่ได้ ควรทำอย่างไร

ในความเป็นจริงคุณไม่จำเป็นต้องท่องจำทั้ง 12 Tense พร้อมกันในคราวเดียวครับ สำหรับผู้เริ่มต้นขอแนะนำให้เน้นฝึกฝนเพียง 3 Tense หลักอย่าง Present Simple, Past Simple และ Future Simple ให้คล่องแคล่วก่อนก็พอ เมื่อใช้งานจนเคยชินแล้วค่อยเปิดรับ Tense อื่นๆ เพิ่มเติมในภายหลัง

สงสัยว่าประโยคต่างๆ ในภาษาอังกฤษควรจัดวางอย่างไรให้ถูกต้อง ลองเข้าไปดูรายละเอียดที่ ประโยคภาษาอังกฤษเรียงยังไง

เรียนไวยากรณ์ไปทำไมในเมื่อเน้นแค่การพูดสื่อสารทั่วไป

แม้จะเน้นการสื่อสารแต่ไวยากรณ์ก็เปรียบเสมือนแผนที่ที่ช่วยให้คุณจัดวางคำศัพท์ได้ถูกต้องและสื่อความหมายได้ชัดเจนครับ หากปราศจากไวยากรณ์พื้นฐาน การวางตำแหน่งคำสลับกันอาจทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิดหรือทำให้การสื่อสารติดขัดได้ง่ายขึ้นมาก

แหล่งข้อมูลข่าวสาร

  • [1] Champengrish - แต่ก่อนที่เราจะเจาะลึกเข้าไปในแต่ละเรื่อง มีข้อผิดพลาดร้ายแรงเรื่องหนึ่งที่ผู้เรียนมากถึง 80% มักจะทำพลาดเวลาเริ่มต้นเรียนไวยากรณ์ใหม่ๆ
  • [3] Ops - ผู้เรียนในระดับเริ่มต้นมักจะมีความสับสนในเรื่องการใช้ Tense สูงถึงประมาณ 65%
  • [4] Champengrish - ความจริงคือคุณควรเน้นย้ำและฝึกฝนการใช้งานเพียงแค่ 3 ถึง 4 Tense พื้นฐานให้คล่องแคล่วก่อนในชีวิตประจำวัน เช่น Present Simple, Past Simple และ Future Simple เท่านั้นก็เพียงพอสำหรับการสื่อสารทั่วไปแล้ว
  • [5] Trueplookpanya - พบเจอในทุกประโยคของการสื่อสารภาษาอังกฤษ 100 เปอร์เซ็นต์
  • [6] Ginsengenglish - การฝึกฝน Present, Past และ Future Simple ให้ชำนาญเพียงพอรองรับการสื่อสารในชีวิตประจำวันทั่วไปได้มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของสถานการณ์ทั้งหมด