กลุ่มจิตเวชมีอะไรบ้าง

9 การดู

กลุ่มโรคทางจิตเวชแบ่งกว้างๆ ได้หลายประเภท แต่ที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษคือกลุ่มอาการทางจิต (F20-F29) ซึ่งส่งผลต่อการรับรู้ความเป็นจริง และกลุ่มความผิดปกติทางอารมณ์ (F30-F39) ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก การสังเกตอาการผิดปกติแต่เนิ่นๆ และเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญจึงสำคัญอย่างยิ่ง

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

เปิดโลกทัศน์: ทำความเข้าใจกลุ่มโรคทางจิตเวชที่อาจส่งผลต่อคุณ

โรคทางจิตเวชเป็นภาวะที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ การทำความเข้าใจกลุ่มโรคทางจิตเวชต่างๆ จะช่วยให้เราตระหนักถึงความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น และสามารถช่วยเหลือตนเองหรือคนรอบข้างได้อย่างเหมาะสม บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจกลุ่มโรคทางจิตเวชที่สำคัญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสังเกตอาการและเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ

จิตเวช: มากกว่าแค่ “บ้า”

คำว่า “จิตเวช” มักถูกนำไปใช้ในความหมายที่ผิดเพี้ยน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและทัศนคติเชิงลบต่อผู้ป่วยจิตเวช ในความเป็นจริง จิตเวชคือสาขาหนึ่งของเวชศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันความผิดปกติทางจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรม โรคทางจิตเวชมีหลากหลายประเภท มีความรุนแรงแตกต่างกัน และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะทางสังคม

กลุ่มโรคทางจิตเวชที่ควรรู้จัก:

แม้ว่าจะมีกลุ่มโรคทางจิตเวชมากมาย แต่เราจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มโรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก:

  • กลุ่มอาการทางจิต (Psychotic Disorders) – F20-F29: กลุ่มนี้เป็นกลุ่มโรคที่ส่งผลต่อความสามารถในการรับรู้ความเป็นจริง ผู้ป่วยอาจมีอาการหลงผิด (Delusion) เช่น เชื่อว่ามีคนกำลังวางแผนทำร้าย หรือมีอาการประสาทหลอน (Hallucination) เช่น ได้ยินเสียงหรือเห็นภาพที่ไม่มีอยู่จริง โรคจิตเภท (Schizophrenia) เป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มนี้ และถือเป็นโรคที่รุนแรงและซับซ้อน

  • กลุ่มความผิดปกติทางอารมณ์ (Mood Disorders) – F30-F39: กลุ่มนี้ส่งผลต่ออารมณ์ของผู้ป่วยอย่างมาก ผู้ป่วยอาจมีอาการซึมเศร้า (Depression) ที่ยาวนานและรุนแรง หรือมีอาการคลั่ง (Mania) ที่ทำให้รู้สึกมีความสุขมากเกินไป มีพลังงานสูง และตัดสินใจผิดพลาด โรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) เป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มนี้ และผู้ป่วยจะมีทั้งช่วงซึมเศร้าและช่วงคลั่งสลับกัน

  • กลุ่มโรควิตกกังวล (Anxiety Disorders) – F40-F48: กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่พบบ่อย และส่งผลต่อความวิตกกังวลและความกลัวของผู้ป่วย โรคในกลุ่มนี้มีหลากหลายรูปแบบ เช่น โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder), โรคแพนิค (Panic Disorder), โรคกลัวสังคม (Social Anxiety Disorder) และโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder)

  • กลุ่มความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (Personality Disorders) – F60-F69: กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ส่งผลต่อรูปแบบการคิด การรู้สึก และการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นของผู้ป่วย โรคในกลุ่มนี้มีหลากหลายรูปแบบ เช่น โรคบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (Antisocial Personality Disorder) และโรคบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง (Borderline Personality Disorder)

  • กลุ่มความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด (Substance-Related and Addictive Disorders) – F10-F19: กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติดต่างๆ และพฤติกรรมเสพติดอื่นๆ เช่น การพนัน ผู้ป่วยอาจมีอาการถอนยา อาการลงแดง และมีความต้องการอย่างรุนแรงที่จะใช้สารเสพติด

สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต:

การสังเกตอาการผิดปกติแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาการที่ควรสังเกต ได้แก่:

  • อารมณ์เปลี่ยนแปลงรุนแรงและต่อเนื่อง
  • ความคิดและพฤติกรรมแปลกไปจากเดิม
  • มีปัญหาในการนอนหลับหรือการกิน
  • ถอนตัวจากสังคมและกิจกรรมที่เคยสนใจ
  • มีปัญหาในการทำงานหรือเรียน
  • มีความคิดทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น

เมื่อสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการผิดปกติ:

หากคุณสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการผิดปกติทางจิตเวช สิ่งสำคัญคือการเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอาจเป็นจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้ให้คำปรึกษา การประเมินจะช่วยให้วินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม การรักษาอาจรวมถึงการใช้ยา การทำจิตบำบัด และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ:

โรคทางจิตเวชไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย และการขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องผิด การเปิดใจพูดคุยกับคนใกล้ชิด หรือเข้ารับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้คุณกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ อย่าปล่อยให้ความเข้าใจผิดและความกลัวมาขวางกั้นคุณจากการได้รับการดูแลที่เหมาะสม

สรุป:

การทำความเข้าใจกลุ่มโรคทางจิตเวชต่างๆ จะช่วยให้เราตระหนักถึงความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น และสามารถช่วยเหลือตนเองหรือคนรอบข้างได้อย่างเหมาะสม การสังเกตอาการผิดปกติแต่เนิ่นๆ และเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ หากคุณสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการผิดปกติทางจิตเวช