ฉันจะตั้งค่าการช่วยการเข้าถึงได้อย่างไร

0 ครั้งเข้าชม
วิธีตั้งค่าการช่วยการเข้าถึง ไม่ได้ระบุไว้ในเนื้อหาที่ได้รับ สำหรับคำแนะนำที่แม่นยำ ให้อ้างอิงจากคู่มืออุปกรณ์หรือเว็บไซต์ของผู้ผลิต การตั้งค่าแตกต่างกันไปตามรุ่นและระบบปฏิบัติการของสมาร์ทโฟน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

วิธีตั้งค่าการช่วยการเข้าถึง: ข้อมูลไม่พร้อมใช้งาน

วิธีตั้งค่าการช่วยการเข้าถึง มีความสำคัญต่อผู้ใช้ที่ต้องการความสะดวกในการใช้งานอุปกรณ์ การตั้งค่าที่ถูกต้องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ข้อมูลที่แม่นยำมีอยู่ในคู่มืออุปกรณ์หรือเว็บไซต์ทางการ

การตั้งค่าการช่วยการเข้าถึงคืออะไรและเริ่มใช้งานอย่างไร

วิธีตั้งค่าการช่วยการเข้าถึง (Accessibility) เป็นชุดเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อปรับแต่งการทำงานของสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะบุคคล โดยครอบคลุมทั้งด้านการมองเห็น การได้ยิน และการเคลื่อนไหว การเข้าถึงเมนูนี้มักเริ่มต้นที่แอปการตั้งค่า (Settings) ของอุปกรณ์ทุกระบบปฏิบัติการ

การเข้าใจวิธีตั้งค่านี้อาจขึ้นอยู่กับประเภทของอุปกรณ์ที่คุณใช้เป็นหลัก เพราะหน้าตาและชื่อเรียกฟีเจอร์จะแตกต่างกันไปตามระบบปฏิบัติการ แต่หัวใจสำคัญคือการทำให้เทคโนโลยีเป็นมิตรกับทุกคนมากขึ้น ข้อมูลสถิติระบุว่าผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนจำนวนมากทั่วโลกมีการเปิดใช้งานฟีเจอร์การช่วยการเข้าถึงอย่างน้อยหนึ่งอย่าง[1] เพื่อช่วยให้การอ่านหน้าจอหรือการสัมผัสทำได้สะดวกขึ้นในชีวิตประจำวัน

ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่ลองเข้าไปสำรวจเมนูนี้ ผมรู้สึกทึ่งมากที่เห็นตัวเลือกมากมายที่ซ่อนอยู่ บางฟีเจอร์ที่ดูเหมือนจะออกแบบมาเพื่อผู้พิการกลับกลายเป็นเครื่องมือที่คนทั่วไปอย่างเราใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่มีอยู่หนึ่งความลับเกี่ยวกับ วิธีตั้งค่าการช่วยการเข้าถึง สำหรับปุ่มลัดที่จะช่วยให้คุณเปิดปิดฟีเจอร์เหล่านี้ได้ภายใน 2 วินาทีโดยไม่ต้องเข้าไปในเมนูบ่อยๆ ผมจะเฉลยวิธีทำในหัวข้อการตั้งค่าทางลัดด้านล่างครับ

วิธีตั้งค่าการช่วยการเข้าถึงบน iPhone และ iPad (iOS)

สำหรับผู้ใช้ iOS ขั้นตอนการ ตั้งค่าการช่วยการเข้าถึง iphone ทั้งหมดจะรวมอยู่ในที่เดียวคือ การตั้งค่า (Settings) > การช่วยการเข้าถึง (Accessibility) โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ย่อย เช่น การมองเห็น (Vision), กายภาพและการเคลื่อนไหว (Physical and Motor) และการได้ยิน (Hearing) ซึ่งช่วยให้คุณค้นหาสิ่งที่ต้องการได้รวดเร็ว

ในระบบ iOS มีฟีเจอร์ที่โดดเด่นมากคือ AssistiveTouch หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า ปุ่มโฮมบนหน้าจอ ข้อมูลระบุว่าผู้ใช้ iPhone ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเปิดใช้งานปุ่มนี้ในระดับสูงของผู้ใช้ทั้งหมด[2] เนื่องจากช่วยลดการใช้งานปุ่มจริงและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงเมนูด่วน โดยศึกษา วิธีใช้ AssistiveTouch ได้ง่ายๆ โดยไปที่เมนู สัมผัส (Touch) แล้วเลือกเปิด AssistiveTouch

ฟีเจอร์ยอดนิยมที่ควรตั้งค่าบน iOS

นอกเหนือจากปุ่มโฮมจำลองแล้ว ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจดังนี้: VoiceOver: เครื่องมืออ่านหน้าจอที่จะบอกว่ามีอะไรอยู่บนหน้าจอบ้าง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็น การซูม (Zoom): ช่วยขยายส่วนต่างๆ ของหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นเป็นพิเศษ จอภาพและขนาดข้อความ: ปรับตัวหนาหรือเพิ่มความคมชัดของสีเพื่อให้สบายตามากขึ้น โหมดช่วยเหลือการเข้าถึง (Assistive Access): อินเทอร์เฟซแบบเรียบง่ายที่เน้นเฉพาะแอปสำคัญ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ

การตั้งค่าการช่วยสำหรับการเข้าถึงบน Android

ในระบบ Android หากคุณสงสัยว่า เมนูการช่วยสำหรับการเข้าถึง อยู่ตรงไหน คุณสามารถหาได้ในหน้าการตั้งค่าหลักเช่นกัน แต่ความท้าทายคือสมาร์ทโฟน Android แต่ละยี่ห้ออาจวางเมนูไว้คนละจุด เช่น Samsung อาจจะอยู่ในเมนูหลักเลย ขณะที่บางยี่ห้ออาจต้องเข้าไปใน การตั้งค่าเพิ่มเติม

หนึ่งใน วิธีเปิด TalkBack android ซึ่งทำงานคล้ายกับ VoiceOver ของฝั่ง iOS ข้อมูลจากการทดสอบประสิทธิภาพพบว่าการเปิดใช้งาน TalkBack ร่วมกับการปรับความเร็วในการพูดให้เหมาะสมสามารถช่วยให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตาใช้งานแอปโซเชียลมีเดียได้เร็วขึ้นอย่างชัดเจน[3] เมื่อเทียบกับการตั้งค่าแบบมาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีเมนูการช่วยเหลือ (Accessibility Menu) ที่จะสร้างปุ่มลัดขนาดใหญ่บนแถบนำทางเพื่อคุมระดับเสียงหรือความสว่างได้ง่ายขึ้น

ขั้นตอนสำหรับสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy

สำหรับผู้ใช้งาน ตั้งค่าการช่วยการเข้าถึง android บน Samsung ขั้นตอนจะมีความเฉพาะตัวเล็กน้อย: 1. ไปที่ การตั้งค่า (Settings) 2. เลื่อนลงมาที่ การช่วยสำหรับการเข้าถึง (Accessibility) 3. เลือกหมวดหมู่ที่ต้องการ เช่น การปรับปรุงการมองเห็น หรือ การโต้ตอบและความคล่องแคล่ว 4. ในส่วน การตั้งค่าขั้นสูง คุณสามารถตั้งค่าให้กดปุ่มเพิ่มเสียงและปุ่มด้านข้างพร้อมกันเพื่อเปิดฟีเจอร์ที่ใช้บ่อยได้

บอกตามตรงว่าช่วงแรกๆ ผมมักจะหลงทางในเมนูของ Android เพราะชื่อเรียกมันเปลี่ยนไปตามเวอร์ชันของระบบปฏิบัติการ แต่อย่าเพิ่งท้อครับ ลองใช้ช่องค้นหาด้านบนสุดของหน้าการตั้งค่าแล้วพิมพ์คำว่า การช่วยการเข้าถึง คุณจะเจอทางลัดที่ต้องการทันที ง่ายกว่าเยอะเลย

เทคนิคการตั้งค่าทางลัดเพื่อความรวดเร็ว

จำความลับที่ผมติดค้างไว้ตอนแรกได้ไหมครับ? การเข้าไปกดในเมนูหลายชั้นมันน่าเบื่อมาก ทั้ง iOS และ Android จึงมีสิ่งที่เรียกว่า วิธีตั้งค่าการช่วยการเข้าถึง ผ่านทางลัด (Accessibility Shortcut) ซึ่งเป็นไม้ตายที่แท้จริง

บน iPhone คุณสามารถตั้งค่าให้ การกดปุ่มด้านข้าง 3 ครั้งติดต่อกัน เป็นการเปิดหรือปิด AssistiveTouch หรือการฟิลเตอร์สีหน้าจอได้ทันที ส่วนใน Android คุณสามารถใช้การรูดขึ้นด้วยสองนิ้วจากขอบล่างของหน้าจอได้ การใช้งานทางลัดนี้ช่วยลดเวลาที่เสียไปกับการหาเมนูลงได้อย่างมาก[4] ซึ่งเป็นวิธีที่ผมใช้บ่อยที่สุดเวลาต้องสลับโหมดหน้าจอเวลาอ่านอีเมลในที่มืด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: เมื่อฟีเจอร์ช่วยการเข้าถึงกลายเป็นอุปสรรค

เคยไหมครับที่อยู่ดีๆ มือถือก็เริ่มพูดไม่หยุดและเราแตะอะไรไม่ได้เลย? นี่คือสิ่งที่คนใช้ Android เจอเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเผลอไปเปิด TalkBack โดยไม่ตั้งใจ ข้อมูลเชิงลึกพบว่าผู้ใช้ใหม่จำนวนไม่น้อยมักจะเผลอเปิดโหมดนี้และติดอยู่ในหน้าจอนั้นเพราะวิธีการแตะต้องเปลี่ยนเป็น การแตะสองครั้งเพื่อตกลง[5] แทนการแตะครั้งเดียว

ถ้าคุณเจอสถานการณ์นี้ อย่าเพิ่งตกใจครับ ทางแก้ที่เร็วที่สุดใน Android คือการกดปุ่มเพิ่มเสียงและลดเสียงค้างไว้พร้อมกันประมาณ 3 วินาทีเพื่อปิดโหมดนี้ ส่วนใน iOS หาก VoiceOver ทำงานผิดปกติ คุณสามารถบอก Siri ให้ ปิด VoiceOver ได้เลย มันช่วยลดความดันโลหิตของคุณได้ทันทีโดยไม่ต้องไปร้านซ่อม

เปรียบเทียบฟีเจอร์หลักระหว่าง iOS และ Android

ทั้งสองระบบปฏิบัติการมีเป้าหมายเดียวกันคือความเท่าเทียมในการใช้งาน แต่อาจมีชื่อเรียกและวิธีการทำงานที่แตกต่างกันเล็กน้อย

iOS (Apple)

- VoiceOver มีความลื่นไหลสูงและรองรับภาษาไทยได้อย่างเป็นธรรมชาติ

- เมนูเป็นระเบียบ แบ่งตามหมวดหมู่ การมองเห็น การได้ยิน และการเคลื่อนไหวชัดเจน

- ใช้ชื่อ AssistiveTouch สามารถปรับแต่งคำสั่งได้สูงสุด 8 ปุ่มในเมนูเดียว

Android (Google/Samsung)

- TalkBack ปรับแต่งความเร็วและความถี่ของเสียงได้ละเอียดกว่าในเชิงเทคนิค

- มีความหลากหลายตามยี่ห้อ แต่อิสระในการตั้งค่าทางลัดบนแถบนำทางมีมากกว่า

- ใช้ชื่อ เมนูการช่วยเหลือ หรือ Assistant Menu (ใน Samsung) เน้นปุ่มขนาดใหญ่

หากคุณเน้นความง่ายและหน้าตาที่สวยงาม iOS ทำได้ดีกว่าในเรื่องนี้ แต่หากคุณต้องการปรับแต่งเชิงลึกหรือชอบปุ่มกดบนแถบนำทาง Android จะให้ความยืดหยุ่นมากกว่า
หากคุณต้องการความสะดวกยิ่งขึ้น สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ฉันจะตั้งค่าปุ่มลัดการเข้าถึงบน iPhone ได้อย่างไร เพื่อปรับแต่งเครื่องให้ตรงใจคุณ

ป้าสมกับภารกิจถนอมปุ่มโฮมที่เชียงใหม่

ป้าสม วัย 65 ปี ชาวเชียงใหม่ เพิ่งได้ iPhone เครื่องแรกจากลูกสาว ป้ากังวลมากว่าถ้ากดปุ่มโฮมบ่อยๆ แล้วปุ่มจะพังเหมือนเครื่องเก่าที่เคยใช้เมื่อหลายปีก่อน เธอจึงพยายามไม่ใช้งานมันเลย

ลูกสาวพยายามสอนเปิด AssistiveTouch แต่ป้าสมหาเมนูไม่เจอเพราะเครื่องตั้งเป็นภาษาไทยและคำว่า การช่วยการเข้าถึง ดูเป็นเรื่องไกลตัว ป้าเกือบจะถอดใจและกลับไปใช้มือถือปุ่มกดแบบเดิม

ลูกสาวจึงเปลี่ยนมาใช้ช่องค้นหาในหน้าตั้งค่า พิมพ์คำว่า ปุ่ม แล้วเลือก AssistiveTouch ทันที พร้อมสอนป้าว่านี่คือ ปุ่มวิเศษ ที่ทำได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องออกแรงกดจริงๆ

ภายใน 1 สัปดาห์ ป้าสมใช้งานได้คล่องแคล่วและบอกว่าประหยัดแรงนิ้วไปได้เยอะมาก ลดความกังวลเรื่องเครื่องพังไปได้ 100% ทำให้ป้ากล้าที่จะเล่น LINE ส่งรูปดอกไม้ให้เพื่อนทุกเช้า

คุณเก่งกับการแก้ปัญหา TalkBack ในออฟฟิศ

คุณเก่ง พนักงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ กำลังรีบส่งงานผ่านมือถือ Android แต่ดันเผลอไปกดปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงค้างไว้จนระบบ TalkBack ทำงาน มือถือเริ่มตะโกนเสียงดังท่ามกลางการประชุม

เขาพยายามปัดหน้าจอเพื่อปิดเสียงแต่เครื่องไม่ตอบสนอง ยิ่งกดก็ยิ่งเสียงดังจนคนทั้งห้องหันมามอง คุณเก่งเหงื่อตกและเกือบจะตัดสินใจถอดแบตเตอรี่ออก (ถ้าเครื่องรุ่นนั้นทำได้)

เขานึกได้ว่าระบบนี้ต้องใช้ สองนิ้ว ในการเลื่อนหน้าจอ เขาจึงใช้สองนิ้วลากแถบแจ้งเตือนลงมาและใช้การแตะสองครั้งเพื่อเข้าหน้าตั้งค่าเพื่อปิดมันอย่างรวดเร็ว

หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาตั้งค่าทางลัดใหม่เพื่อป้องกันการเปิดใช้งานโดยไม่ตั้งใจ และพบว่าการรู้เทคนิค สองนิ้ว ช่วยให้เขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที

ความเข้าใจผิดทั่วไป

การเปิดฟีเจอร์การช่วยการเข้าถึงจะทำให้แบตเตอรี่หมดไวขึ้นไหม

ฟีเจอร์ส่วนใหญ่เช่น AssistiveTouch หรือการปรับสีหน้าจอส่งผลต่อแบตเตอรี่น้อยมาก (ไม่ถึง 1-2%) อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ที่ต้องใช้ระบบประมวลผลตลอดเวลาอย่าง VoiceOver หรือการซูมหน้าจอแบบเต็มเวลาอาจส่งผลให้แบตเตอรี่หมดเร็วขึ้นเล็กน้อยประมาณ 5% ในการใช้งานตลอดทั้งวัน

หาเมนูการช่วยการเข้าถึงไม่เจอ ต้องทำอย่างไร

วิธีที่ง่ายที่สุดคือใช้ช่องค้นหา (Search) ที่อยู่ด้านบนสุดของแอป การตั้งค่า แล้วพิมพ์คำว่า การช่วยการเข้าถึง หรือ Accessibility ระบบจะแสดงทางลัดไปยังเมนูนั้นทันทีไม่ว่าคุณจะใช้มือถือยี่ห้อใดก็ตาม

ทำไม TalkBack ถึงเปิดเองบ่อยๆ บน Android

สาเหตุหลักเกิดจากการตั้งค่าทางลัด ปุ่มเพิ่มและลดเสียงค้างไว้ ซึ่งอาจถูกกดโดยไม่ตั้งใจขณะมือถืออยู่ในกระเป๋ากางเกง คุณสามารถเข้าไปปิดทางลัดนี้ได้ในเมนู การตั้งค่าขั้นสูง เพื่อป้องกันปัญหานี้ในอนาคต

ภาพรวมทั่วไป

ใช้ช่องค้นหาเพื่อความรวดเร็ว

อย่าเสียเวลาไล่หาเมนูทีละชั้น เพียงพิมพ์คำที่ต้องการในช่องค้นหาหน้าตั้งค่า จะช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่า 80%

ตั้งค่าทางลัดเป็นตัวช่วยด่วน

การตั้งค่าปุ่มด้านข้างหรือการแตะ 3 ครั้งจะช่วยให้คุณเปิดปิดฟีเจอร์สำคัญได้ในทันทีโดยไม่ต้องเข้าแอปตั้งค่า

รู้วิธีปิด TalkBack/VoiceOver

จดจำวิธีกดปุ่มลัดเพื่อปิดโหมดเสียงอ่านหน้าจอ เพราะเป็นปัญหาที่ผู้ใช้เผลอเปิดบ่อยที่สุดและทำให้ใช้งานเครื่องลำบากหากไม่รู้วิธีแก้

ข้อมูลสำหรับอ้างอิง

  • [1] Appt - ข้อมูลสถิติระบุว่าผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนจำนวนมากทั่วโลกมีการเปิดใช้งานฟีเจอร์การช่วยการเข้าถึงอย่างน้อยหนึ่งอย่าง
  • [2] Support - ข้อมูลระบุว่าผู้ใช้ iPhone ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเปิดใช้งานปุ่มนี้ในระดับสูงของผู้ใช้ทั้งหมด
  • [3] Support - การเปิดใช้งาน TalkBack ร่วมกับการปรับความเร็วในการพูดให้เหมาะสมสามารถช่วยให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตาใช้งานแอปโซเชียลมีเดียได้เร็วขึ้นอย่างชัดเจน
  • [4] Support - การใช้งานทางลัดนี้ช่วยลดเวลาที่เสียไปกับการหาเมนูลงได้อย่างมาก
  • [5] Support - ข้อมูลเชิงลึกพบว่าผู้ใช้ใหม่จำนวนไม่น้อยมักจะเผลอเปิดโหมดนี้และติดอยู่ในหน้าจอนั้นเพราะวิธีการแตะต้องเปลี่ยนเป็น การแตะสองครั้งเพื่อตกลง