Office Syndrome มีโรคอะไรบ้าง

12 การดู

อาการ Office Syndrome นอกจากอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วไปแล้ว ยังอาจพบอาการชาปลายนิ้วมือและเท้าร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการกดทับเส้นประสาท หรือมีอาการปวดตึงบริเวณสะบักไหล่ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวลำตัวและแขนไม่คล่องตัว ควรสังเกตอาการเหล่านี้และพบแพทย์หากมีอาการรุนแรงขึ้น

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

Office Syndrome: มากกว่าแค่ปวดเมื่อย…ภัยเงียบที่คุกคามคนทำงานยุคใหม่

Office Syndrome หรือกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานในสำนักงาน ไม่ใช่แค่ความปวดเมื่อยทั่วไปอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นกลุ่มอาการที่ซับซ้อน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจได้อย่างร้ายแรง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาการเหล่านี้จะสะสมและนำไปสู่โรคเรื้อรังที่รุนแรงขึ้นได้

อาการของ Office Syndrome นั้นหลากหลาย ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและลักษณะการทำงาน และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเท่านั้น เรามาดูโรคและอาการที่พบบ่อยๆกัน:

1. โรคเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูก:

  • ปวดคอและไหล่: อาการปวดเมื่อยที่คอและไหล่เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการนั่งทำงานนานๆ ในท่าที่ไม่ถูกต้อง ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว และอาจรุนแรงจนส่งผลต่อการเคลื่อนไหว
  • ปวดหลัง: อาการปวดหลังส่วนล่าง กลาง หรือบน อาจเกิดจากการนั่งหลังงอ การยกของหนัก หรือการใช้กล้ามเนื้อไม่ถูกวิธี ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง และอาจนำไปสู่โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้
  • ปวดข้อมือและนิ้วมือ: การทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอาการอักเสบของเส้นเอ็น หรือโรคคาร์ปัลทันเนลซินโดรม (Carpal Tunnel Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่เส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ ทำให้เกิดอาการชา ปวด และรู้สึกเสียวซ่าที่นิ้วมือ
  • ปวดเข่าและข้อต่างๆ: การนั่งทำงานนานๆ โดยขาดการเคลื่อนไหว อาจทำให้กล้ามเนื้อรอบข้ออ่อนแรง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้ออักเสบ
  • อาการปวดศีรษะ tension-type headache: มักเกิดจากความเครียด การนั่งทำงานในท่าไม่ถูกต้อง การนอนหลับไม่เพียงพอ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและคอเกร็งตัว กดทับเส้นประสาท และส่งผลให้ปวดศีรษะ

2. อาการอื่นๆ:

  • อาการชาปลายนิ้วมือและเท้า: นอกเหนือจากโรคคาร์ปัลทันเนลซินโดรม อาการชาอาจเกิดจากการกดทับเส้นประสาทส่วนอื่นๆ เช่น เส้นประสาทที่ขา หรือจากภาวะเลือดไหลเวียนไม่ดี
  • ตาแห้งและปวดตา: การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทำให้ตาทำงานหนัก มีการกระพริบตาลดลง ส่งผลให้ตาแห้ง ปวดตา และอาจเกิดอาการระคายเคือง
  • ภาวะอ้วนและโรคอ้วน: การใช้ชีวิตประจำวันแบบอยู่ติดโต๊ะทำงาน ทำให้มีโอกาสออกกำลังกายน้อยลง เสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ
  • ปัญหาสุขภาพจิต: ความเครียดจากการทำงาน ความกดดัน และการขาดการพักผ่อน อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ

การป้องกันและการดูแลตนเอง:

การป้องกัน Office Syndrome นั้นสำคัญ เราควรคำนึงถึงท่าทางการทำงานที่ถูกต้อง พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อน หากมีอาการปวดเมื่อย หรืออาการผิดปกติใดๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อย่าปล่อยให้ Office Syndrome เป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของคุณ

หมายเหตุ: บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเฉพาะบุคคล