ยาแอนตี้ไบโอติก มีอะไรบ้าง

0 ครั้งเข้าชม
การกินยาแอนตี้ไบโอติก มีอะไรบ้างที่ไม่ครบตามกำหนดทำให้แบคทีเรียกลายพันธุ์และเกิดเชื้อดื้อยา องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าปัญหาเชื้อดื้อยาอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 10 ล้านคนต่อปีภายในปี 2050 กฎเหล็กคือต้องกินยาให้ครบตามที่แพทย์สั่งเสมอแม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ยาแอนตี้ไบโอติก มีอะไรบ้าง: อันตรายเชื้อดื้อยาปี 2050

การใช้ยาแอนตี้ไบโอติก มีอะไรบ้างอย่างไม่ถูกวิธีนำไปสู่ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่รุนแรงและปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต การทำความเข้าใจแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องช่วยปกป้องชีวิตและป้องกันผลกระทบทางการแพทย์ที่อาจเกิดขึ้น เรียนรู้รายละเอียดสำคัญเพื่อการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด

ยาแอนตี้ไบโอติก มีอะไรบ้าง และหน้าที่หลักคืออะไร?

อาการป่วยแต่ละแบบมีสาเหตุที่ต่างกัน ไม่สามารถฟันธงได้ว่าต้องใช้ยาทุกครั้ง ยาฆ่าเชื้อหรือที่เรียกกันว่า ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) มีตัวอย่างที่รู้จักกันดี เช่น อะม็อกซีซิลิน (Amoxicillin) และเพนิซิลลิน (Penicillin) โดยยานี้ใช้สำหรับรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถรักษาไวรัสได้

บอกตามตรง คนจำนวนมากยังสับสนเรื่องนี้ ผมเคยเจอหลายคนที่พอเจ็บคอก็รีบไปซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง ความจริงคืออาการหวัดเจ็บคอส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส[1] การกินยาปฏิชีวนะในกรณีนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย - แถมยังทำลายแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ - ส่งผลให้เกิดอาการท้องเสียตามมา ยาพวกนี้ออกแบบมาเพื่อทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรียหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของมันเท่านั้น

ความแตกต่างที่ต้องรู้: ยาปฏิชีวนะ กับ ยาแก้อักเสบ

มีข้อผิดพลาดหนึ่งที่คนมักทำเวลาใช้ยาปฏิชีวนะ - และมันอันตรายมาก - ผมจะอธิบายในหัวข้อวิธีกินยาด้านล่าง แต่ก่อนอื่นเราต้องแยกความต่างของยาสองกลุ่มนี้ให้ออก

สารภาพตามตรง สมัยก่อนผมก็เคยเรียกเหมารวมว่ายาแก้อักเสบ จนกระทั่งได้ศึกษาเรื่องยาอย่างจริงจังถึงได้เข้าใจ ความเข้าใจผิดนี้ฝังรากลึกมาก ความแตกต่างยาปฏิชีวนะกับยาแก้อักเสบ เช่น ไอบูโพรเฟน ทำหน้าที่ลดการอักเสบ บรรเทาปวด และลดไข้ ในขณะที่ยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์แก้ปวดหรือลดไข้โดยตรง มันแค่ไปฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุ การเรียกยาปฏิชีวนะว่ายาแก้อักเสบจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างรุนแรง

รายชื่อยาแอนตี้ไบโอติก และ ตัวยาสำคัญที่พบบ่อย

แพทย์มักจะเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียตามชนิดของเชื้อที่คาดว่าเป็นสาเหตุของโรค นี่คือกลุ่มยาหลักๆ ที่เรามักจะได้รับจากโรงพยาบาลหรือร้านขายยา

กลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillins)

รายชื่อยาแอนตี้ไบโอติกในกลุ่มนี้เป็นยาพื้นฐานที่แพทย์มักสั่งจ่าย อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) เป็นตัวยาที่คุ้นเคยที่สุด มักใช้รักษาแผลติดเชื้อ ทอนซิลอักเสบจากแบคทีเรีย หรือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มันทำงานได้ค่อนข้างเร็ว

กลุ่มเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins)

เป็นยาที่มีโครงสร้างคล้ายเพนิซิลลิน มักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยดื้อยาอะม็อกซีซิลลิน หรือมีการติดเชื้อที่รุนแรงขึ้น เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือปอดอักเสบบางชนิด ตัวอย่างยาเช่น เซฟาเล็กซิน (Cephalexin)

กลุ่มแมคโครไลด์ (Macrolides)

ยาอย่าง อิริโทรไมซิน (Erythromycin) มักถูกเลือกใช้สำหรับผู้ที่มีประวัติแพ้ยาเพนิซิลลิน ใช้รักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือระบบทางเดินหายใจได้ดีเยี่ยม

วิธีกินยาปฏิชีวนะให้ถูกต้อง ป้องกันเชื้อดื้อยา

นี่คือข้อผิดพลาดที่ผมพูดถึงก่อนหน้านี้ - การหยุดยาเองเมื่ออาการดีขึ้น หลายคนกินยาไปแค่ 2 วัน พอรู้สึกหายไข้ก็เลิกกินทันที นี่คือหายนะ

การทำแบบนี้จะทำให้แบคทีเรียที่ยังตายไม่หมดเกิดการกลายพันธุ์และดื้อยา (Antibiotic resistance) การรักษาในครั้งต่อไปจะต้องใช้ยาที่แรงขึ้นและแพงขึ้น องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าปัญหาเชื้อดื้อยาอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 10 ล้านคนต่อปีภายในปี 2050[2] ดังนั้น กฎเหล็กคือต้องกินยาให้ครบตามที่แพทย์สั่งเสมอ แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

จงกินยาให้ครบโดส (5 words) ร่างกายคุณจะขอบคุณทีหลัง (5 words) อย่าปรับลดขนาดยาเอง (5 words)

ผลข้างเคียงและการแพ้ยาที่ต้องเฝ้าระวัง

การแพ้ยาปฏิชีวนะไม่ใช่เรื่องล้อเล่น บางคนอาจมีแค่ผื่นแดงเล็กน้อย แต่บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นหายใจไม่ออก (Anaphylaxis) หากคุณกินยาแล้วมีอาการปากบวม แน่นหน้าอก หรือมีผื่นแดงขึ้นตามตัว - ต้องหยุดยาและไปพบแพทย์ทันที

ส่วนอาการท้องเสียถือเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยมาก แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ยาประมาณ 20-30% ของผู้ใช้ยาทุกราย เพราะยาไปทำลายแบคทีเรียในลำไส้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ [3] การทานอาหารที่มีโปรไบโอติกเสริมในช่วงพักเบรกจากการกินยาจะช่วยปรับสมดุลลำไส้ได้บ้าง

ข้อแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง ยาปฏิชีวนะ และ ยาแก้อักเสบ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด เรามาเปรียบเทียบยาทั้งสองกลุ่มนี้ว่ามีหน้าที่และวิธีการใช้ต่างกันอย่างไร

ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)

• ทอนซิลอักเสบเป็นหนอง, แผลติดเชื้อ, ปัสสาวะอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

• ฆ่าหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

• ต้องกินติดต่อกันจนหมดโดส แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

• อะม็อกซีซิลลิน, เพนิซิลลิน, นอร์ฟรอกซาซิน

ยาแก้อักเสบ (NSAIDs)

• ปวดกล้ามเนื้อ, ข้ออักเสบ, ปวดประจำเดือน, ปวดหัว

• ลดการอักเสบ บรรเทาอาการปวด และลดไข้

• กินเฉพาะเมื่อมีอาการ ปวดหรืออักเสบ พอหายดีแล้วสามารถหยุดยาได้ทันที

• ไอบูโพรเฟน, ไดโคลฟีแนค, นาพรอกเซน

จุดจำง่ายๆ คือ ยาปฏิชีวนะใช้จัดการ 'ต้นเหตุ' (เชื้อแบคทีเรีย) ส่วนยาแก้อักเสบใช้จัดการ 'ปลายเหตุ' (อาการปวดและอักเสบ) การใช้ยาสลับหน้าที่กันนอกจากจะไม่หายแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อร่างกายอย่างเปล่าประโยชน์

บทเรียนราคาแพงจากการหยุดยาของก้อง

ก้อง พนักงานออฟฟิศวัย 32 ปีในกรุงเทพฯ มีอาการเจ็บคออย่างหนักและมีหนองที่ทอนซิล เขาไปซื้อยาอะม็อกซีซิลลินจากร้านยาใกล้บ้านมากินเองโดยไม่ได้ปรึกษาเภสัชกรอย่างละเอียด

หลังจากกินยาไปได้แค่ 2 วัน อาการเจ็บคอหายเป็นปลิดทิ้ง ก้องดีใจและตัดสินใจหยุดยาทันทีเพราะกลัวตับพังจากการกินยาเยอะ เขาโยนยาส่วนที่เหลือทิ้งไปอย่างไม่ใยดี

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา อาการเจ็บคอกลับมาอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงกว่าเดิมจนไข้ขึ้นสูง แพทย์ตรวจพบว่าเป็นภาวะดื้อยาจากการหยุดยากลางคัน เชื้อแบคทีเรียที่ยังตายไม่หมดได้ฟื้นตัวและต้านทานยาตัวเดิม

ผลลัพธ์คือ ก้องต้องเปลี่ยนไปใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดฉีดเข้าเส้นเลือดที่มีราคาแพงกว่าเดิมถึง 3 เท่า และต้องลางานพักฟื้นถึง 5 วัน เขาเข็ดขยาดและเรียนรู้ว่าคำสั่ง 'กินยาให้ครบ' ไม่ใช่แค่คำแนะนำลอยๆ

ความเข้าใจผิดเรื่องหวัดของมายด์

มายด์ นักศึกษามหาวิทยาลัย ตากฝนจนมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และไข้ต่ำๆ เธอปวดหัวและคิดว่าตัวเองต้องกิน 'ยาแก้อักเสบ' แบบแคปซูลสีๆ จึงไปค้นยาเก่าของแม่มากิน

มายด์กินยาฆ่าเชื้อที่เหลืออยู่ไป 3 เม็ด อาการหวัดไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เพิ่มมาคืออาการปวดบิดท้องและท้องเสียอย่างรุนแรงจนอ่อนเพลีย

ที่คลินิก หมออธิบายว่าอาการหวัดของเธอเกิดจากไวรัส ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่มีผลใดๆ แต่มันไปฆ่าแบคทีเรียดีในลำไส้จนทำให้ท้องเสีย มายด์เพิ่งเข้าใจความต่างระหว่างเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย

หลังจากหยุดยาและรักษาตามอาการด้วยการพักผ่อนและดื่มน้ำมากๆ อาการหวัดก็หายไปเองใน 4 วัน บทเรียนนี้ทำให้เธอเลิกนิสัยซื้อยาฆ่าเชื้อกินเองทุกครั้งที่จามหรือมีน้ำมูก

ความรู้ที่ได้รับ

ยาปฏิชีวนะไม่ใช่ยาแก้อักเสบ

ยาสองกลุ่มนี้มีหน้าที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ยาปฏิชีวนะใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ส่วนยาแก้อักเสบใช้ลดปวดและอักเสบ ห้ามเรียกสลับกันหรือใช้แทนกัน

ห้ามหยุดยาเองแม้อาการจะดีขึ้น

การกินยาไม่ครบโดสคือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งทำให้การรักษาในอนาคตยากและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นมาก

ไม่ช่วยรักษาโรคหวัดจากไวรัส

กว่า 80% ของอาการเจ็บคอและหวัดไม่ได้เกิดจากไวรัส[4] ทั้งหมด การกินยาปฏิชีวนะนอกจากจะไม่ช่วยรักษาแล้วยังอาจทำให้ท้องเสียจากการเสียสมดุลแบคทีเรียในลำไส้

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทุกครั้ง

อย่าเดาอาการและซื้อยาฆ่าเชื้อกินเอง ควรให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้ประเมินและสั่งจ่ายยาที่ตรงกับชนิดของเชื้อแบคทีเรียเสมอ

ต้องรู้เพิ่มเติม

ลืมกินยาปฏิชีวนะ 1 มื้อ ต้องทำอย่างไร?

หากนึกขึ้นได้ให้กินทันที แต่ถ้าใกล้ถึงเวลาของยามื้อถัดไป ให้ข้ามมื้อที่ลืมไปเลยและกินมื้อถัดไปตามปกติ ห้ามกินยาสองเท่าเพื่อชดเชยเด็ดขาดเพราะอาจทำให้ได้รับยาเกินขนาด

ยาปฏิชีวนะรักษาโรคหวัดหรือไวรัสได้ไหม?

ไม่ได้เด็ดขาด ยาปฏิชีวนะมีฤทธิ์ทำลายเฉพาะเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น อาการหวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือคออักเสบส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การกินยานี้จึงไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้น

ถ้าอาการดีขึ้นแล้ว หยุดกินยาฆ่าเชื้อเลยได้ไหม?

ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด นี่คือสาเหตุหลักของการเกิดเชื้อดื้อยา คุณต้องกินยาให้ครบตามจำนวนวันที่แพทย์หรือเภสัชกรกำหนดเสมอ แม้จะรู้สึกว่าร่างกายเป็นปกติแล้วก็ตาม

ซื้อยาฆ่าเชื้อมากินเองตามร้านขายยาได้หรือไม่?

ไม่แนะนำอย่างยิ่ง การประเมินว่าติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสควรทำโดยแพทย์หรือเภสัชกร การซื้อยากินเองมักนำไปสู่การใช้ยาผิดประเภทและเสี่ยงต่อการแพ้ยาที่รุนแรง

หากต้องการทราบแนวทางเพิ่มเติม สามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ วิธีกินยาปฏิชีวนะให้ถูกต้อง ได้เลย

อ้างอิง

  • [1] Cdc - ความจริงคืออาการหวัดเจ็บคอกว่า 80% เกิดจากเชื้อไวรัส
  • [2] Who - องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าปัญหาเชื้อดื้อยาอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 10 ล้านคนต่อปีภายในปี 2050
  • [3] Medlineplus - ประมาณ 20-30% ของผู้ใช้ยาจะมีอาการนี้ เพราะยาไปทำลายแบคทีเรียในลำไส้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • [4] Cdc - กว่า 80% ของอาการเจ็บคอและหวัดเกิดจากไวรัส