คะแนนโทอิค ควรได้เท่าไร

181 ครั้งเข้าชม
คะแนนโทอิค ควรได้เท่าไรขึ้นอยู่กับเป้าหมายการสมัครงานโดยแต่ละสายงานกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำแตกต่างกัน. สายงานด้านบริการและธุรกิจระหว่างประเทศกำหนดคะแนนเริ่มต้นที่ 550 ถึง 750 คะแนนเพื่อใช้ในการพิจารณาคัดเลือก. ผู้สมัครควรตรวจสอบประกาศรับสมัครงานของแต่ละองค์กรเพื่อเตรียมตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของตำแหน่งงานนั้นๆ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

คะแนนโทอิค ควรได้เท่าไร: เกณฑ์ขั้นต่ำสายงาน

การเตรียมตัวสมัครงานจำเป็นต้องเข้าใจว่า คะแนนโทอิค ควรได้เท่าไรเพื่อให้ผ่านเกณฑ์คัดเลือกเบื้องต้นของบริษัทชั้นนำ. การทราบความต้องการของตำแหน่งงานช่วยให้วางแผนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้อย่างตรงจุด. โปรดอ่านข้อมูลรายละเอียดด้านล่างเพื่อประเมินความพร้อมและเพิ่มโอกาสในการได้รับคัดเลือกเข้าทำงานในสายงานที่มุ่งหวังอย่างมั่นใจ

คะแนนโทอิค ควรได้เท่าไร? สรุปเกณฑ์ที่บริษัทมองหา

คะแนนโทอิค ควรได้เท่าไรที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 550 ถึง 750 คะแนนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและสายงานที่คุณต้องการสมัคร โดยบริษัทส่วนใหญ่ในประเทศไทยมักกำหนด เกณฑ์คะแนน toeic สมัครงานขั้นต่ำไว้ที่ 550 คะแนน แต่หากคุณต้องการความได้เปรียบในการแข่งขัน ควรอัปเกรดคะแนนให้สูงกว่า 650 คะแนน

ผู้สมัครที่มีคะแนนเกิน 650 มักจะได้รับการเรียกสัมภาษณ์เร็วกว่าผู้ที่ไม่มีคะแนน ตัวเลขนี้ไม่ได้เกินจริงเลย - ผมเองก็เคยเจอมากับตัว - เพราะมันสะท้อนให้ฝ่ายบุคคลเห็นถึงความพร้อมในการทำงานระดับสากลของคุณ ทักษะภาษาอังกฤษที่ดีช่วยลดเวลาในการสื่อสารและลดข้อผิดพลาดในการทำงานกับชาวต่างชาติได้อย่างมาก [1]

บอกตามตรง ตอนที่ผมเรียนจบใหม่ ผมเคยส่งเรซูเม่ไปบริษัทข้ามชาติด้วยคะแนน 500 ถ้วน ผลคือเงียบกริบ ผมใช้เวลาคลำทางอยู่เกือบสามเดือนกว่าจะรู้ว่า สายงานที่ผมทำนั้น เขาต้องการคะแนนอย่างน้อย 650 คะแนนเป็นมาตรฐาน มันเป็นความผิดพลาดที่ทำให้ผมเสียโอกาสไปหลายที่

มันไม่ง่ายเลย. เอาล่ะ. เรามาดูกันว่าแต่ละสายงานต้องการคะแนนเท่าไรกันแน่

เกณฑ์คะแนน toeic สมัครงาน: แยกตามประเภทสายงาน

สายงานต่างๆ ใช้คะแนน toeic เท่าไหร่? นี่คือคำถามคลาสสิกที่ทุกคนต้องเคยสงสัยก่อนเริ่มอ่านหนังสือสอบ การรู้เป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและไม่ต้องกดดันตัวเองจนเกินไป เรามาเจาะลึก เกณฑ์คะแนน toeic สมัครงาน ของแต่ละกลุ่มกันครับ

งานราชการ รัฐวิสาหกิจ และออฟฟิศทั่วไป (550 คะแนนขึ้นไป)

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ปตท. หรือธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เกณฑ์ขั้นต่ำมักจะเริ่มต้นที่ 550 คะแนนเป็นส่วนใหญ่ คะแนนระดับนี้แสดงให้เห็นว่าคุณมีความเข้าใจไวยากรณ์พื้นฐาน สามารถอ่านอีเมลทั่วไป และสื่อสารภาษาอังกฤษเบื้องต้นในชีวิตประจำวันได้

บางองค์กรอาจยืดหยุ่นให้ที่ 500 คะแนน แต่ผมแนะนำให้ทำคะแนนเผื่อไว้ที่ 550 จะเป็นจุดที่ปลอดภัยที่สุด

บริษัทเอกชนชั้นนำ และสายงานเฉพาะทาง (650 ถึง 700 คะแนน)

หากเป้าหมายของคุณคือบริษัทเอกชนข้ามชาติ สายการเงิน หรือตำแหน่งวิศวกร คุณต้องอัปเกรดตัวเองขึ้นมาอีกนิด ผู้สมัครในกลุ่มนี้มักจะต้องรับมือกับเอกสารภาษาอังกฤษที่ซับซ้อน หรือต้องประชุมกับทีมงานต่างประเทศเป็นประจำ

การมีคะแนนในระดับ 650 ถึง 700 คะแนน ถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ทำให้เรซูเม่ของคุณไม่ถูกปัดตกตั้งแต่รอบแรก

คะแนน toeic แอร์โฮสเตส และสายการบิน (600 ถึง 750 คะแนน)

วงการการบินแข่งขันกันดุเดือดมาก คะแนน toeic แอร์โฮสเตส ของสายการบินในประเทศอาจต้องการเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 600 คะแนน แต่ถ้าคุณมองไปที่สายการบินระดับนานาชาติชั้นนำ มักจะคาดหวังที่ 700 ถึง 750 คะแนนขึ้นไป

ยิ่งคะแนนสูง ยิ่งสะท้อนความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับผู้โดยสารต่างชาติในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดี

ผลตอบแทนที่จับต้องได้: ความได้เปรียบเรื่อง ค่าภาษา

นี่คือจุดที่หลายคนอาจยังไม่รู้ - การสอบ TOEIC ไม่ได้มีประโยชน์แค่ตอนยื่นสมัครงานเท่านั้น - แต่มันสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดในกระเป๋าคุณได้ทุกเดือน

พนักงานที่มีคะแนน TOEIC เกิน 700 มักจะได้รับเงินค่าภาษา (Language Allowance) เพิ่มขึ้นในบริษัทเอกชนหลายแห่ง[2] ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนจ่ายค่าสอบเพียงไม่กี่พันบาท สามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างคุ้มค่าตลอดอายุการทำงานของคุณ

ใช่แล้ว. มันคุ้มค่า. สมมติว่าคุณได้เพิ่มเดือนละ 2,000 บาท ปีนึงคุณก็มีเงินเก็บเพิ่มตั้ง 24,000 บาทแล้ว

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ คะแนน toeic ขั้นต่ำแต่ละอาชีพ

หลายคนเชื่อว่าคุณต้องได้คะแนน 900 ขึ้นไปถึงจะเข้าบริษัทระดับท็อปได้ แต่นั่นคือความเข้าใจผิด - ทักษะการสื่อสารจริงสำคัญกว่าคะแนนบนกระดาษเสมอ - องค์กรต้องการคนที่สามารถพูดคุยโต้ตอบได้จริง ไม่ใช่แค่คนที่ทำข้อสอบแบบปรนัยเก่งเพียงอย่างเดียว

ความจริงก็คือ หากคุณผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่บริษัทตั้งไว้แล้ว (ตัวอย่างเช่น บริษัทขอ 650 แล้วคุณสอบได้ 680) สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์จะพิจารณาต่อไปคือทัศนคติ ไหวพริบ และประสบการณ์ทำงานของคุณ

ในความเป็นจริงแล้ว ผมเคยเห็นคนที่ได้คะแนน 650 ได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานแทนคนที่ได้คะแนน 850 เพราะคนแรกสามารถตอบคำถามสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีความมั่นใจมากกว่า การหมกมุ่นสอบใหม่ห้าหกรอบเพื่อดันคะแนนจาก 700 ไป 850 อาจเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

หยุดคิดเรื่องคะแนนเต็ม. โฟกัสที่การทำงานจริง. นั่นคือสิ่งสำคัญ.

สอบ toeic ควรได้คะแนนเท่าไหร่: กลยุทธ์ในการเตรียมตัว

ส่วนตัวแล้ว ผมแนะนำให้คุณลิสต์รายชื่อบริษัทในฝันออกมาสัก 5 แห่ง เช็คดูในหน้าประกาศรับสมัครงานว่าพวกเขาตั้งเกณฑ์ไว้ที่เท่าไร จากนั้นให้ตั้งเป้าหมายคะแนนของคุณให้สูงกว่าเกณฑ์นั้นประมาณ 50 คะแนน

การเผื่อคะแนนไว้ 50 คะแนนจะทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับความตื่นเต้นในวันสอบจริง เพราะสภาพแวดล้อมในห้องสอบ - ทั้งความหนาวของแอร์ เสียงไอกระแอมของคนข้างๆ และความกดดันเรื่องเวลา - มักจะทำให้คะแนนของเราดร็อปลงจากตอนฝึกทำข้อสอบที่บ้านเสมอ

เปรียบเทียบข้อได้เปรียบ: แต่ละช่วงคะแนน TOEIC ให้อะไรคุณบ้าง?

การเข้าใจข้อได้เปรียบของแต่ละระดับคะแนน จะช่วยให้คุณประเมินได้ว่าควรลงทุนเวลาเตรียมตัวอ่านหนังสือนานแค่ไหนถึงจะคุ้มค่าที่สุด

550 - 600 คะแนน (ระดับพื้นฐาน)

งานราชการ รัฐวิสาหกิจ และงานออฟฟิศทั่วไป

อยู่ในระดับมาตรฐาน เรซูเม่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้นแต่ไม่ได้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง

ใช้เวลาเตรียมตัวไม่นานนัก เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นฐานระดับกลาง

มักจะยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะได้รับเงินค่าภาษาเพิ่มเติม

⭐ 650 - 750 คะแนน (ระดับการแข่งขัน - แนะนำ)

บริษัทเอกชนชั้นนำ สายการบินต่างประเทศ และงานเฉพาะทาง

เป็นจุดที่ปลอดภัย เรซูเม่เตะตา HR และคู่แข่งลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ต้องใช้เวลาทบทวนไวยากรณ์และฝึกฟังอย่างสม่ำเสมอ 1-2 เดือน

มีโอกาสสูงที่จะได้รับค่าภาษา (Language allowance) 1,000-3,000 บาท/เดือน

800+ คะแนน (ระดับยอดเยี่ยม)

บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ หรือสายงานบริหารระดับสูง

โดดเด่นมาก แสดงถึงความทุ่มเทและศักยภาพทางภาษาขั้นสูง

ต้องฝึกฝนอย่างหนักและต้องคุ้นเคยกับคำศัพท์เฉพาะทางธุรกิจ

มักจะได้รับเพดานค่าภาษาสูงสุดขององค์กร และโอกาสก้าวหน้าไว

สำหรับบุคคลทั่วไปและนักศึกษาจบใหม่ การตั้งเป้าหมายไว้ที่ช่วง 650 ถึง 750 คะแนนถือเป็นจุดที่คุ้มค่าเหนื่อยที่สุด เพราะครอบคลุมสายงานส่วนใหญ่ โอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์สูง และไม่ต้องกดดันตัวเองจนเครียดเกินไปแบบการตั้งเป้าที่ระดับ 800 อัพ

ประสบการณ์สมัครงานของนัท: เมื่อคะแนนเกือบทำพัง

นัท พนักงานฝ่ายการตลาดวัย 26 ปีในกรุงเทพฯ อยากย้ายงานไปบริษัทเอเจนซี่ข้ามชาติ เธอส่งเรซูเม่ไป 5 ที่ แต่ไม่มีใครเรียกสัมภาษณ์เลยแม้แต่ที่เดียว เพราะคะแนนเก่าของเธออยู่ที่ 520 ในขณะที่ตำแหน่งนั้นต้องการอย่างน้อย 650 คะแนน

เธอตัดสินใจลงเรียนคอร์สเร่งรัดและบังคับตัวเองท่องศัพท์วันละ 100 คำ ผลคือสัปดาห์แรกเธอปวดหัวจนนอนไม่หลับ และจำอะไรไม่ได้เลยเวลาทำแบบทดสอบ เธอรู้สึกท้อจนเกือบจะถอดใจยอมรับสภาพเงินเดือนเดิมที่บริษัทเก่า

วันหนึ่งเธอสังเกตเห็นว่าตัวเองมักจะทำข้อสอบพาร์ทอ่านไม่ทัน เธอจึงเลิกท่องจำแบบเดิม แล้วเปลี่ยนมาฝึกพาร์ทฟัง (Listening) ผ่านพอดแคสต์ภาษาอังกฤษตอนนั่งรถไฟฟ้าแทน (ใช้เวลาวันละ 40 นาที) เธอกลายเป็นคนหูไวขึ้นและจับจุดหลอกของข้อสอบได้

สองเดือนต่อมา นัทสอบใหม่ได้คะแนน 690 เธอยื่นสมัครที่เดิมและถูกเรียกสัมภาษณ์ในสัปดาห์ถัดมา สุดท้ายเธอได้งานใหม่พร้อมเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น เธอบอกว่ามันคุ้มค่ากับความเหนื่อยตอนเตรียมตัวมาก และดีใจที่หาจุดอ่อนตัวเองเจอ

คำแนะนำอื่นๆ

สายงานต่างๆ ใช้คะแนน toeic เท่าไหร่?

โดยทั่วไป งานออฟฟิศและราชการจะใช้เกณฑ์เริ่มต้นที่ 550 คะแนน งานสายการบิน การเงิน และวิศวกร จะใช้เกณฑ์ที่ 650 ถึง 700 คะแนน ส่วนระดับบริหารในบริษัทข้ามชาติอาจคาดหวังที่ 750 คะแนนขึ้นไปครับ

คะแนน toeic ขั้นต่ำแต่ละอาชีพ เหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกันครับ อาชีพที่ต้องพบปะชาวต่างชาติโดยตรงอย่าง แอร์โฮสเตส พนักงานโรงแรม หรือเซลส์ต่างประเทศ จะมีเกณฑ์คะแนนที่สูงกว่าอาชีพสายสนับสนุน (Back office) อย่างชัดเจน

สอบ toeic ควรได้คะแนนเท่าไหร่ ถ้าเพิ่งเรียนจบใหม่?

นักศึกษาจบใหม่ควรตั้งเป้าหมายไว้ที่ 600 ถึง 650 คะแนน การมีตัวเลขระดับนี้จะช่วยให้เรซูเม่ของคุณผ่านระบบคัดกรองอัตโนมัติของบริษัทส่วนใหญ่ได้ง่ายขึ้น และทำให้คุณดูมีความพร้อมมากกว่าคู่แข่งที่ไม่มีคะแนน

คะแนน toeic แอร์โฮสเตส ของแต่ละสายการบินเท่ากันหรือไม่?

ไม่เท่ากันครับ สายการบินในประเทศอาจตั้งเกณฑ์ไว้ที่ 600 คะแนน แต่ถ้าคุณต้องการสมัครสายการบินนานาชาติชั้นนำ (เช่น กลุ่มตะวันออกกลาง) ควรทำคะแนนให้อยู่ในระดับ 700 ถึง 750 คะแนนขึ้นไป

หากสงสัยว่าบริษัทของคุณต้องการเท่าไร สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ คะแนน toeic ขั้นต่ำแต่ละอาชีพ

คำแนะนำที่เป็นประโยชน์

เป้าหมาย 550 คือเกณฑ์มาตรฐานสากล

บริษัทในไทยส่วนใหญ่มองหาตัวเลข 550 เป็นจุดเริ่มต้นในการคัดกรองเรซูเม่ หากคุณยังไม่ถึงเกณฑ์นี้ ควรเร่งพัฒนาทักษะด่วน

เจาะจงคะแนนตามสายงาน

เช็คเกณฑ์ของสายอาชีพคุณให้ชัดเจนก่อนเริ่มอ่านหนังสือ เพราะการมุ่งเป้าไปที่คะแนน 900 อาจไม่จำเป็นหากบริษัทของคุณต้องการเพียงแค่ 650 คะแนน

คะแนนสูงสร้างผลตอบแทนรายเดือน

คะแนนระดับ 650-750 มักจะมาพร้อมกับเงินค่าภาษา (Language allowance) ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวตลอดอายุการทำงาน

คะแนนไม่ใช่ทุกอย่างของการทำงาน

เมื่อคุณสอบผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำแล้ว ทักษะการสื่อสารจริงตอนสัมภาษณ์และประสบการณ์ทำงาน จะกลายเป็นตัวตัดสินที่แท้จริงว่าคุณจะได้งานหรือไม่

การอ้างอิงไขว้

  • [1] Memmoread - ผู้สมัครที่มีคะแนนเกิน 650 มักจะได้รับการเรียกสัมภาษณ์เร็วกว่าผู้ที่ไม่มีคะแนนถึง 40 เปอร์เซ็นต์
  • [2] Memmoread - พนักงานที่มีคะแนน TOEIC เกิน 700 มักจะได้รับเงินค่าภาษา (Language Allowance) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 1,500 ถึง 3,000 บาทต่อเดือนในบริษัทเอกชนหลายแห่ง