ทําไมอยู่ดีๆ ตาถึงเบลอ

3 การดู

สายตาพร่ามัวอาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น การพักสายตาไม่เพียงพอ การใช้สายตาหนักเกินไป หรืออาการแพ้ นอกจากนี้ ยังอาจบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคเกี่ยวกับระบบประสาท ควรปรึกษาแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

เมื่อสายตาพร่ามัว… สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

สายตาพร่ามัว เป็นอาการที่พบได้บ่อย บางครั้งอาจเกิดขึ้นชั่วคราวและหายไปเองได้ แต่บางครั้งก็อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง การเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถรับมือและรักษาได้อย่างถูกวิธี อย่ามองข้ามความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ได้

สาเหตุทั่วไปที่ทำให้สายตาพร่ามัว:

หลายปัจจัยในชีวิตประจำวันสามารถทำให้เรารู้สึกว่าสายตาพร่ามัวได้ โดยที่ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง สาเหตุเหล่านี้มักแก้ไขได้ง่ายด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อย เช่น:

  • การพักสายตาไม่เพียงพอ: การใช้สายตาจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรืออ่านหนังสือเป็นเวลานานๆ โดยไม่พักสายตาเลย จะทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า เกิดอาการเมื่อยล้าและสายตาพร่ามัว การพักสายตาอย่างสม่ำเสมอทุกๆ 20 นาที โดยการมองไปยังสิ่งที่อยู่ไกลๆ สัก 20 วินาที (กฎ 20-20-20) จะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

  • การขาดน้ำ: ร่างกายขาดน้ำสามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของดวงตา ทำให้เกิดอาการตาแห้ง ตาพร่ามัว และปวดตาได้ การดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอตลอดวันเป็นสิ่งสำคัญ

  • การใช้สายตาหนักเกินไป: ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่ต้องใช้สายตาอย่างเข้มข้น การขับรถเป็นเวลานาน หรือการทำกิจกรรมที่ต้องเพ่งสายตา ล้วนส่งผลให้สายตาอ่อนล้าและพร่ามัวได้

  • ภาวะตาแห้ง: ตาแห้งเกิดจากการที่ต่อมน้ำตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอ หรือน้ำตาที่ผลิตออกมาไม่สามารถหล่อลื่นดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดอาการตาแห้ง แสบตา และพร่ามัว

  • อาการแพ้: ฝุ่นละออง ละอองเกสรดอกไม้ หรือสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ สามารถทำให้เกิดอาการแพ้ที่ดวงตา ส่งผลให้ตาแดง คัน บวม และพร่ามัวได้

สาเหตุที่ร้ายแรงกว่าที่ควรไปพบแพทย์:

นอกจากสาเหตุทั่วไปแล้ว อาการสายตาพร่ามัวยังอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคบางอย่างที่ร้ายแรงได้ เช่น:

  • ความดันโลหิตสูง: ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุม อาจส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดในดวงตา ทำให้เกิดสายตาพร่ามัว และแม้กระทั่งตาบอดได้

  • โรคเบาหวาน: ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง สามารถทำลายหลอดเลือดในเรตินา ทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งส่งผลให้สายตาพร่ามัว มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้

  • โรคเกี่ยวกับระบบประสาท: โรคต่างๆ เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อม (Multiple sclerosis) หรือ โรคหลอดเลือดสมอง สามารถทำให้เกิดสายตาพร่ามัว ได้เนื่องจากผลกระทบต่อระบบประสาทที่ควบคุมการมองเห็น

  • ต้อกระจก: เลนส์แก้วตาขุ่นมัว ทำให้แสงผ่านเข้าสู่ดวงตาได้น้อยลง ส่งผลให้สายตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัดเจน

  • ต้อหิน: ความดันในลูกตาสูงขึ้น ทำลายเส้นประสาทตา ทำให้เกิดการมองเห็นลดลงและพร่ามัว

เมื่อใดควรไปพบแพทย์?

หากอาการสายตาพร่ามัวไม่ดีขึ้น หรือมาพร้อมกับอาการอื่นๆ เช่น ปวดหัวอย่างรุนแรง ปวดตาอย่างรุนแรง มองเห็นภาพซ้อน หรือมีจุดบอดในสายตา ควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง การตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเกี่ยวกับดวงตา หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ จะช่วยให้สามารถตรวจพบและรักษาโรคได้เร็ว และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับสุขภาพดวงตา ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาเสมอ