อาชีพใดที่จะหายไปในอนาคต
อาชีพที่จะหายไปในอนาคต: งานที่ AI แย่งงาน
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายสาขาอาชีพในตลาดแรงงานปัจจุบัน. การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ อาชีพที่จะหายไปในอนาคต ช่วยให้พนักงานเตรียมความพร้อมและปรับทักษะเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง. การเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ช่วยลดความเสี่ยงจากการตกงานและรักษาความมั่นคงในหน้าที่การงานของตนเองได้ดียิ่งขึ้น.
อาชีพใดที่จะหายไปในอนาคตและผลกระทบจาก AI
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบันอาจทำให้หลายคนกังวลว่า อาชีพที่จะหายไปในอนาคต บ้าง ไม่ใช่ทุกงานที่จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ แต่กลุ่มงานที่มีลักษณะซ้ำซาก หรืองานเอกสารมักมีความเสี่ยงสูงที่สุด ข้อมูลระบุว่าอาชีพเหล่านี้อาจเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
กลุ่มงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อระบบอัตโนมัติ
งานบริการและงานเอกสารเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI)[2] พนักงานแคชเชียร์และพนักงานขายตั๋วเริ่มหายไปจากการขยายตัวของระบบบริการตนเอง ส่วนพนักงานคีย์ข้อมูลก็ถูกลดบทบาทลงเนื่องจาก AI สามารถประมวลผลข้อมูลได้แม่นยำและเร็วกว่าหลายเท่าตัว
นอกจากนี้ พนักงานธนาคารสาขาและพนักงานบริการลูกค้า (Call Center) ก็กำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ แชทบอทและบริการธนาคารผ่านมือถือเข้ามาทำหน้าที่แทนพนักงานแบบดั้งเดิมเกือบทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่าทักษะที่เคยสำคัญในอดีตกำลังถูกตั้งคำถาม
เจาะลึกอาชีพที่เสี่ยงถูก AI แย่งงาน
อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและการขนส่งก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ตัวแทนการท่องเที่ยวเริ่มถูกแทนที่ด้วยแพลตฟอร์มจองตั๋วออนไลน์ที่ผู้ใช้งานทำเองได้สะดวก และในอนาคตอันใกล้ รถยนต์ไร้คนขับอาจเปลี่ยนโฉมงานขับรถและรับส่งเอกสารไปอย่างสิ้นเชิง
ความก้าวหน้าของระบบแปลภาษา
นักแปลภาษาเบื้องต้นพบว่าตนเองกำลังเผชิญกับการแข่งขันจากระบบแปลภาษาที่ใช้โครงข่ายประสาทเทียม แม้ว่างานแปลเชิงสร้างสรรค์หรือเฉพาะทางยังคงต้องการมนุษย์ แต่ระดับความแม่นยำของ AI ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะแยกไม่ออกในหลายบริบทการสื่อสาร
แนวทางการปรับตัวในตลาดแรงงานยุค AI
ท่ามกลางความกังวล คำถามสำคัญคือเราจะอยู่รอดได้อย่างไร การพัฒนาทักษะที่ AI ทำแทนไม่ได้ เช่น การคิดวิเคราะห์เชิงลึก ทักษะการบริหารอารมณ์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น จึงเป็นกุญแจสำคัญ หลายคนเลือกที่จะเริ่มเรียนรู้ทักษะใหม่ตั้งแต่วันนี้เพื่อให้ทันต่อโลกที่เปลี่ยนไป
เปรียบเทียบระดับความเสี่ยงของสายงาน
ตารางด้านล่างแสดงระดับความเสี่ยงที่ AI จะเข้ามาแทนที่ในงานแต่ละลักษณะ
งานเสี่ยงสูง
- ถูกแทนที่ได้เกือบ 100%
- ทำซ้ำ (Repetitive), กฎเกณฑ์ชัดเจน
งานเสี่ยงต่ำ
- AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วย
- ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์, การตัดสินใจซับซ้อน
ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่างานนั้นต้องใช้มนุษย์ตัดสินใจบ่อยแค่ไหน งานที่มีกฎเกณฑ์ตายตัวมีแนวโน้มถูกแทนที่สูงกว่าการปรับตัวของสมชายในงานเอกสาร
สมชาย พนักงานคีย์ข้อมูลวัย 35 ปี ที่กรุงเทพฯ เริ่มรู้สึกไม่มั่นคงหลังจากบริษัทเริ่มนำซอฟต์แวร์ AI มาจัดการฐานข้อมูล เขาต้องทำงานเดิมซ้ำๆ และกังวลว่าบริษัทจะเลิกจ้าง
แทนที่จะรอให้บริษัทตัดสินใจ สมชายเริ่มฝึกทักษะด้านการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) หลังจากเลิกงานในช่วง 2 เดือนแรก
การเปลี่ยนจากการคีย์ข้อมูลมาเป็นผู้วิเคราะห์ข้อมูล ช่วยให้เขาสามารถให้ข้อเสนอแนะที่ AI ไม่สามารถสรุปได้ ทำให้หัวหน้าเห็นความสำคัญมากขึ้น
หลังจาก 6 เดือน สมชายได้รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลโครงการดิจิทัลของฝ่าย และลดความเสี่ยงจากการตกงานได้สำเร็จโดยใช้ความรู้เดิมที่มีอยู่
คำถามทั่วไป
มีวิธีไหนไหมที่จะรู้ว่าอาชีพเราอยู่ในกลุ่มที่เสี่ยง?
ลองสังเกตว่างานของคุณต้องตัดสินใจด้วยความรู้สึก หรือต้องวิเคราะห์ประเด็นที่ไม่เป็นกฎตายตัวหรือไม่ ถ้าใช่ อาชีพของคุณมักจะมีความเสี่ยงต่ำ
เราควรเริ่มปรับตัวตั้งแต่อายุเท่าไหร่?
ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ การเริ่มเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ หรือทักษะการทำงานร่วมกับ AI เป็นเรื่องที่ไม่สายเกินไป และส่งผลดีต่อความมั่นคงในระยะยาว
ประเด็นที่ควรทราบ
เลือกทักษะที่ AI ยากจะลอกเลียนแบบมุ่งเน้นที่ทักษะการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการสื่อสารระหว่างบุคคล
ผู้ที่รู้จักใช้ AI จะมีความได้เปรียบมากกว่าผู้ที่ต่อต้านมัน
การอ้างอิงไขว้
- [2] Tumtook - งานบริการและงานเอกสารเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต