อ่านหนังสือวันละกี่หน้าดี
[อ่านหนังสือวันละกี่หน้าดี]: เริ่ม 5 ถึง 10 หน้า
การตั้งเป้าหมาย อ่านหนังสือวันละกี่หน้าดี เป็นก้าวสำคัญในการสร้างนิสัยรักการอ่านและการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ การค้นหาจำนวนวันที่เหมาะสมช่วยลดความกดดันในการเริ่มต้นอ่านหนังสือเล่มโปรด เรียนรู้เทคนิคและแนวทางการจัดการเวลาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือให้ดียิ่งขึ้น
อ่านหนังสือวันละกี่หน้าดี คำถามง่ายๆ ที่คำตอบขึ้นอยู่กับตัวคุณ
การตั้งเป้าหมายว่าควร ควรอ่านหนังสือวันละกี่หน้า นั้น สามารถเกี่ยวพันกับปัจจัยที่หลากหลายมาก ทั้งประเภทของหนังสือ วัตถุประสงค์ในการอ่าน และเวลาว่างที่คุณมีในแต่ละวัน ปริมาณที่เหมาะสมที่สุดจึงไม่ใช่ตัวเลขที่ตายตัวสำหรับทุกคน แต่เป็นจำนวนที่คุณสามารถอ่านได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้สึกกดดันจนเกินไป
การเริ่มต้นตั้งเป้าหมายในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยให้คุณสร้างนิสัยรักการอ่านได้อย่างยั่งยืน ดีกว่าการหักโหมอ่านทีละมากๆ แล้วล้มเลิกไปกลางคัน
ไขข้อข้องใจเรื่องสถิติการอ่านของบุคคลระดับโลก
หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวชวนทึ่งที่ว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ แนะนำให้悦อ่านหนังสือสูงถึงวันละ 500 หน้า หรือบางบทความก็แนะนำสูตรการฝึกอ่านให้ได้วันละ 250 หน้า จนทำให้คนทั่วไปที่พึ่งเริ่มต้นรู้สึกท้อแท้และคิดว่าตนเองคงไม่มีเวลามากพอขนาดนั้น
นั่นเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับคนทำงานทั่วไป การพยายามทำตามสถิติของคนอื่นโดยไม่ดูบริบทชีวิตตนเอง มักจะจบลงด้วยความล้มเหลวเสมอ
ในความเป็นจริง นักอ่านที่ทำสถิติสูงๆ เหล่านั้นไม่ได้นั่งอ่านทุกตัวอักษรตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้ายอย่างละเอียด แต่พวกเขามีเทคนิคการคัดกรองข้อมูลอย่างรวดเร็ว โดยเลือกจับประเด็นเฉพาะส่วนที่สำคัญและสอดคล้องกับเป้าหมายของตนเองเท่านั้น
เป้าหมายการอ่านหนังสือที่จับต้องได้สำหรับคนทำงาน
หากคุณต้องการสร้างนิสัยใหม่ การเริ่มต้นด้วยเป้าหมายเล็กๆ อย่างการ อ่านหนังสือวันละ 10 หน้า ถือเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการเอาชนะความขี้เกียจ ตัวเลขนี้ดูเหมือนน้อยแต่ถ้าทำได้ทุกวัน คุณจะสามารถอ่านหนังสือจบเล่มได้อย่างรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง
คนส่วนใหญ่คิดว่าต้องมีเวลาว่างเป็นชั่วโมงถึงจะหยิบหนังสือมาอ่านได้ - ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิดอย่างสิ้นเชิง การรอให้พร้อมมักจะลงเอยด้วยการไม่ได้อ่านเลย
เมื่อคำนวณจากความเร็วในการอ่านระดับมาตรฐานทั่วไป การอ่านหนังสือ 10 หน้าจะใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น ซึ่งเป็นเวลาที่คุณสามารถแทรกเข้าไปในกิจวัตรประจำวันได้อย่างง่ายดาย เช่น ช่วงตื่นนอนตอนเช้า ช่วงพักเที่ยง หรือก่อนนอน
เทคนิคการบริหารเวลาและตั้งเป้าหมายด้วยเวลาแทนจำนวนหน้า
นอกเหนือจากการนับจำนวนหน้าแล้ว วิธีตั้งเป้าหมายการอ่านหนังสือ ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันคือการกำหนดเป็น อ่านหนังสือวันละกี่นาทีดี โดยการใช้เวลาเป็นตัวตั้งจะช่วยลดความกดดันเมื่อเจอกับหนังสือเนื้อหาแน่นๆ หรืออ่านยาก
คุณเคยลองจับเวลาตัวเองดูบ้างไหม? การใช้เวลาจะยืดหยุ่นกว่าการบังคับตัวเองด้วยจำนวนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
ผลการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการอ่านชี้ว่า ความเร็วเฉลี่ยในการอ่านของประชากรทั่วไปจะอยู่ที่ราวๆ 200-250 คำต่อนาทีสำหรับหนังสือทั่วไปที่ไม่ใช่เชิงวิชาการ ดังนั้นการตั้งเป้าหมายที่เวลา 15-30 นาทีต่อวัน จึงเพียงพอแล้วสำหรับการซึมซับเนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ทำให้สมองล้าเกินไป
เทคนิคอ่านหนังสือให้ได้วันละหลายหน้าและจบเล่มไว
ถ้าเป้าหมายของคุณคือการ อ่านหนังสือให้จบเล่มเร็วๆ เพื่อนำความรู้ไปใช้งาน คุณจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านจากแบบเดิมๆ มาใช้ เทคนิคอ่านหนังสือให้ได้วันละหลายหน้า ที่เน้นความกระชับและตรงจุดมากขึ้น
จำไว้ว่าเป้าหมายคือการได้ความรู้ ไม่ใช่การเก็บแต้มว่าผ่านไปกี่หน้าแล้ว
กฎเหล็กที่นักอ่านเร็วใช้กันคือ การเลิกอ่านออกเสียงในใจ (Subvocalization) เพราะการออกเสียง inใจจะจำกัดความเร็วในการอ่านของคุณให้อยู่ในระดับเดียวกับความเร็วในการพูด ซึ่งทำให้คุณอ่านได้ช้าลงกว่าที่ตาและสมองจะประมวลผลได้จริงเป็นเท่าตัว
การเปรียบเทียบตารางจำนวนหน้าตามวัตถุประสงค์การอ่าน
การเลือกเป้าหมายจำนวนหน้าสอดคล้องกับจุดประสงค์จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกกดดันและประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น
เพื่อสร้างนิสัยใหม่สำหรับผู้เริ่มต้น
• 5 - 15 นาที
• 5 - 10 หน้าต่อวัน
• ความเรียง หนังสือพัฒนาตนเองขนาดสั้น หรือหนังสือนิยายอ่านสนุก
เพื่อพัฒนาตนเองและทำงานทั่วไป
• 20 - 45 นาที
• 15 - 30 หน้าต่อวัน
• หนังสือธุรกิจ จิตวิทยาประยุกต์ หรือชีวประวัติ
เพื่อการสอบ สอบแข่งขัน หรือเรียนต่อ
• 1.5 - 3 ชั่วโมง (ควรแบ่งเป็นรอบ)
• 50 หน้าขึ้นไปต่อวัน
• ตำราวิชาการ คู่มือเตรียมสอบ หรือเอกสารวิจัยที่ต้องจดบันทึกย่อ
สำหรับคนทั่วไปที่ทำงานประจำ แนะนำให้เลือกเป้าหมายระดับกลางคือ 15-30 หน้า ซึ่งช่วยให้พัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เบียดบังเวลาใช้ชีวิตส่วนอื่นมากเกินไปการเดินทางสร้างนิสัยการอ่านของ นัท: จาก 0 สู่การจบหนังสือเดือนละเล่ม
นัท พนักงานบริษัทไอทีอายุ 29 ปีในกรุงเทพฯ ประสบปัญหาเครียดสะสมจากงานและต้องการอ่านหนังสือพัฒนาตนเองเพื่อหาไอเดียใหม่ๆ แต่เขามักจะล้มเลิกกลางคันเสมอเพราะรู้สึกว่าหนังสือเล่มหนาเกินไปจนไม่มีเวลาอ่าน
ตอนแรกนัทพยายามบังคับตัวเองให้อ่านวันละ 50 หน้าตามคำแนะนำในอินเทอร์เน็ต แต่ผลลัพธ์คือเขาทำได้เพียงแค่สองวันก็รู้สึกเหนื่อยล้า สายตาพร่ามัวจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์มาทั้งวัน และพาลพับหนังสือเก็บยาวเป็นเดือน
นัทตัดสินใจเปลี่ยนแผนใหม่โดยหันมาใช้วิธีลดเป้าหมายลงเหลือเพียงวันละ 10 หน้า และกำหนดเวลาชัดเจนคือช่วง 15 นาทีก่อนนอน โดยเขาเลือกปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตบนมือถือและวางหนังสือไว้บนหมอนเพื่อไม่ให้สิ่งอื่นดึงดูดความสนใจไป
หลังจากผ่านไป 4 สัปดาห์ นัทพบว่าเขาสามารถอ่านหนังสือจบเล่มแรกได้สำเร็จในเวลาไม่ถึงเดือน เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและนอนหลับสบายขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่สม่ำเสมอให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่ามาก
เอกสารอ้างอิง
ถ้าวันไหนยุ่งมากจนไม่ได้อ่านหนังสือเลย ควรทำอย่างไรดี
ไม่ต้องรู้สึกผิดหรือพยายามอ่านชดเชยทบยอดในวันถัดไปจนเครียด ให้ใช้วิธีลดขนาดเป้าหมายลงเหลือแค่อ่านเพียง 1 หน้า หรือเปิดอ่านสรุปสั้นๆ สัก 2-3 ประโยคเพื่อรักษาวงจรนิสัยไม่ให้ขาดตอนก็พอแล้ว
อ่านหนังสือวันละกี่หน้าดี ถึงจะจำเนื้อหาไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด
การจำเนื้อหาไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้า แต่ขึ้นอยู่กับกระบวนการคิดหลังอ่าน แนะนำให้อ่านวันละ 15-20 หน้า แล้วใช้เวลาสั้นๆ สรุปใจความสำคัญเป็นภาษาของตัวเองลงในสมุดบันทึก วิธีนี้จะช่วยเปลี่ยนความรู้ให้อยู่ในความจำระยะยาวได้ดีที่สุด
เปิดเพลงฟังไปด้วยตอนอ่านหนังสือ จะช่วยให้อ่านได้เร็วขึ้นไหม
การฟังเพลงที่มีเนื้อร้องมักจะไปรบกวนกระบวนการแปลความหมายของสมองทำให้ความเร็วในการอ่านลดลงอย่างมาก หากต้องการสร้างบรรยากาศแนะนำให้เลือกฟังเพลงบรรเลงแนวคลาสสิกหรือเสียงธรรมชาติ (White Noise) แทน
รายละเอียดที่โดดเด่น
ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าปริมาณหน้าการอ่านวันละ 10 หน้าทุกวันอย่างต่อเนื่อง ได้ผลลัพธ์ในระยะยาวที่ดีกว่าการอ่านครั้งเดียว 100 หน้าแล้วหยุดไปหลายสัปดาห์
ปรับเปลี่ยนเป้าหมายตามความยากง่ายของเนื้อหาหนังสือเนื้อหาเครียดหรือวิชาการควรรดจำนวนหน้าลงมาครึ่งหนึ่ง เพื่อรักษาระดับความเข้าใจและสมาธิให้คงที่
สร้างสภาพแวดล้อมที่ไร้สิ่งกระตุ้นวางโทรศัพท์มือถือไว้ห่างตัวก่อนเริ่มอ่านหนังสือ 15 นาที เพื่อป้องกันไม่ให้สมาธิหลุดลอยและช่วยให้จบเป้าหมายได้ไวขึ้น
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต