เป็นโรคความดันสูงขึ้นเครื่องบินได้ไหม
เป็นโรคความดันสูงขึ้นเครื่องบินได้ไหม: ความเสี่ยงและวิธีดูแล
การเตรียมตัวก่อนเดินทางสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในห้องโดยสารเครื่องบิน การเข้าใจปัจจัยเสี่ยงและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องจะช่วยลดความกังวลและส่งเสริมความปลอดภัยตลอดการเดินทาง เป็นโรคความดันสูงขึ้นเครื่องบินได้ไหม ศึกษาข้อมูลการเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการละเลยสุขภาพในช่วงเวลานี้
เป็นโรคความดันสูงขึ้นเครื่องบินได้ไหม?
คำถามนี้อาจมีคำตอบที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับระดับความดันโลหิตและสุขภาพโดยรวมของแต่ละบุคคล ผู้ป่วยคนเป็นความดันสูงเดินทางด้วยเครื่องบินได้อย่างปลอดภัย หากสามารถควบคุมความดันตัวบน (Systolic) ไม่ให้เกิน 160 mmHg[1] และเตรียมยาให้พร้อมตลอดการเดินทาง ควรหลีกเลี่ยงการบินหากความดันยังสูงและไม่สามารถควบคุมได้
ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงกว่า 180/110 mmHg มีความเสี่ยงต่อภาวะฉุกเฉินระหว่างเที่ยวบินสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผู้ป่วยโรคความดันสูงมักมองข้ามเวลาจัดกระเป๋า -[3] ผมจะบอกรายละเอียดเรื่องนี้ในส่วนของการเตรียมตัวด้านล่าง พูดตามตรงนะ หลายคนมักกังวลแค่เรื่องความกดอากาศจนลืมปัจจัยอื่นที่ใกล้ตัวและจัดการได้ง่ายกว่ามาก
ร่างกายของคุณเมื่ออยู่บนความสูง 30,000 ฟุต
เมื่อเครื่องบินไต่ระดับขึ้นไป ความกดอากาศและปริมาณออกซิเจนในห้องโดยสารจะลดลงเทียบเท่ากับการยืนอยู่บนยอดเขาสูงประมาณ 6,000 ถึง 8,000 ฟุต ร[4] ่างกายจะตอบสนองด้วยการพยายามสูบฉีดเลือดให้เร็วขึ้น มันไม่ง่ายเลย. สำหรับคนปกติอาจแค่รู้สึกหูอื้อ - แต่นี่คือจุดที่น่าสนใจ - สำหรับคนเป็นโรคความดันโลหิตสูง หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อชดเชยปริมาณออกซิเจนที่หายไปในอากาศ
ความเสี่ยงและสิ่งที่ต้องระวังขณะเดินทาง
ความกังวลเกี่ยวกับอาการความดันโลหิตสูงกำเริบขณะอยู่บนเครื่องบินเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย ผมเองก็เคยรู้สึกมือเย็นและใจเต้นแรงตอนที่เครื่องบินตกหลุมอากาศอย่างรุนแรง ความดันโลหิตสูงขึ้นเครื่องบินอันตรายไหม ความเครียดและความกลัวสามารถกระตุ้นให้ความดันพุ่งสูงขึ้นได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
ภาวะขาดน้ำและลิ่มเลือดอุดตัน
ความชื้นในห้องโดยสารมักจะต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแห้งกว่าสภาพอากาศในทะเลทรายเสียอีก ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำทางลมหายใจและผิวหนังเร็วกว่าปกติ การขาดน้ำทำให้เลือดมีความข้นหนืดมากขึ้น และผู้โดยสารจะเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ขา (DVT) มากขึ้นถึงสามเท่าในเที่ยวบินที่ใช้เวลาเดินทางนานกว่า 4 ชั่วโมง[6] คุณต้องระวัง.
ข้อควรปฏิบัติผู้ป่วยความดันสูงก่อนขึ้นเครื่อง
กลับมาที่สิ่งสำคัญที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้น นั่นคือการจัดการกับยาควบคุมความดันของคุณ คนส่วนใหญ่โหลดกระเป๋าใบใหญ่ลงใต้ท้องเครื่องพร้อมกับยาเกือบทั้งหมด - นี่คือความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุด - เพราะถ้ากระเป๋าเกิดความล่าช้าหรือสูญหาย คุณจะไม่มีวิธีกินยาตามกำหนดเวลาเลย
สิ่งที่คุณควรทำคือพกยาสำหรับ 2 ถึง 3 วันติดตัวไว้ในกระเป๋าถือขึ้นเครื่องเสมอ นอกจากนี้ควรเตรียมใบรับรองแพทย์ภาษาอังกฤษที่ระบุโรคประจำตัวและรายชื่อยาที่คุณต้องใช้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาเวลาผ่านด่านตรวจความปลอดภัยที่สนามบิน
กลยุทธ์การเลือกที่นั่ง
การเลือกที่นั่งก็เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ. หากเป็นไปได้ ผมแนะนำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเลือกจองที่นั่งริมทางเดิน (Aisle Seat) เสมอ การนั่งริมหน้าต่างอาจทำให้คุณเกรงใจผู้โดยสารข้างๆ จนไม่กล้าลุกไปเข้าห้องน้ำหรือเดินยืดเส้นยืดสาย บ่อยครั้งที่คนเรานั่งเกร็งอยู่กับที่เป็นเวลานานจนเกิดอาการปวดเมื่อยและบวมที่ข้อเท้า วิธีเตรียมตัวก่อนบินสำหรับผู้ป่วยความดัน การเดินบนเครื่องบินช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตได้อย่างดีเยี่ยม
สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณควรเลื่อนตั๋วบิน
ไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมสำหรับการเดินทางทางอากาศ หากคุณมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจไม่ออก หรือเพิ่งปรับเปลี่ยนชนิดของยาควบคุมความดันในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเดินทางเสมอ การฝืนเดินทางทั้งที่ร่างกายไม่พร้อมอาจนำไปสู่เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์กลางอากาศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการลงจอดฉุกเฉินสูงในบางกรณี [7]
เปรียบเทียบการปฏิบัติตัวตามระยะเวลาเที่ยวบิน
วิธีการดูแลตัวเองบนเครื่องบินจะแตกต่างกันไปตามระยะเวลาที่คุณต้องอยู่บนท้องฟ้า นี่คือข้อพิจารณาที่สำคัญ
เที่ยวบินระยะสั้น (ไม่เกิน 4 ชั่วโมง)
- กินยาตามเวลาปกติที่บ้านก่อนหรือหลังเที่ยวบินได้โดยไม่ต้องปรับเวลา
- จิบน้ำเปล่า 1-2 แก้วตลอดเที่ยวบินก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
- การนั่งอยู่กับที่ตลอดเที่ยวบินมักไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง แต่ควรขยับข้อเท้าบ้าง
⭐ เที่ยวบินระยะยาว (มากกว่า 4 ชั่วโมงขึ้นไป)
- ต้องคำนวณเวลาข้ามโซน (Time Zone) และปรึกษาแพทย์เพื่อปรับตารางการกินยาให้เหมาะสม
- งดแอลกอฮอล์และคาเฟอีนเด็ดขาด เน้นดื่มน้ำเปล่าให้ได้ประมาณ 200-250 มล. ทุกชั่วโมง
- บังคับตัวเองให้ลุกเดินไปห้องน้ำหรือยืดเส้นยืดสายทุกๆ 1-2 ชั่วโมงเพื่อป้องกัน DVT
ประสบการณ์เที่ยวบินข้ามทวีปของคุณสมชาย
สมชาย ชายวัย 55 ปีจากกรุงเทพฯ มีคิวต้องบินไปลอนดอนเพื่อเยี่ยมลูกสาว เขามีโรคความดันโลหิตสูงที่เพิ่งปรับยาใหม่ได้ไม่นาน สมชายกังวลมากและกลัวว่าความดันจะพุ่งระหว่างเที่ยวบินยาว 12 ชั่วโมง
เขากินยาลดความดันก่อนขึ้นเครื่อง 1 ชั่วโมงตามปกติ แต่พอเครื่องขึ้นได้สักพัก เขาดื่มกาแฟไป 2 แก้วเพราะกลัวจะง่วงนอนและพลาดมื้ออาหาร ผลคือเขาเริ่มใจสั่นรัวและรู้สึกปวดหัวตึบๆ ตลอด 3 ชั่วโมงแรก
เขาตัดสินใจกดเรียกพนักงานต้อนรับเพื่อขอน้ำเปล่า 2 ขวดใหญ่ และเดินไปยืดเส้นยืดสายที่บริเวณหน้าห้องน้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เขาหยุดดื่มคาเฟอีนอย่างเด็ดขาดและหันมาจิบน้ำเปล่าแทน
อาการปวดหัวค่อยๆ หายไป สมชายลงจากเครื่องได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน บทเรียนที่เขาได้คือ คาเฟอีนและภาวะขาดน้ำบนเครื่องบินอันตรายกว่าที่คิด และการขยับร่างกายคือวิธีแก้เครียดที่ดีที่สุด
สรุปแบบรายการ
ควบคุมความดันก่อนเดินทางตรวจสอบให้แน่ใจว่าความดันตัวบน (Systolic) ของคุณไม่เกิน 160 mmHg ก่อนวางแผนขึ้นเครื่องบิน
พกยาติดตัวเสมอแบ่งยาใส่กระเป๋าถือขึ้นเครื่องให้เพียงพอสำหรับ 2 ถึง 3 วัน พร้อมใบรับรองแพทย์ภาษาอังกฤษ
ป้องกันภาวะขาดน้ำหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอเพื่อลดความเสี่ยงภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ขา
รวบรวมความรู้
ความดันโลหิตสูงขึ้นเครื่องบินอันตรายไหม?
ไม่อันตรายหากคุณควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ (ตัวบนไม่เกิน 160 mmHg) อย่างไรก็ตาม คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนเดินทางทุกครั้งหากมีโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย
ฉันสามารถพกยาความดันขึ้นเครื่องบินได้หรือไม่?
นำขึ้นได้แน่นอน และควรพกใส่กระเป๋าถือขึ้นเครื่องไว้เสมอ ห้ามโหลดลงใต้ท้องเครื่องเด็ดขาด เพื่อป้องกันกรณีกระเป๋าสูญหายหรือสัมภาระเกิดความล่าช้า
ความเครียดจากการเดินทางส่งผลต่อความดันโลหิตหรือไม่?
ส่งผลอย่างมาก ความกังวลเกี่ยวกับการตกเครื่องหรือด่านตรวจความปลอดภัยสามารถกระตุ้นให้ความดันสูงขึ้นชั่วคราว ควรเผื่อเวลาเดินทางไปสนามบินอย่างน้อย 3 ชั่วโมงเพื่อลดความตึงเครียด
ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น และไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ สภาพร่างกายของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน โปรดปรึกษาแพทย์ประจำตัวของคุณทุกครั้งก่อนวางแผนการเดินทางหรือปรับเปลี่ยนการใช้ยา หากมีอาการผิดปกติรุนแรง ควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที
แหล่งอ้างอิง
- [1] Thaiairways - ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงสามารถขึ้นเครื่องบินได้อย่างปลอดภัย หากสามารถควบคุมความดันตัวบน (Systolic) ไม่ให้เกิน 160 mmHg
- [3] Omronhealthcare-ap - มีสิ่งหนึ่งที่ผู้ป่วยโรคความดันสูงกว่าร้อยละ 80 มักมองข้ามเวลาจัดกระเป๋า
- [4] En - เมื่อเครื่องบินไต่ระดับขึ้นไป ความกดอากาศและปริมาณออกซิเจนในห้องโดยสารจะลดลงเทียบเท่ากับการยืนอยู่บนยอดเขาสูงประมาณ 6,000 ถึง 8,000 ฟุต
- [6] Pmc - ผู้โดยสารจะเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ขา (DVT) มากขึ้นถึงสามเท่าในเที่ยวบินที่ใช้เวลาเดินทางนานกว่า 4 ชั่วโมง
- [7] Thepointsguy - การฝืนเดินทางทั้งที่ร่างกายไม่พร้อมอาจนำไปสู่เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์กลางอากาศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการลงจอดฉุกเฉินสูงถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐในบางกรณี
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต