ควรใส่ reference ไหม

0 ครั้งเข้าชม
ควรใส่ reference ในเรซูเม่ไหม ไม่จำเป็นสำหรับเรซูเม่ทั่วไป เพราะนายจ้างขอข้อมูลอ้างอิงในขั้นตอนภายหลังได้ การเว้นส่วน reference ช่วยให้เนื้อหากระชับและระบุว่ามีให้เมื่อร้องขอเพื่อความเป็นมืออาชีพ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ควรใส่ reference ในเรซูเม่ไหม คำตอบที่นายจ้างคาดหวัง

ควรใส่ reference ในเรซูเม่ไหม เป็นคำถามสำคัญเพราะการจัดวางข้อมูลส่งผลต่อภาพลักษณ์มืออาชีพ การตัดสินใจที่ถูกต้องทำให้เรซูเม่อ่านง่าย โฟกัสผลงาน และลดความรกของหน้าเอกสาร แนวทางนี้ช่วยให้ผู้คัดเลือกประเมินได้รวดเร็วและชัดเจน

ควรใส่ Reference ในเรซูเม่ไหม? คำตอบที่ช่วยให้คุณดูเป็นมืออาชีพขึ้นทันที

คำตอบที่สั้นและตรงไปตรงมาที่สุดคือ โดยปกติแล้วคุณไม่จำเป็นต้องใส่รายชื่อบุคคลอ้างอิง (Reference) ลงในเรซูเม่ตั้งแต่แรก เว้นแต่บริษัทจะระบุไว้อย่างชัดเจนในประกาศรับสมัครงาน การเว้นที่ว่างไว้เพื่อโชว์ทักษะและผลงานที่โดดเด่นนั้นมีประโยชน์ต่อการถูกเรียกสัมภาษณ์มากกว่าการใส่ชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของหัวหน้าเก่าลงไป

หากถามว่า บุคคลอ้างอิง resume จำเป็นไหม การใส่บุคคลอ้างอิงลงไปเลยอาจทำให้คุณดูเป็นคนรุ่นเก่าหรือยังไม่เข้าใจกระบวนการจ้างงานสมัยใหม่ด้วยซ้ำ - และนี่คือสิ่งที่เซอร์ไพรส์คนทำงานหลายคน - ผู้จัดการฝ่ายจ้างงานส่วนใหญ่มักจะไม่โทรเช็กประวัติใครจนกว่าจะแน่ใจว่าคุณคือคนที่ใช่จริงๆ ซึ่งนั่นมักจะเป็นช่วงหลังจากการสัมภาษณ์รอบสุดท้ายเสร็จสิ้นลงแล้วเท่านั้น

ทำไมพื้นที่ในเรซูเม่ถึงสำคัญกว่าชื่อบุคคลอ้างอิง?

เรซูเม่ที่ดีควรมีความยาวเพียง 1 หน้ากระดาษสำหรับผู้มีประสบการณ์ทำงานไม่เกิน 10 ปี การใส่รายชื่อบุคคลอ้างอิง 2-3 คน พร้อมตำแหน่งและข้อมูลติดต่อ มักจะกินพื้นที่ไปประมาณ 10-15% ของพื้นที่ทั้งหมดบนหน้ากระดาษ พื้นที่ส่วนนี้มีค่ามากเกินกว่าจะเสียไปกับข้อมูลที่ฝ่ายบุคคลยังไม่ต้องการในทันที

ข้อมูลจากการสำรวจกลุ่มผู้สรรหาบุคลากรพบว่า ส่วนใหญ่ ของฝ่ายบุคคลจะเริ่มตรวจสอบ reference ในใบสมัครงาน เฉพาะกับผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายแล้วเท่านั้น[1] การดึงข้อมูลส่วนนี้ออกแล้วเติมด้วยโปรเจกต์ที่เคยทำ หรือผลลัพธ์ที่เป็นตัวเลข (เช่น เพิ่มยอดขายได้ 20% ภายใน 6 เดือน) จะช่วยสร้างความประทับใจได้มากกว่าหลายเท่าตัวนัก

ผมเคยเห็นเคสหนึ่ง (และนี่เป็นบทเรียนราคาแพง) ที่ผู้สมัครใส่เบอร์โทรศัพท์ของอดีตหัวหน้าไว้ในเรซูเม่ที่ฝากไว้บนเว็บรับสมัครงานทั่วไป ปรากฏว่าหัวหน้าคนนั้นโดนบริษัทจัดหางานโทรไปรบกวนทั้งวันจนเขารู้สึกไม่พอใจ สุดท้ายเมื่อถึงเวลาที่ต้องอ้างอิงจริงๆ หัวหน้าคนนั้นกลับไม่ได้ให้ข้อมูลในเชิงบวกเท่าที่ควรเพราะความรำคาญใจที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

จริยธรรมและกฎหมาย PDPA ที่คนหางานมักมองข้าม

ในยุคที่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) การส่งข้อมูลติดต่อของผู้อื่นให้บุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอาจผิดกฎหมายได้ การระบุขั้นตอน การใส่ reference เรซูเม่ ด้วยการใส่ชื่อและเบอร์โทรของหัวหน้าเก่าลงในเรซูเม่แล้วส่งหว่านไปหลายสิบบริษัท คือการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของเขาโดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการคิดไปเองว่าหัวหน้าคงไม่ว่าอะไร (ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นสมัยเรียนจบใหม่ๆ) แต่ความจริงคือคุณควรขออนุญาตเขาทุกครั้งก่อนที่จะให้ข้อมูลใครไป การบอกฝ่ายบุคคลว่า References available upon request หรือ ข้อมูลบุคคลอ้างอิงจะจัดส่งให้เมื่อมีการร้องขอ ไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดพื้นที่ แต่คือการแสดงความเป็นมืออาชีพและการเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นด้วย

เมื่อไหร่ที่คุณ "ควร" ใส่ Reference ลงไปเลย?

แน่นอนว่าทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้น มีบางสถานการณ์ที่คุณควรใส่ข้อมูล reference ในใบสมัครงาน ลงไปในเรซูเม่ทันทีเพื่อให้การพิจารณารวดเร็วขึ้น: ประกาศงานระบุชัดเจน: หากใน Job Description บอกว่าต้องใส่ Reference ห้ามละเลยเด็ดขาด เพราะนั่นคือบททดสอบแรกว่าคุณอ่านคำสั่งครบถ้วนหรือไม่ การสมัครงานราชการหรือหน่วยงานรัฐ: หลายแห่งยังคงใช้แบบฟอร์มมาตรฐานที่บังคับให้กรอกข้อมูลส่วนนี้ตั้งแต่ต้น

สำหรับคำถามที่ว่า เขียนเรซูเม่ต้องใส่ reference หรือเปล่า สำหรับบริษัทไอที สตาร์ทอัพ หรือบริษัทเอกชนสมัยใหม่ส่วนใหญ่ในไทย การรอให้เขาเป็นฝ่ายร้องขอเป็นวิธีที่ปลอดภัยและดูเป็นสากลมากกว่า จำไว้ว่าเป้าหมายของเรซูเม่คือการทำให้คุณได้สัมภาษณ์ ส่วนเป้าหมายของ Reference คือการยืนยันว่าสิ่งที่คุณพูดในการสัมภาษณ์นั้นเป็นเรื่องจริง

วิธีการเตรียมรายชื่อบุคคลอ้างอิงให้พร้อม (Reference List)

นอกจากนี้ วิธีใส่ reference ที่ถูกต้อง คือแทนที่จะใส่ลงในเรซูเม่ ให้คุณทำไฟล์แยกต่างหากอีกหนึ่งไฟล์เตรียมไว้ เมื่อผ่านการสัมภาษณ์รอบแรกแล้วฝ่ายบุคคลมักจะส่งอีเมลมาขอข้อมูลส่วนนี้ คุณเพียงแค่ส่งไฟล์ที่เตรียมไว้อย่างสวยงามไปให้ วิธีนี้จะทำให้คุณดูเตรียมพร้อมและมีความเป็นระบบสูงมาก

สุดท้ายแล้วการตัดสินใจว่า ควรใส่ reference ในเรซูเม่ไหม ควรเลือกคนที่เคยทำงานกับคุณโดยตรงอย่างน้อย 1-2 ปี และสามารถตอบคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำงานของคุณได้ ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่าประมาณ 34% ของผู้สมัครที่ผ่านรอบสุดท้ายมักจะพลาดงานเพราะบุคคลอ้างอิงให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้สมัครกล่าวอ้าง [3] หรือให้ข้อมูลในเชิงลบโดยไม่ตั้งใจ

เปรียบเทียบ: ใส่ VS ไม่ใส่ Reference ในเรซูเม่

การตัดสินใจว่าจะจัดการกับส่วนบุคคลอ้างอิงอย่างไร มีผลต่อภาพลักษณ์และความสะดวกในการสมัครงานของคุณ ดังนี้

แบบใส่ข้อมูลครบถ้วนตั้งแต่แรก

  • ดีสำหรับงานราชการหรือบริษัทที่ระบุว่าต้องการข้อมูลทันที
  • มีความเสี่ยงที่จะละเมิด PDPA หากไม่ได้ขออนุญาตอย่างเป็นทางการ
  • เสียพื้นที่ 10-15% ที่ควรจะใช้เขียนทักษะหรือผลงาน

แบบระบุว่าพร้อมให้เมื่อร้องขอ (แนะนำ ⭐)

  • ดูเป็นมืออาชีพ เข้าใจมาตรฐานสากลของการรับสมัครงานยุคใหม่
  • มีความปลอดภัยสูง ปกป้องข้อมูลของหัวหน้าเก่าได้ดีกว่า
  • ประหยัดพื้นที่หน้ากระดาษได้มาก โฟกัสที่ Achievement ได้เต็มที่
สำหรับการสมัครงานในบริษัทเอกชนทั่วไป การไม่ใส่รายละเอียดบุคคลอ้างอิงลงไปเลยคือทางเลือกที่ดีกว่า เพราะช่วยให้คุณมีพื้นที่โชว์ความสามารถได้มากขึ้น และยังเป็นการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับบุคคลอ้างอิงของคุณด้วยการไม่ให้เบอร์โทรศัพท์ของพวกเขารั่วไหลไปโดยไม่จำเป็น

เคสของ 'ก้อง' โปรแกรมเมอร์สายรีบกับบทเรียนเรื่องความเป็นส่วนตัว

ก้อง โปรแกรมเมอร์วัย 27 ปีในกรุงเทพฯ กำลังหางานใหม่และอยากได้งานเร็วๆ เขาจึงใส่ชื่อและเบอร์โทรส่วนตัวของ CTO บริษัทเก่าลงในเรซูเม่แล้วส่งใบสมัครไปกว่า 50 แห่งผ่านแพลตฟอร์มหางานออนไลน์

ก้องคิดว่าการให้ข้อมูลครบจะช่วยให้ HR ตัดสินใจง่ายขึ้น แต่กลายเป็นว่าเขาโดน CTO เรียกไปตำหนิอย่างหนัก เพราะมีบริษัทจัดหางาน (Recruiter) โทรไปเสนอขายบริการและถามประวัติก้องทั้งที่เขายังไม่ได้เริ่มสัมภาษณ์ที่ไหนเลย

ก้องตระหนักว่าเขาทำผิดพลาดเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เขาจึงรีบแก้ไขเรซูเม่โดยเปลี่ยนเป็นข้อความระบุว่าพร้อมให้ข้อมูลเมื่อร้องขอ และติดต่อไปขอโทษอดีต CTO พร้อมอธิบายเหตุผลอย่างจริงใจ

หลังจากปรับวิธี ก้องได้สัมภาษณ์กับบริษัทชั้นนำ และเมื่อถึงขั้นตอนขอ Reference เขาสามารถส่งไฟล์รายชื่อที่ผ่านการขออนุญาตมาอย่างดีให้ HR ได้ทันที ผลคือเขาได้งานใหม่ด้วยเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น 30% และยังรักษาความสัมพันธ์กับ CTO คนเดิมไว้ได้

มุมมองโดยรวม

พื้นที่ในเรซูเม่คืออสังหาริมทรัพย์ที่มีค่า

ใช้พื้นที่ 10-15% นั้นเพื่อโชว์ทักษะและผลงานที่เป็นรูปธรรม ดีกว่าใส่ชื่อคนอ้างอิงที่ HR ยังไม่อยากโทรหาในตอนนี้

หากต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม สามารถอ่าน Reference ใส่ใครได้บ้าง เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดครับ
เคารพ PDPA และความเป็นส่วนตัว

ขออนุญาตบุคคลอ้างอิงทุกครั้งก่อนให้ข้อมูล และแจ้งพวกเขาเมื่อมีบริษัทกำลังจะโทรไป เพื่อให้เขาเตรียมตัวให้ข้อมูลที่ดีที่สุดเกี่ยวกับคุณ

เตรียม Reference List แยกเป็นไฟล์ต่างหาก

การมีไฟล์ PDF แยกต่างหากที่มีข้อมูลครบถ้วน (ชื่อ ตำแหน่ง ความสัมพันธ์ ข้อมูลติดต่อ) จะทำให้คุณดูเป็นคนมีระบบและเป็นมืออาชีพมากในสายตา HR

คำถามในหัวข้อเดียวกัน

ควรใช้เพื่อนสนิทหรือญาติเป็น Reference ไหม?

ไม่ควรอย่างยิ่งครับ เพราะข้อมูลจะดูไม่มีน้ำหนักและขาดความน่าเชื่อถือ ฝ่ายบุคคลต้องการฟังความเห็นจากคนที่เคยทำงานกับคุณจริงๆ เช่น หัวหน้างาน เพื่อนร่วมทีม หรือลูกค้า เพื่อประเมินความเป็นมืออาชีพของคุณ

ถ้าบริษัทแรกที่ทำงานด้วยจบไม่สวย ควรทำอย่างไร?

คุณไม่จำเป็นต้องใช้หัวหน้าจากบริษัทนั้นเสมอไปครับ คุณสามารถเลือกใช้หัวหน้าจากบริษัทถัดมา หรือถ้าเป็นเด็กจบใหม่ สามารถใช้อาจารย์ที่ปรึกษาหรือหัวหน้าตอนฝึกงานแทนได้ สิ่งสำคัญคือต้องเป็นคนที่พูดถึงผลงานคุณในแง่ดี

ปกติแล้วฝ่ายบุคคลจะโทรหา Reference ตอนไหน?

ส่วนใหญ่จะโทรในช่วง 'Final Stage' หรือหลังจากที่คุณผ่านการสัมภาษณ์ทุกรอบแล้วและพวกเขากำลังจะตัดสินใจยื่น Offer ให้คุณครับ การเช็ก Reference เป็นขั้นตอนสุดท้ายเพื่อรีเช็กความถูกต้องก่อนเซ็นสัญญา

การอ้างอิงไขว้

  • [1] Roberthalf - ข้อมูลจากการสำรวจกลุ่มผู้สรรหาบุคลากรพบว่า ส่วนใหญ่ ของฝ่ายบุคคลจะเริ่มตรวจสอบบุคคลอ้างอิงเฉพาะกับผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายแล้วเท่านั้น
  • [3] Prnewswire - ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่าประมาณ 34% ของผู้สมัครที่ผ่านรอบสุดท้ายมักจะพลาดงานเพราะบุคคลอ้างอิงให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้สมัครกล่าวอ้าง