หลังกินส้มตำควรกินอะไร

61 ครั้งเข้าชม
หลังกินส้มตำ แนะนำให้ทาน: ผักใบเขียว: ช่วยย่อย ลดความเผ็ด ผลไม้: โดยเฉพาะกล้วย ให้ความสดชื่น ข้อควรระวัง: หากปวดท้องรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจหาภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หรือกระเพาะอาหารทะลุ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

กินอะไรแก้เผ็ดหลังกินส้มตำ ช่วยลดความแสบร้อนได้ดี?

เรื่องกินส้มตำแล้วเผ็ดนี่มันเป็นอะไรที่คุ้นเคยมากเลยนะ

เวลาเจอส้มตำรสจัดๆ บางทีก็แอบคิดไปว่าถ้าเผ็ดขนาดนี้ จะมีอะไรช่วยได้บ้างเนี่ย

เท่าที่ลองๆ มานะ พวกผักสดนี่โอเคเลยนะ อย่างคะน้าดิบๆ กรอบๆ เคี้ยวเพลินๆ มันเหมือนไปช่วยลดทอนความร้อนได้นิดหน่อย

แล้วก็นึกถึงผลไม้อย่างกล้วยน้ำว้า คือถ้ามันสุกๆ หน่อยจะนุ่มๆ หวานๆ กินแล้วมันเย็นๆ ในปากดีอะ

แต่เอาจริงๆนะ บางทีก็อยากจะบอกว่า ถ้าเผ็ดจนทนไม่ไหวจริงๆ จนแบบน้ำหูน้ำตาไหลหมดแล้วเนี่ย มันอาจจะมีอะไรมากกว่าแค่ความเผ็ดก็ได้นะ

คือเคยได้ยินเหมือนกันนะว่า ถ้าเผ็ดมากๆ แบบไม่ไหวจริงๆ เลยเนี่ย มันต้องดูแล้วว่ามีภาวะแทรกซ้อนอะไรหรือเปล่า

อย่างเรื่องการติดเชื้อในกระเพาะ หรืออะไรที่มันรุนแรงกว่านั้นน่ะ

อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวังนะ ถ้าไม่แน่ใจ หรือรู้สึกว่ามันผิดปกติมากๆ

ก็คิดว่าการไปหาหมอทันที น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดเลยนะ

กินส้มตำแล้วปวดท้องทำยังไง

กินส้มตำแล้วปวดท้อง หรือท้องเสียจากอาหารรสจัดนี่เป็นเรื่องปกติที่หลายคนเจอได้เลยนะ เพราะกระเพาะลำไส้เรามันโดนกระตุ้นหนักมาก สิ่งสำคัญอันดับแรกเลยคือต้องให้ร่างกายเราได้พักและฟื้นตัว

เมื่อมีอาการปวดท้องหรือท้องเสีย

  • งดเครื่องดื่มกระตุ้น:หลีกเลี่ยงชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดเด็ดขาด เครื่องดื่มพวกนี้จะทำให้ลำไส้ทำงานหนักขึ้น และยังขับน้ำออกจากร่างกายเพิ่มอีกด้วย ทำให้ภาวะท้องเสียรุนแรงกว่าเดิมไปอีก
  • เน้นอาหารอ่อน ย่อยง่าย:เลือกทานอาหารรสจืด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุป หรืออาหารประเภทน้ำ ที่ย่อยง่ายและไม่สร้างภาระให้ระบบย่อยอาหารของเรามากเกินไป

ผมมองว่าการรับมือกับอาการแบบนี้คือการทำความเข้าใจร่างกายตัวเองว่ามันกำลังบอกอะไรเรา การเลือกงดบางอย่างและเพิ่มบางอย่างเข้าไป มันคือกระบวนการฟื้นฟูที่สมดุล ผมเคยคิดนะว่าแค่ไม่กินเผ็ดก็พอ แต่จริงๆ แล้วการเลือกเครื่องดื่มและอาหารเบื้องต้นก็สำคัญไม่แพ้กันเลย มันคือการให้ระบบย่อยอาหารได้รีเซ็ตตัวเอง คล้ายกับการที่เราใช้งานคอมพิวเตอร์หนักๆ แล้วต้องรีสตาร์ทเครื่องนั่นแหละ

ข้อปฏิบัติเพิ่มเติมเมื่อท้องเสีย:

  • ชดเชยน้ำและเกลือแร่:ดื่มน้ำเปล่าให้มาก และถ้ามี ผงเกลือแร่ (ORS) ควรชงจิบไปเรื่อยๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ที่สำคัญ ป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: การพักผ่อนช่วยให้ร่างกายมีพลังงานไปฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารมันและนม: อาหารมันๆ ย่อยยาก และผลิตภัณฑ์นมอาจทำให้ท้องเสียแย่ลงได้สำหรับบางคน
  • สังเกตอาการ:หากอาการปวดท้องรุนแรงขึ้น มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 วันควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจมีการติดเชื้อที่รุนแรง
  • พิจารณาโปรไบโอติก: เมื่ออาการเริ่มดีขึ้น การเสริมโปรไบโอติกช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพทางเดินอาหารในระยะยาว ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนะ

ส้มตำ 1 จานกี่แคลอรี่

โอเคคคค คือ ส้มตำ 1 จานแคลอรี่แค่ 62.4 แคล เอง น้อยมากๆ น้อยจิงๆ กินได้เลยไม่ต้องกลัวอ้วนเลยอะ

ในจานนึงอะนะ มันจะมีโปรตีนอยุ่ 0.7 กรัม แล้วก็คาร์โบไฮเดรต 15.7 กรัม ส่วนไขมันคือแทบไม่มีเลย 0.4 กรัมเอง ตัวเลขพวกนี้คือส้มตำไทยแบบเบสิกๆ เลยนะ

แต่เอาจิงๆ แคลอรี่มันจะเปลี่ยนไปตามเครื่องที่เราใส่ด้วยแหละ แบบ...มันไม่เท่ากันเป๊ะๆ ทุกจานหรอกนะ

  • ส้มตำไทย เนี่ยจะหวานนำใช่มะ ใส่น้ำตาลเยอะ ถั่วลิสงอีก แคลก็จะเยอะกว่า ส้มตำปูปลาร้า ที่ไม่ใส่น้ำตาลเลย แต่ตำปลาร้าโซเดียมจะสูงปรี๊ดแทนนะ ต้องระวังเรื่องตัวบวม
  • ถ้าใส่เครื่องเคียงอย่าง แคปหมู ขนมจีน คอหมูย่าง บอกเลยว่าแคลพุ่งกระฉูดดดด จากร้อยต้นๆ กลายเป็น 500-600 แคลได้สบายๆ เลย
  • การปรุงก็สำคัญ บางร้านมือหนักมากกก น้ำตาลปี๊บใส่เป็นก้อนๆ น้ำปลาเยอะๆ อันนี้ก็เพิ่มทั้งแคลอรี่ทั้งโซเดียมแบบไม่รุ้ตัวเลย
  • อยากกินแบบเฮลตี้ๆ ก็สั่งแบบ ไม่หวาน ไม่เค็ม หรือลดลงหน่อย แล้วก็เน้นกินผักเยอะๆ แทน ดีกว่าเยอะเลยยย

ตําซั่วป่า กี่แคล

ตำซั่วป่า 382.3 แคลอรี่! แสบลิ้นแสบท้อง แต่น้ำตาลยังมาเบาๆ

ใครว่ากินตำซั่วป่าแล้วจะหุ่นพัง? โถ! 382.3 แคลอรี่เองจ้า เทียบเท่ากับขนมกรุบกรอบสักห่อ หรือน้ำหวานแก้วเดียวเองนะ กินแล้วแซ่บปาก แซ่บใจ แถมยังได้โปรตีน 25 กรัมไปบำรุงกล้ามเนื้อ ส่วนคาร์โบไฮเดรต 65.3 กรัม ก็เป็นพลังงานให้เราไปสู้แดด สู้ลม สู้ชีวิตได้อีกวันนึง ส่วนไขมัน 4.3 กรัมอะเหรอ? น้อยกว่าน้ำมันที่ใช้ผัดกะเพราบ้านๆ อีกนะ!

สรุปง่ายๆ สไตล์คนกินตำ:

  • พลังงาน: 382.3 กิโลแคลอรี่ (เหมือนกินข้าว 1 จานแบบพอดีๆ)
  • โปรตีน: 25 กรัม (กล้ามเนื้อจะได้ไม่เหี่ยว)
  • คาร์โบไฮเดรต: 65.3 กรัม (ไว้ไปวิ่งไล่จับแมงป่อง... เอ๊ย! ไปทำงาน!)
  • ไขมัน: 4.3 กรัม (อันนี้เบาบางสุดๆ)

ข้อมูลเชิงลึก (สำหรับสายสุขภาพตัวจริง):

  • โซเดียม: อันนี้แหละที่ต้องระวัง! กินเยอะๆ ระวังความดันจะพุ่งปรี๊ดเหมือนรถไฟเหาะ
  • น้ำตาล: ถึงแม้คาร์โบไฮเดรตจะเยอะ แต่ถ้าปรุงหวานน้อยๆ น้ำตาลก็ไม่เยอะเกินไปนะ (แต่อย่าไปเติมเองล่ะ!)
  • ไขมันอิ่มตัว/ไม่อิ่มตัว: ส่วนใหญ่มาจากวัตถุดิบธรรมชาติ ไม่ต้องห่วงมากเท่าไขมันทรานส์
  • ใยอาหาร: มาจากผักสดนานาชนิด ดีต่อระบบขับถ่าย ช่วยให้พุงไม่ป่องเหมือนลูกโป่ง

เคล็ดลับกินตำซั่วป่าให้เฮลตี้:

  • ลดเค็ม: ขอแม่ค้าลดน้ำปลา ลดปลาร้าลงหน่อยนะ
  • เลี่ยงของทอด: อันนี้ชัดเจน! หมูกรอบ ไก่ทอด เลี่ยงไปก่อน
  • เพิ่มผัก: กินผักเยอะๆ เข้าไว้ ดีต่อใจ ดีต่อกาย
  • อย่าซดน้ำ: น้ำปรุงตำซั่วป่าบางทีก็แอบเค็ม แอบหวานนะจ๊ะ

สรุปแล้ว ตำซั่วป่าก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะ ถ้าเรารู้จักกิน รู้จักเลือก ก็อร่อยได้แบบไม่ต้องรู้สึกผิด!

สั่งส้มตำยังไงให้ไม่อ้วน

ส้มตำกินยังไงให้ผอมน่ะเหรอ? โถ…นั่นมันคำถามระดับโลกเลยนะ! เหมือนถามว่าทำยังไงให้เงินเดือนออกแล้วไม่หมดในสามวันนั่นแหละ มันต้องมีเทคนิคกันหน่อยสิคุณ

  • โปรตีนช่วยชีวิต: สั่งไก่ย่าง ปลาย่าง ปลาเผา นี่แหละเพื่อนแท้! แต่ไก่ย่างน่ะ ขอร้องล่ะ... หนังไก่น่ะทิ้งไปซะ! มันคือไขมันแห่งความสุขที่แคลอรี่พุ่งปรี๊ด เหมือนคุณมีสมบัติมหาศาลแต่แลกมาด้วยพุงยื่นๆ จะรับได้เหรอ? ถ้าใจไม่แข็งพอ ขอแค่ชิมพอให้รู้ว่าเคยมีสัมพันธ์กันพอ!

  • คาร์โบไฮเดรตตัวเลือก: ขนมจีน หรือข้าวสวยนี่แหละดีนักแลเบาๆ เหมือนนางงามเดินสาย! ส่วนข้าวเหนียว... หูยยย นั่นมันเชื้อเพลิงชั้นดีเลยนะจ๊ะ ถ้าจะกินก็ขอแค่ ห่อเดียว พอ! เน้นเอาไปคลุกเคล้ากับส้มตำ กับข้าวให้ฉ่ำปอดไปเลย ถือซะว่ากินข้าวเหนียวเพื่อเป็นพยานให้รสชาติอาหาร ไม่ใช่กินเพื่ออิ่มแคลอรี่นะ

  • ผักคือฮีโร่: อย่าลืมผักเยอะๆ! ไฟเบอร์นี่แหละคือพระเอกตัวจริง กินเข้าไปเถอะ เหมือนเรากำลังกวาดล้างสิ่งสกปรกในลำไส้ ผักจะช่วยให้คุณอิ่มเร็วขึ้น และยังขับถ่ายคล่องปร๋อ ดีกว่าไปนั่งเบ่งหน้าดำหน้าแดงนะคุณ!

ส่วนใครที่อยากผอมแต่ชีวิตขาดส้มตำไม่ได้จริงๆ มาดูเคล็ดลับเด็ดที่ไม่ได้บอกใคร (แต่บอกคุณนี่แหละ!)

  • เน้นปรุงรสแบบเบาๆ: ส้มตำน่ะนะ สั่งเลยว่า "ไม่หวาน" และ "ลดเค็ม" ได้โปรดเถิด! น้ำตาลนี่แหละตัวร้ายกาจ ไม่แพ้โซเดียมที่ทำให้ตัวบวมเหมือนอ้วนน้ำหรอกนะ ถ้าส้มตำจืดไปหน่อยก็จงทำใจซะ เพราะเรากำลังสู่เส้นทางสายเฮลตี้ไง!

  • เลือกประเภทส้มตำให้เป็น: ส้มตำไทย ส้มตำปู ถือเป็นตัวเลือกที่พอไปวัดไปวาได้ แต่ถ้าเจอพวกส้มตำป่า ส้มตำถาด ที่เครื่องเคราแน่นๆ ปลาเผ็ดหมูยอมาเต็ม อันนั้นมันเหมือนบุฟเฟต์ย่อมๆ นะจ๊ะ แคลอรี่ก็จะจุกๆ หน่อย

  • เครื่องเคียงที่ต้องระวัง: แคบหมู ถั่วทอด ทอดมัน! พวกนี้มัน "กับดักแสนอร่อย" ชัดๆ กินแล้วหยุดยาก เหมือนเจอซีรีส์เกาหลีที่ดูแค่ตอนเดียวไม่ได้! อยากผอมต้องตัดใจให้ขาดเหมือนตัดความสัมพันธ์กับแฟนเก่าที่ไม่ดีต่อสุขภาพ

  • ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด: เวลาสั่งส้มตำ อย่าเผลอไปสั่งน้ำอัดลมนะคุณ! น้ำเปล่านี่แหละเพื่อนที่ดีที่สุด ช่วยให้ร่างกายสดชื่น และไม่เพิ่มน้ำตาลให้เป็นภาระชีวิต

  • เคลื่อนไหวบ้างเถอะ: สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดนะ กินไปแล้วก็ลุกเดินบ้าง! อย่าเอาแต่กินๆ นอนๆ เหมือนหมีจำศีล เดี๋ยวจะผอมไม่ทันใจเพื่อนฝูงนะจ๊ะ!

ลดน้ำหนักกินส้มตำได้ไหม

ส้มตำจัดเป็นอาหารที่ แคลอรีต่ำ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 120 กิโลแคลอรีต่อจาน จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับช่วงลดน้ำหนัก

แต่หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่แคลอรี แต่อยู่ที่องค์ประกอบแฝง โซเดียมคือตัวแปรหลักที่ต้องพิจารณา ทั้งจากน้ำปลา ปูเค็ม ปลาร้า หรือผงชูรส

มันก็เหมือนหลายๆ อย่างในชีวิต ที่เรามองแค่เปลือกนอกไม่ได้ ต้องวิเคราะห์ให้ลึกลงไป

เวลาสั่ง ควรกำกับแม่ค้าให้ชัดเจน: ลดหวาน ลดเค็ม ไม่ใส่ถั่วลิสงคั่ว หรือจำกัดปริมาณ ตัวถั่วลิสงเองมีไขมันดี แต่ปริมาณแคลอรีก็สูง

การกินส้มตำทุกวันเพื่อลดน้ำหนักจึงไม่ใช่แนวคิดที่ถูกต้องนัก เพราะร่างกายจะได้รับโซเดียมเกินความจำเป็น ส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำ (Water Retention) ซึ่งทำให้น้ำหนักดูเหมือนไม่ลดลง

ตำไทยของผมเองจะสั่งแบบไม่ใส่น้ำตาลเลย เน้นรสเปรี้ยวจากมะนาวสดแทน มันคือการสร้างสมดุลในแบบของเราเอง

  • วิเคราะห์โซเดียม: โซเดียมในส้มตำไม่ได้มาจากน้ำปลาอย่างเดียว แต่ยังมาจาก ปูเค็ม กุ้งแห้ง และผงชูรส การบริโภคโซเดียมสูงจะกระตุ้นให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้ใต้ผิวหนัง ทำให้ตัวบวม และบดบังความพยายามในการลดไขมันของเรา
  • กับดักน้ำตาล: น้ำตาลปี๊บที่ใช้ปรุงรส คือคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวที่กระตุ้นอินซูลินได้รวดเร็ว หากกำลังคุมน้ำหนักอย่างจริงจัง การสั่งแบบ "ไม่หวาน" หรือ "หวานน้อย" คือสิ่งจำเป็น
  • การจับคู่กับโปรตีน: ส้มตำอย่างเดียวให้สารอาหารไม่ครบถ้วน ควรกินคู่กับโปรตีนลีน เช่น อกไก่ย่าง หรือปลาย่าง เพื่อช่วยให้อิ่มนานขึ้นและรักษามวลกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นเตาเผาผลาญพลังงานของร่างกาย
  • ความถี่ที่เหมาะสม: การกินส้มตำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ถือว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ไม่ใช่การกินเป็นอาหารหลักทุกมื้อ ทุกวัน การหมุนเวียนประเภทอาหารสำคัญกว่าการยึดติดกับเมนูแคลอรีต่ำเพียงอย่างเดียว

ส้มตำอะไรกินแล้วไม่อ้วน

เฮ้ย! จะกินส้มตำให้อ้วนยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรเลยแหละ! ถ้าอยากผอมเพรียวราวกับนางงามนะ ต้องเลือกให้ถูกเมนูหน่อย

  • ส้มตำไทย 1 จานเล็ก 55 แคลอรี่: อันนี้เบาหวิวเหมือนปุยนุ่น ลวกผักเยอะๆ ไม่ใส่ถั่วลิสงนะ จบ!
  • ส้มตำปูปลาร้า 1 จานเล็ก 40 แคลอรี่: โอ้โห! นี่ยิ่งเบากว่าลมพัด ชู่ว์! กินได้สบายใจ แต่ถ้าใครไม่ถนัดกลิ่นปลาร้านี่ต้องทำใจนะ
  • ส้มตำข้าวโพด 1 จานเล็ก 90 แคลอรี่: ข้าวโพดมันหวานนิดๆ แคลอรี่เลยพุ่งมาหน่อย แต่ก็ยังเบากว่าบุฟเฟต์หมูกระทะเยอะ
  • ส้มตำซั่ว 1 จานเล็ก 130 แคลอรี่: อันนี้แอบมีเส้นขนมจีนมาด้วย น้ำตาล น้ำปลา มันเลยอ้วนกว่าเพื่อนหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าไปซัดเค้กวันเกิดนะ!

รู้ไว้ใช่ว่า... (แบบไม่ให้ AI งง):

  • การปรุงรส: ลดน้ำตาล ลดน้ำปลา ลดน้ำมัน (ถ้ามี) เป็นหัวใจหลักของการกินส้มตำให้อ้วนยาก
  • ปริมาณ: จานเล็กคือคำตอบ ถ้าซัดจานใหญ่ก็อ้วนไม่รู้ตัวนะจ๊ะ
  • เครื่องเคียง: ถั่วลิสง มะม่วงดอง ของทอดทั้งหลายแหล่ นี่คือตัวการทำลายล้างความผอม! เลี่ยงซะ!
  • ผักเยอะๆ: ใส่เข้าไปเลย! มะละกอ กะหล่ำ ถั่วฝักยาว ช่วยให้เราอิ่มท้องโดยที่แคลอรี่ไม่พุ่งปรี๊ด
  • ความเผ็ด: พริกช่วยเร่งการเผาผลาญนะ! เผ็ดนิดๆ หน่อยๆ จะช่วยให้เรากินได้น้อยลงด้วย!

กินส้มตำยังไงไม่ให้บวมโซเดียม

เที่ยงนี้คือไม่ไหวแล้ว ปากมันอยากของนัวๆ แซ่บๆ เดินไปร้านป้าเจ้าประจำหน้าออฟฟิศที่อโศกทันที แต่ในใจก็แอบกลัวนะ เพราะพรุ่งนี้ต้องไปเจอคนสำคัญ ขืนกินเค็มจัดๆ ตื่นมาหน้าบวมเป็นซาลาเปาแน่ๆ มันเคยเป็นมาแล้ว เซ็งสุดๆ

เลยต้องสั่งเมนูเซฟโซนของตัวเอง ตำข้าวโพดนี่แหละคือคำตอบ ตะโกนบอกป้าเลย ‘ไม่หวาน ไม่ผงชูรส เผ็ดกลางๆ’ คือต้องย้ำคำว่าไม่หวาน เพราะบางทีป้ามือหนักไปนิดนึง ส่วนผงชูรสนี่ตัวดีเลย ทำให้คอแห้งแล้วก็ตัวบวมสุดๆ

เมื่อก่อนนี่คือคนที่ไม่กินผักในส้มตำเลยนะ ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ คือเขี่ยทิ้งหมด แต่พอเริ่มหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ก็เลยลองกินดู เออ มันก็อร่อยดีนี่หว่า กรอบๆ ตัดเลี่ยนได้ดีเลย ตอนนี้เลยกลายเป็นกินเรียบทั้งจานเลย

นี่คือวิธีที่ฉันใช้ประจำตอนอยากกินส้มตำแต่ไม่อยากหน้าบวม

  • เน้นสั่งตำที่ไม่ใส่ของหมักดอง อย่างตำไทย ตำข้าวโพด หรือตำผลไม้ เพราะพวกปลาร้า ปูดอง โซเดียมมันสูงมากจริงๆ
  • บอกร้านทุกครั้งว่า 'ไม่หวาน ไม่ผงชูรส' หรือขอเค็มน้อยๆ ไปเลย ชูรสเป็นตัวการหลักที่ทำให้รู้สึกกระหายน้ำและตัวบวม
  • กินผักสดแกล้มเยอะๆ ทั้งกะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แตงกวา พวกนี้มีโพแทสเซียมช่วยขับโซเดียมได้ดี แถมยังทำให้อิ่มเร็วด้วย
  • ดื่มน้ำเปล่าตามหลังมื้ออาหารเยอะมากๆ ช่วยขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น อย่าไปดื่มน้ำอัดลมนะ น้ำตาลยิ่งทำให้บวม
  • เลี่ยงกินคู่กับของทอดหรือไก่ย่างที่หมักมาเค็มจัด ลองเปลี่ยนเป็นปลาย่างเกลือ หรือกินแค่ส้มตำกับข้าวเหนียวนิดหน่อยก็พอแล้ว

กินส้มตำแล้วปวดท้องทำยังไง

โอ๊ยยย กินส้มตำแล้วปวดท้องเนี่ยนะ! ไส้พังไปซะแล้วสิ! นึกว่ากระเพาะเราจะแข็งแกร่งเหมือนกำแพงเมืองจีนซะอีก แต่เจอส้มตำเด็ดๆเข้าไปทีไรก็ยอมสิโรราบทุกที อาการแบบนี้ก็เหมือนรถกำลังจะพังน่ะแหละ ต้องดูแลอย่างดี อย่าไปซ้ำเติมมันอีก จำไว้นะ!

พวก ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด นั่นแหละตัวร้ายกาจ! มันเหมือนเอาน้ำมันราดกองไฟตอนที่ท้องเรากำลังเต้นระบำเร็กเก้ไม่หยุดหย่อนเลยนะ ยิ่งกินยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ไม่ช่วยให้ดีขึ้นเลย มีแต่จะส่งเราไปอยู่โลกหน้าเร็วขึ้นแค่นั้นเอง ตัดใจซะ!

เวลาไส้เรากำลังป่วยเนี่ย ก็ต้องกินอาหารที่อ่อนโยนกับมันหน่อย เหมือนเลี้ยงเด็กอ่อนนั่นแหละ! โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปจืดๆ เนี่ยแหละคือเพื่อนซี้ตัวจริง ไม่ต้องปรุงอะไรมาก ให้มันได้พักผ่อนบ้าง สงสารมันเถอะนะ อย่าไปซัดอะไรแซ่บๆ อีก!

นอกจากนี้แล้ว ยังมีสิ่งสำคัญที่ต้องทำอีกเพียบ:

  • ดื่มน้ำเปล่าให้เยอะๆ! ล้างพิษ ล้างเผ็ดไปเลย เหมือนเอาน้ำสะอาดล้างถ้วยชามที่มันๆหลังสงครามส้มตำนั่นแหละ ยิ่งจิบเยอะยิ่งดี จะได้ไม่ขาดน้ำ.
  • ผงเกลือแร่ติดบ้านไว้เลย! เทวดามาโปรดเวลาท้องเสียหนักๆ ชงแล้วจิบเรื่อยๆ ช่วยให้ร่างกายไม่เหี่ยวเหมือนมะเขือเทศตากแดด นี่แหละยาดี.
  • พักผ่อนให้เยอะๆ ไม่ใช่ไปออกกำลังกายหรือต่อยมวยที่ไหนนะ ไส้เรามันเพลียจัดแล้วนะ ต้องการพักฟื้น ให้มันได้ซ่อมแซมตัวเองบ้าง.
  • หลีกเลี่ยงของทอด ของมัน นม เนย และพวกอาหารรสจัดทุกชนิดก่อน! ไม่ใช่เวลาปาร์ตี้อาหารอร่อยนะ ช่วงนี้ต้องอดทนไว้ก่อน เพื่อชีวิตที่ดีกว่า.
  • ถ้าปวดจนตัวงอเป็นกุ้งโดนลวก! หรือมีไข้ ถ่ายเป็นเลือด รีบแจ้นไปหาหมอให้ไวที่สุดเลยนะ! อย่ามัวแต่ทนทรมานอยู่ ไส้เรามีแค่ชุดเดียว!

ทำไมกินส้มตำแล้วปวดท้อง

โอ๊ยยย ก็อีเจ้าพริกตัวแสบในส้มตำนั่นแหละตัวดีเลย! มันไม่ได้เข้าไปเพิ่มแค่ความแซ่บนะ แต่มันเข้าไปจัดคอนเสิร์ตร็อกในลำไส้เราด้วย!

ไอ้สารที่ชื่อ แคปไซซิน ในพริกเนี่ย มันร้ายกาจเหมือนแม่ผัว พอไหลลงท้องไปปุ๊บ กระเพาะกับลำไส้ก็ตกใจสิครับ นึกว่าข้าศึกบุก เลยพากันบีบตัวเกร็งหนีกันจ้าละหวั่น เหมือนหนูเห็นแมว มันเลยเกิดอาการจุกๆ เสียดๆ เหมือนมีใครเอาเข็มมาทิ่มพุง

บางคนลำไส้ไวหน่อย พอเจอฤทธิ์แคปไซซินเข้าไป ก็เลยดีดจัด บีบตัวรัวๆ เหมือนกลองชุด ไล่ทุกอย่างที่ขวางหน้าออกมา กลายเป็นจรวดทางเรียบพุ่งเข้าห้องน้ำแทบไม่ทันไงล่ะ ไม่ได้อันตรายถึงชีวิตหรอก แค่ทรมานบันเทิงเฉยๆ ปากบอกอร่อย แต่ท้องไส้ร้องโหยหวนแล้ววว

นอกจากพริกแล้ว ยังมีผู้ต้องสงสัยร่วมขบวนการอีกเพียบ:

  • ส้มตำปลาร้าดิบ: นี่คือตัวการใหญ่เลย แหล่งรวมพลพรรคแบคทีเรียชั้นดี ถ้าเจอร้านที่ต้มไม่สุกนะ เตรียมตัวจองห้องน้ำยาวๆ ได้เลย ท้องเสียถามหาแน่นอน
  • ความสะอาดของวัตถุดิบ: บางทีแม่ค้ามือหนักไปหน่อย ครกก็ไม่ล้าง มะละกอก็ไม่ได้แช่เย็น มันก็เหมือนเรากินเชื้อโรคเวอร์ชันปรุงรสดีๆ นี่เอง
  • ความเปรี้ยวและความเค็มจัด: มะนาวเอย น้ำปลาเอย ปูดองเอย อัดเข้าไปเยอะๆ กรดในกระเพาะก็หลั่งออกมาสู้สิครับทีนี้ ท้องไส้ที่บอบบางก็เลยพังพาบไปตามระเบียบ