มีเลือดออกกระปิดกระปอย ท้องไหม

15 การดู

เลือดออกกระปริดกระปรอยในระหว่างตั้งครรภ์

เลือดออกทางช่องคลอดในระหว่างตั้งครรภ์อาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ โดยทั่วไปเลือดออกกระปริดกระปรอยมักเกิดจากภาวะแท้งบุตรหรือการฝังตัวของตัวอ่อน ซึ่งถือเป็นภาวะปกติในช่วงสามเดือนแรก แต่หากมีเลือดออกเป็นจำนวนมากกว่าปกติหรือมีอาการปวดท้อง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุโดยเร็วที่สุด

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

เลือดออกกระปริดกระปรอยและอาการท้องไหม้ในระหว่างตั้งครรภ์: สัญญาณเตือนที่คุณแม่ควรใส่ใจ

การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความตื่นเต้น แต่ก็อาจมาพร้อมกับความกังวลใจต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดอาการผิดปกติขึ้น หนึ่งในอาการที่สร้างความกังวลให้กับคุณแม่มือใหม่หลายคน คือ เลือดออกกระปริดกระปรอยร่วมกับอาการท้องไหม้ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดอาการดังกล่าว รวมถึงวิธีการรับมือและเมื่อไรควรปรึกษาแพทย์

เลือดออกกระปริดกระปรอย: มากน้อยแค่ไหนจึงเรียกว่าผิดปกติ?

เลือดออกทางช่องคลอดในระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นสีแดงสด สีน้ำตาล หรือสีชมพู ล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณที่ควรให้ความสำคัญ แม้ว่าเลือดออกในปริมาณน้อย หรือแบบกระปริดกระปรอย อาจเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง เช่น การฝังตัวของตัวอ่อน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือการมีเพศสัมพันธ์ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะบ่งบอกถึงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น:

  • ภาวะแท้งบุตร: เลือดออกร่วมกับอาการปวดท้องอย่างรุนแรง มีก้อนเนื้อออกมาจากช่องคลอด หรือมีอาการอื่นๆ เช่น อ่อนเพลีย เป็นลม ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์โดยด่วน
  • การตั้งครรภ์นอกมดลูก: เลือดออกอาจเกิดขึ้นพร้อมกับอาการปวดท้องอย่างรุนแรงที่ด้านใดด้านหนึ่งของช่องท้อง เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
  • รกเกาะต่ำ: รกเกาะต่ำอาจทำให้เกิดเลือดออกในช่วงไตรมาสที่สองหรือสามของการตั้งครรภ์ โดยอาจมีเลือดออกเป็นระยะๆ หรือมีเลือดออกมากอย่างฉับพลัน
  • การอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก: อาจทำให้มีเลือดออกทางช่องคลอดร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ปวดท้อง มีไข้ หรือตกขาวผิดปกติ

ท้องไหม้: สัมพันธ์กับเลือดออกอย่างไร?

อาการท้องไหม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดขึ้นร่วมกับเลือดออก อาจไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสาเหตุของเลือดออก แต่ก็เป็นอาการที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางสรีระในร่างกาย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ได้ เช่น

  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: ฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เกิดอาการท้องไหม้ หรือกรดไหลย้อนได้บ่อยขึ้น
  • ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น: มดลูกที่ขยายตัวขึ้นอาจกดทับกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องไหม้ได้
  • การรับประทานอาหาร: การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารรสจัด อาหารมัน หรืออาหารที่กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร อาจทำให้เกิดอาการท้องไหม้ได้รุนแรงขึ้น

เมื่อไรควรปรึกษาแพทย์?

ถึงแม้เลือดออกจะเป็นเพียงเล็กน้อย แต่ควรปรึกษาแพทย์ทันทีหาก:

  • มีเลือดออกมากขึ้น หรือมีเลือดออกเป็นลิ่ม
  • มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง
  • มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ไข้ หนาวสั่น เวียนศีรษะ หรือเป็นลม
  • มีประวัติการแท้งบุตรมาก่อน

การติดต่อแพทย์อย่างรวดเร็ว เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และรับคำแนะนำ เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้แน่ใจว่าทั้งคุณแม่และลูกน้อยปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดี

ข้อควรระวัง: ข้อมูลในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ความรู้และไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อรับคำแนะนำเฉพาะบุคคล ก่อนที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาใดๆ