ภาวะ Bpd คืออะไร

12 การดู

ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักน้อยมีความเสี่ยงต่อโรคปอดบวมเรื้อรัง (BPD) ซึ่งปอดเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ ทำให้หายใจลำบาก อาการอาจแสดงออกเป็นหายใจเร็ว หอบเหนื่อย การรักษาเน้นการดูแลระบบทางเดินหายใจ และอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการดูแลสุขภาพแม่ตั้งครรภ์ให้แข็งแรง เพื่อให้ทารกคลอดในกำหนดและมีน้ำหนักตัวตามเกณฑ์

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

ภาวะโรคปอดบวมเรื้อรังในทารกคลอดก่อนกำหนด (BPD): ความเข้าใจและการป้องกัน

ภาวะโรคปอดบวมเรื้อรังในทารก (Bronchopulmonary Dysplasia หรือ BPD) เป็นภาวะที่ปอดของทารกเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักตัวน้อย ทำให้เกิดความผิดปกติในการทำงานของปอดและระบบทางเดินหายใจ แตกต่างจากโรคปอดบวมแบบเฉียบพลันที่มักเกิดจากการติดเชื้อ BPD เป็นภาวะเรื้อรังที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว

สาเหตุและกลไกการเกิด BPD:

BPD เกิดจากความไม่สมบูรณ์ของการพัฒนาปอดในระยะตัวอ่อน ทารกคลอดก่อนกำหนดมักมีปอดที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ เนื้อปอดบางและมีถุงลมน้อย ทำให้การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์มีประสิทธิภาพต่ำ นอกจากนี้ การใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันสูงเป็นเวลานาน การติดเชื้อในปอด และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การอักเสบในปอด ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด BPD

อาการของ BPD:

อาการของ BPD อาจปรากฏให้เห็นหลังคลอดตั้งแต่ 28 วันขึ้นไป หรืออาจปรากฏชัดเจนขึ้นเมื่อเด็กอายุมากขึ้น อาการที่พบบ่อย ได้แก่:

  • หายใจเร็ว (Tachypnea): ทารกหายใจเร็วกว่าปกติ เป็นอาการหลักที่บ่งบอกถึงความยากลำบากในการหายใจ
  • หอบเหนื่อย (Dyspnea): ทารกเหนื่อยง่าย อาจมีอาการหอบ ซี่โครงบุ๋มเว้า หรือมีเสียงหายใจผิดปกติ
  • ถี่หายใจ (Increased respiratory rate): จำนวนครั้งของการหายใจต่อนาทีสูงกว่าปกติ
  • สีผิวซีดหรือเขียวคล้ำ (Cyanosis): เนื่องจากการขาดออกซิเจน
  • การถอนหายใจ (Grunting): ทารกจะส่งเสียงครางขณะหายใจออก เพื่อช่วยให้ถุงลมไม่ยุบตัว
  • ถอนหายใจเป็นจังหวะ (Periodic breathing): การหยุดหายใจชั่วครู่แล้วหายใจต่อ

การวินิจฉัยและการรักษา:

การวินิจฉัย BPD มักอาศัยการประเมินอาการทางคลินิก การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจเอกซเรย์ทรวงอก เพื่อดูความผิดปกติของปอด การรักษา BPD มุ่งเน้นการสนับสนุนระบบทางเดินหายใจ อาจรวมถึง:

  • การใช้เครื่องช่วยหายใจ: เพื่อช่วยให้ทารกหายใจได้สะดวกขึ้น
  • การให้ยา: เช่น ยาขยายหลอดลม เพื่อช่วยให้หลอดลมขยายตัว
  • การรักษาด้วยออกซิเจน: เพื่อเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด
  • การดูแลแบบประคับประคอง: ให้สารอาหารและการดูแลอย่างใกล้ชิด

การป้องกัน:

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกัน BPD คือการดูแลสุขภาพของแม่ตั้งครรภ์ให้แข็งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

  • การได้รับการดูแลสุขภาพก่อนคลอดอย่างครบถ้วน: ตรวจสุขภาพเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และสารเสพติด: สารเหล่านี้เป็นอันตรายต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์
  • ควบคุมโรคเรื้อรัง: เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ระหว่างตั้งครรภ์

การดูแลอย่างใกล้ชิดและการป้องกันที่เหมาะสม สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด BPD และส่งผลให้ทารกมีสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว

หมายเหตุ: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากมีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับภาวะ BPD ควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสม