%Gross Profit คิดยังไง

0 ครั้งเข้าชม
การเรียนรู้ว่า gross profit คิดยังไง ช่วยให้เข้าใจว่าอุตสาหกรรมค้าปลีกมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 31%. ในขณะที่กลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์และระบบคลาวด์มีเกณฑ์มาตรฐานขยับสูงขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 75% เป็นอย่างน้อย. ตัวเลขเหล่านี้แตกต่างจากค่าเฉลี่ยรวมของทุกกลุ่มธุรกิจในตลาดโลกซึ่งอยู่ที่เกณฑ์อ้างอิงประมาณ 37%.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

gross profit คิดยังไง? เทียบค้าปลีก 31% และซอฟต์แวร์ 75%

เจ้าของธุรกิจที่ต้องการคำนวณอัตรากำไรขั้นต้นอย่างแม่นยำ จำเป็นต้องทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุนและเกณฑ์มาตรฐานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละอุตสาหกรรม. การศึกษาแนวทาง gross profit คิดยังไง ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการตั้งราคาผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างผลกำไรสูงสุดให้แก่ร้านค้าของคุณ.

สูตรคำนวณและวิธีคิด Gross Profit สำหรับมือใหม่

การทำความเข้าใจเรื่องผลกำไรและต้นทุนของธุรกิจอาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนในตอนแรก แต่ในความเป็นจริงแล้ว วิธีคิด gross profit หรือ อัตรากำไรขั้นต้น มีโครงสร้างและสูตรการคำนวณที่ตรงไปตรงมาอย่างมาก ตัวแปรสำคัญที่คุณจำเป็นต้องใช้ในการพิจารณามีเพียงแค่สองส่วนหลักเท่านั้น คือ ยอดขายทั้งหมด และ ต้นทุนขายของสินค้าหรือบริการที่คุณจ่ายไปโดยตรง

สูตรคำนวณพื้นฐานเริ่มต้นจากการหาค่ากำไรขั้นต้นในรูปแบบของตัวเงินก่อน โดยใช้สูตร ยอดขาย ลบด้วย ต้นทุนขาย เมื่อคุณได้ส่วนต่างตรงนี้มาแล้ว จึงนำมาเข้าสูตรเพื่อแปลงให้กลายเป็นเปอร์เซ็นต์ หรือที่เรียกกันว่า gross profit margin สูตร ด้วยการนำ กำไรขั้นต้น หารด้วย ยอดขาย แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้ไปคูณกับ 100 เพื่อให้แสดงผลออกมาเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่ชัดเจนและเปรียบเทียบได้ง่าย

หากลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ สมมติว่าร้านค้าของคุณสามารถสร้างยอดขายรวมได้ทั้งหมด 100.000 บาท โดยมีต้นทุนค่าสินค้าแฝงอยู่หลังบ้านที่ 60.000 บาท เมื่อนำยอดขายมาหักลบต้นทุนออกไป คุณจะเหลือ กำไรขั้นต้น อยู่ที่ 40.000 บาท และเมื่อนำมาคำนวณหาค่าสัดส่วนตามสูตร จะได้เท่ากับ 40% ซึ่งตัวเลขนี้หมายความว่า ในทุกๆ การขายสินค้า 100 บาท จะมีเงินส่วนที่เป็นกำไรแท้ๆ เข้ามาอยู่ในกระเป๋าของคุณก่อน 40 บาท โดยที่ยังไม่ได้นำไปหักค่าใช้จ่ายส่วนกลางอื่นๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือเงินเดือนพนักงานประจำร้าน

เจาะลึกองค์ประกอบสำคัญ: ยอดขาย และ ต้นทุนขาย (COGS)

การแยกแยะต้นทุนให้ออกอย่างถูกต้องคือหัวใจสำคัญของการคำนวณตัวเลขนี้ ตัวแปรแรกคือ ยอดขายสุทธิ ซึ่งหมายถึงรายได้ทั้งหมดที่ได้จากการขายสินค้าหรือบริการหลังจากหักส่วนลดหรือคืนเงินให้ลูกค้าแล้ว ส่วนตัวแปรที่สองคือ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold - COGS) ซึ่งมักเป็นจุดที่เจ้าของกิจการมือใหม่สับสนมากที่สุด ต้นทุนขายจะนับเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นและแปรผันตามการผลิตหรือการซื้อสินค้าชิ้นนั้นมาโดยตรงเท่านั้น

แต่ระวังให้ดี เพราะมีสิ่งหนึ่งที่คนทำธุรกิจพลาดกันเยอะมากคือการนำค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั่วไปมารวมในหน้านี้ด้วย จำไว้ว่าค่าโฆษณา ค่าการตลาด ค่าเช่าสำนักงาน หรือแม้แต่เงินเดือนทีมแอดมิน จะไม่ถูกนำมาคิดในส่วนของต้นทุนขายอย่างเด็ดขาด เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านั้นเป็นส่วนของการบริหารจัดการที่จะนำไปหักลบในขั้นตอนการหาค่ากำไรสุทธิต่อไป การคำนวณผิดพลาดในจุดนี้จะทำให้ภาพรวมโครงสร้างราคาและสุขภาพทางการเงินของแบรนด์บิดเบือนไปจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง

เมื่อพิจารณาในภาพรวมทางเศรษฐกิจ จะพบว่าค่าเฉลี่ยของอัตรากำไรขั้นต้นในตลาดโลกของทุกกลุ่มธุรกิจรวมกันมักจะเกาะกลุ่มอยู่ที่ประมาณ 37% ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเกณฑ์อ้างอิงที่ดีสำหรับการประเมินโครงสร้างราคาเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม การคำนวณ gross profit ไม่ได้เป็นสิ่งตายตัวและไม่มีคำตอบเดียวที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกร้านค้า เนื่องจากต้นทุนและพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคในแต่ละอุตสาหกรรมมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ความแตกต่างของเป้าหมายกำไรขั้นต้นในแต่ละประเภทธุรกิจ

หากคุณกำลังดำเนินธุรกิจประเภทซื้อมาขายไปหรือร้านค้าปลีกทั่วไป การตั้งราคาและควบคุมต้นทุนมักจะสะท้อนออกมาผ่านค่าเฉลี่ยมาตรฐาน โดยทั่วไปแล้ว อัตรากำไรขั้นต้น คิดยังไงถึงจะเหมาะกับกลุ่มอุตสาหกรรมค้าปลีก ซึ่งจะมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 31% เนื่องจากมีต้นทุนในการจัดซื้อสินค้าสำเร็จรูป ค่าขนส่ง และการจัดการคลังสินค้าค่อนข้างสูง ทำให้สัดส่วนของกำไรต่อชิ้นไม่ได้กว้างมากนัก เจ้าของร้านจึงต้องเน้นการสร้างรายได้ผ่านปริมาณการขายที่มากพอสมควรเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ

แต่เรื่องนี้จะเปลี่ยนไปทันทีหากคุณขยับโมเดลธุรกิจเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีหรือบริการดิจิทัล เช่น ธุรกิจซอฟต์แวร์และระบบคลาวด์ (SaaS) เนื่องจากโมเดลนี้ไม่มีต้นทุนวัตถุดิบทางกายภาพ มีเพียงค่าเซิร์ฟเวอร์หรือค่าระบบโครงข่ายเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้เกณฑ์มาตรฐานของอัตรากำไรขั้นต้นในธุรกิจซอฟต์แวร์ขยับสูงขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 75% เป็นอย่างน้อย การเข้าใจบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละโครงสร้างธุรกิจแบบนี้ จะช่วยให้คุณตั้งเป้าหมายทางการเงินได้อย่างสมเหตุสมผลและไม่กดดันตัวเองจนเกินไป

ข้อควรระวัง: สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตหรือจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม การคำนวณและควบคุมสัดส่วนนี้จำเป็นต้องมีความละเอียดรอบคอบเป็นพิเศษ เนื่องจากวัตถุดิบมีโอกาสเน่าเสียหรือสูญหายได้ง่าย หากคุณพบว่าอัตรากำไรขั้นต้นของร้านลดต่ำลงกว่าเกณฑ์ปกติ ควรเร่งเข้าไปตรวจสอบระบบการจัดการในห้องครัวหรือตรวจสอบราคาสินค้ากับผู้จัดจำหน่ายทันที เพื่อป้องกันปัญหาเงินทุนหมุนเวียนติดขัดในระยะยาว

ตารางเปรียบเทียบเกณฑ์ อัตรากำไรขั้นต้น แยกตามโมเดลธุรกิจ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าโครงสร้างร้านค้าของคุณอยู่ในระดับที่ปลอดภัยหรือไม่ ลองเปรียบเทียบสัดส่วนตัวเลขของคุณกับเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปในตลาดปัจจุบัน

ธุรกิจค้าปลีกและซื้อมาขายไป

- อยู่ระหว่าง 25% ถึง 40% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าที่เลือกมาจัดจำหน่าย

- มุ่งเน้นการบริหารรอบหมุนเวียนสต็อกสินค้าให้เร็ว และการสั่งซื้อปริมาณมากเพื่อลดทุน

- ค่าสินค้าที่สั่งซื้อจากโรงงาน ราคาส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ และค่าจัดส่งสินค้ามาที่ร้าน

ธุรกิจซอฟต์แวร์และบริการดิจิทัล (SaaS)

- อยู่ระหว่าง 70% ถึง 85% ถือเป็นโมเดลธุรกิจที่ทำสัดส่วนกำไรได้สูงมาก

- เน้นการเพิ่มยอดผู้สมัครใช้งานซ้ำแบบรายเดือน เพื่อกระจายและเฉลี่ยต้นทุนคงที่ให้ต่ำลง

- ค่าบริการระบบคลาวด์ ค่าระบบความปลอดภัย ข้อมูลเครือข่าย และค่าเครื่องมือพัฒนาหลัก

ธุรกิจแต่ละประเภทมีโครงสร้างต้นทุนหลังบ้านที่ไม่เหมือนกัน ร้านค้าปลีกจำเป็นต้องพึ่งพาวอลลุ่มการขายที่สูงเพื่อชดเชยส่วนต่างที่แคบ ในขณะที่ธุรกิจดิจิทัลสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วเพราะต้นทุนแปรผันต่อหน่วยต่ำมาก การประเมินตนเองตามประเภทธุรกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

บทเรียนราคาแพงของธันวา: จากร้านเสื้อผ้าขายดีแต่เกือบเจ๊ง สู่การรอดชีวิตด้วยการปรับราคา

ธันวา เจ้าของร้านเสื้อผ้าแฟชั่นในกรุงเทพฯ เปิดร้านขายเสื้อเชิ้ตดีไซน์เฉพาะตัวในราคาตัวละ 390 บาท ในเดือนแรกเขาทำยอดขายถล่มทลายได้มากกว่า 300 ตัว ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นและคิดว่าธุรกิจกำลังไปได้สวยมากๆ

แต่ความจริงกลับสวนทางอย่างน่าตกใจ เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าเช่าล็อกและค่าจ้างพนักงานพาร์ตไทม์สิ้นเดือน ธันวาพบว่าเงินในบัญชีร้านแทบไม่เหลือเลย เขารู้สึกเครียดจนนอนไม่หลับและสับสนมากว่าเงินก้อนโตหายไปไหนหมดทั้งที่ลูกค้าแน่นร้านทุกวัน

หลังจากยอมเปิดสมุดบัญชีมานั่งแกะตัวเลขอย่างละเอียด เขาจึงค้นพบความจริงที่คาดไม่ถึง นั่นคือต้นทุนผ้าเนื้อดีและค่าช่างเย็บรวมกันปาไปตัวละ 290 บาทแล้ว แปลว่าเขามีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำเพียงประมาณ 25% ซึ่งแคบเกินไปที่จะนำมาจ่ายค่าเช่าที่และค่าการตลาดออนไลน์

ธันวาตัดสินใจปรับแผนใหม่ด้วยการย้ายไปดิวกับโรงงานทอผ้าโดยตรงเพื่อลดทุน และปรับราคาขายขึ้นเป็น 490 บาท ผลลัพธ์คือ อัตรากำไรขั้นต้นขยับเพิ่มขึ้นเป็น 50% ทำให้ร้านมีกระแสเงินสดเหลือเฟือและกลับมาทำกำไรได้อย่างยั่งยืนในเดือนถัดมา

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องถัดไป

Gross Profit และ Net Profit แตกต่างกันอย่างไร

Gross Profit คือกำไรเบื้องต้นที่หักเฉพาะต้นทุนตัวสินค้าโดยตรง ส่วน Net Profit คือกำไรสุทธิขั้นสุดท้ายที่นำรายได้ทั้งหมดไปหักลบค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบริษัทเรียบร้อยแล้ว ทั้งค่าการตลาด เงินเดือน ค่าน้ำ ค่าไฟ และภาษี

ถ้าคำนวณแล้ว อัตรากำไรขั้นต้น ต่ำเกินไป ควรแก้ไขอย่างไรดี

คุณสามารถเลือกปรับเปลี่ยนได้สองแนวทางหลัก คือการเจรจากับผู้จัดจำหน่ายเดิมหรือหาแหล่งวัตถุดิบใหม่เพื่อลดต้นทุนสินค้าลง หรือเลือกใช้วิธีการปรับเพิ่มราคาขายหน้าร้านควบคู่ไปกับการเพิ่มคุณค่าให้กับตัวแบรนด์

ค่าใช้จ่ายในการยิงแอดโฆษณา ถือเป็น ต้นทุนขาย หรือไม่

ไม่ถือเป็นต้นทุนขาย ค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มต่างๆ ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารจัดการ ซึ่งจะต้องนำไปใช้หักลบในขั้นตอนการคำนวณหากำไรสุทธิ ไม่ใช่นำมาหักเพื่อหากำไรขั้นต้น

แนวคิดที่สำคัญ

แยกแยะประเภทต้นทุนหลังบ้านให้ชัดเจนตั้งแต่แรก

ห้ามนำค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่น ค่าเช่าหรือค่าแอดโฆษณา มารวมกับต้นทุนตัวสินค้าโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเลขอัตรากำไรขั้นต้นเกิดความผิดพลาดจนมองเห็นภาพรวมธุรกิจผิดเพี้ยนไป

หากคุณต้องการทำความเข้าใจเรื่องผลกำไรเพิ่มเติม ลองศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gross Profit VS Gross Margin ต่างกันยังไง ได้เลยครับ
ใช้สัดส่วนเปอร์เซ็นต์เป็นเครื่องมือในการตั้งราคาสินค้า

การติดตามสัดส่วนเปอร์เซ็นต์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณรู้ว่า ตัวสินค้าของคุณได้รับการตั้งราคาที่เหมาะสมและสามารถแข่งขันกับร้านค้าอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ดีพอหรือไม่

เน้นความเสถียรของตัวเลขกำไรมากกว่ายอดขายที่หวือหวา

ยอดขายที่เติบโตสูงอาจไม่มีประโยชน์เลยหากอัตรากำไรขั้นต้นต่ำเกินไป การรักษามาตรฐานสัดส่วนนี้ให้คงที่ในระยะยาวคือทางรอดที่แท้จริงของคนทำธุรกิจ