เก็บเสมหะส่งตรวจอะไร
เก็บเสมหะเพื่อตรวจหาเชื้อวัณโรคและโรคติดเชื้ออื่นๆ ได้ ควรเก็บตัวอย่างตอนเช้าหลังตื่นนอน 3 วันติดต่อกัน แช่เย็น 2-8°C นำส่งตรวจภายใน 7 วันเพื่อผลที่แม่นยำที่สุด หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
คู่มือฉบับสมบูรณ์: เก็บเสมหะส่งตรวจ ทำไม? ทำอย่างไร? และอะไรที่ควรรู้
เมื่อแพทย์สั่งให้คุณเก็บเสมหะเพื่อนำไปตรวจ คุณอาจเกิดความสงสัยว่า “ทำไมต้องเก็บเสมหะ?” “ตรวจอะไรได้บ้าง?” และ “ต้องทำอย่างไรถึงจะได้ผลที่แม่นยำที่สุด?” บทความนี้จะไขข้อสงสัยเหล่านั้นและให้ข้อมูลที่จำเป็น เพื่อให้คุณสามารถเก็บเสมหะได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ
ทำไมต้องเก็บเสมหะส่งตรวจ?
การตรวจเสมหะเป็นวิธีการวินิจฉัยโรคที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การตรวจเสมหะสามารถช่วยให้แพทย์:
- ระบุชนิดของเชื้อโรค: การตรวจเสมหะสามารถช่วยระบุชนิดของเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือไวรัส ที่เป็นสาเหตุของอาการป่วยของคุณ เช่น เชื้อวัณโรค (Mycobacterium tuberculosis) หรือเชื้อปอดบวม
- วินิจฉัยโรคติดเชื้อ: การตรวจหาเชื้อในเสมหะสามารถช่วยวินิจฉัยโรคต่างๆ เช่น วัณโรค ปอดบวม หลอดลมอักเสบ และโรคปอดอื่นๆ
- ประเมินความรุนแรงของการติดเชื้อ: ปริมาณเชื้อที่พบในเสมหะอาจช่วยให้แพทย์ประเมินความรุนแรงของการติดเชื้อและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
- ติดตามผลการรักษา: การตรวจเสมหะเป็นระยะๆ สามารถใช้เพื่อติดตามผลการรักษาและตรวจสอบว่าเชื้อโรคถูกกำจัดไปแล้วหรือไม่
- คัดกรองโรค: ในบางกรณี การตรวจเสมหะถูกนำมาใช้เพื่อคัดกรองโรคในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค
เก็บเสมหะส่งตรวจอะไรได้บ้าง?
การตรวจเสมหะสามารถตรวจหาเชื้อโรคได้หลากหลายชนิด ขึ้นอยู่กับอาการและประวัติทางการแพทย์ของคุณ การตรวจที่พบบ่อย ได้แก่:
- ตรวจหาเชื้อวัณโรค (TB): เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุดในการวินิจฉัยวัณโรค โดยจะตรวจหาเชื้อ Mycobacterium tuberculosis ซึ่งเป็นสาเหตุของวัณโรค
- ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียอื่นๆ: ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคปอดบวม หลอดลมอักเสบ หรือการติดเชื้ออื่นๆ ในระบบทางเดินหายใจ
- ตรวจหาเชื้อรา: ตรวจหาเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคปอด เช่น แอสเปอร์จิลโลซิส (Aspergillosis) หรือแคนดิดา (Candida)
- ตรวจหาเซลล์มะเร็ง: ในบางกรณี การตรวจเสมหะอาจช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งปอด โดยจะตรวจหาเซลล์มะเร็งในเสมหะ
- ตรวจหาเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดง: การตรวจนี้สามารถช่วยบ่งชี้ถึงการอักเสบหรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
วิธีการเก็บเสมหะที่ถูกต้อง เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำ
การเก็บเสมหะอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้ได้ผลการตรวจที่แม่นยำ เคล็ดลับในการเก็บเสมหะที่ถูกต้องมีดังนี้:
- เวลาที่เหมาะสม: ควรเก็บเสมหะในตอนเช้าหลังตื่นนอนทันที เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เสมหะสะสมมากที่สุด
- เตรียมตัวก่อนเก็บ: ก่อนเก็บเสมหะ ควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่า (ไม่ใช่น้ำยาบ้วนปาก) เพื่อกำจัดเศษอาหารและเชื้อโรคในช่องปาก
- การกระตุ้นการไอ: หายใจเข้าลึกๆ หลายๆ ครั้ง แล้วพยายามไอออกมาจากส่วนลึกของปอด ไม่ใช่แค่การกระแอม
- เก็บเสมหะ ไม่ใช่น้ำลาย: สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องเก็บ “เสมหะ” ซึ่งเป็นสารคัดหลั่งที่ออกมาจากปอดและหลอดลม ไม่ใช่น้ำลาย หากได้แต่น้ำลาย ผลการตรวจจะไม่ถูกต้อง
- ภาชนะที่สะอาด: ใช้ภาชนะที่สะอาดและปราศจากเชื้อโรค ซึ่งมักจะได้รับจากโรงพยาบาลหรือคลินิก
- ปริมาณที่เพียงพอ: พยายามเก็บเสมหะให้ได้ปริมาณที่เพียงพอตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ (โดยทั่วไปประมาณ 2-5 มิลลิลิตร)
- การเก็บอย่างต่อเนื่อง: ในกรณีที่แพทย์สั่งให้เก็บเสมหะ 3 วันติดต่อกัน ควรเก็บในลักษณะเดียวกันทุกวัน
- การเก็บรักษา: หลังจากเก็บเสมหะแล้ว ควรแช่เย็นในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส (ตู้เย็นช่องธรรมดา) ทันที
- นำส่งตรวจ: นำส่งเสมหะไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการโดยเร็วที่สุด ภายใน 7 วัน เพื่อให้ได้ผลการตรวจที่แม่นยำที่สุด
ข้อควรจำ:
- หากคุณไม่สามารถไอเสมหะออกมาได้ อาจลองใช้วิธีการสูดดมไอน้ำ หรือใช้ยาละลายเสมหะตามคำแนะนำของแพทย์
- หากคุณมีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทำการเก็บเสมหะ
- หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับการเก็บเสมหะ ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
บทสรุป
การเก็บเสมหะเพื่อส่งตรวจเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการวินิจฉัยและรักษาโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การปฏิบัติตามคำแนะนำและวิธีการที่ถูกต้อง จะช่วยให้ได้ผลการตรวจที่แม่นยำและนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสม หากคุณมีข้อสงสัยหรือข้อกังวลใดๆ อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม
#ตรวจสุขภาพ#เก็บเสมหะ#โรคปอดข้อเสนอแนะสำหรับคำตอบ:
ขอบคุณที่ให้ข้อเสนอแนะ! ข้อเสนอแนะของคุณมีความสำคัญต่อการปรับปรุงคำตอบในอนาคต