Dek คืออะไร
Dek คืออะไร? ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยผ่าน TCAS 4 รอบ
การทำความเข้าใจ Dek คืออะไร เพิ่มประสิทธิภาพการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยอย่างถูกต้อง. การรู้รายละเอียดแต่ละรอบลดความเสี่ยงในการพลาดโอกาสสำคัญ. นักเรียนมีสิทธิ์เลือกคณะตามความถนัดและคะแนนที่มีอยู่. การเตรียมพร้อมเรื่องข้อสอบกลางเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ. ศึกษาข้อมูลเพื่อวางแผนอนาคตอย่างแม่นยำ.
Dek คืออะไร? ทำไมต้องมีเลขต่อท้าย?
“Dek คืออะไร” หรือ “เด็ก” ตามด้วยตัวเลขสองตัวนั้น จริง ๆ แล้วมันคือรหัสลับของน้อง ๆ ที่กำลังจะก้าวจากรั้วโรงเรียนสู่รั้วมหาวิทยาลัยนั่นเองครับ มันคือวิธีเรียกกลุ่มนักเรียนที่จะสอบเข้าเรียนต่อปีไหน ปีนั้น เช่น Dek68 คือรุ่นที่จะไปเป็นนักศึกษาปี 1 ในปีการศึกษา 2568 (citation:1) ง่าย ๆ เลยคือ Dek + ปี พ.ศ. ที่จะเข้าสอบ นั่นแหละ
ทีนี้หลายคนอาจจะงงว่า แล้วเราจะวิธีนับรุ่น Dek ได้ไงว่าตัวเองคือ Dek รุ่นไหน? สูตรลับมันมีอยู่นิดเดียว ให้ดูที่ชั้นปีปัจจุบันของเราครับ (citation:1)
วิธีเช็กตัวเองง่าย ๆ: คุณคือ Dek อะไร?
สมมติว่าตอนนี้เรากำลังเรียนอยู่ในปีการศึกษา 2568 (ซึ่งเป็นปีที่คร่อมระหว่าง พ.ศ. 2568-2569): ถ้าน้องกำลังเรียนอยู่ ชั้น ม.6 – น้องจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2569 ดังนั้น น้องคือ Dek69 (citation:1) ถ้าน้องกำลังเรียนอยู่ ชั้น ม.5 – น้องจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2570 ดังนั้น น้องคือ Dek70 (citation:1)(citation:2) ถ้าน้องกำลังเรียนอยู่ ชั้น ม.4 – น้องจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2571 ดังนั้น น้องคือ Dek71 (citation:1) ถ้าน้องกำลังเรียนอยู่ ชั้น ม.3 – น้องคือ Dek72 (จะเข้าเรียนปี 2572) (citation:5) ถ้าน้องกำลังเรียนอยู่ ชั้น ม.2 – น้องคือ Dek73 (จะเข้าเรียนปี 2573) เห็นมั้ยครับ แค่รู้ชั้นปีปัจจุบัน ก็สามารถวิธีนับรุ่น Dek ของตัวเองได้แล้ว และตัวเลขนี้ยังใช้เป็นรหัสประจำตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยอีกด้วย เช่น นักศึกษา Dek69 ก็จะขึ้นต้นรหัสด้วย 69 (citation:2)
ตารางเปรียบเทียบรุ่น Dek ตั้งแต่ ม.3 ถึง ม.6 (ปีการศึกษา 2567)
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูตารางนี้ครับ รับรองว่าไม่สับสนอีกต่อไป
แล้ว "เด็กซิ่ว" ล่ะ? ต้องนับรุ่น Dek ยังไง?
คำว่า “เด็กซิ่ว คืออะไร” มาจากคำว่า Fossil (ซากดึกดำบรรพ์) ใช้เรียกคนที่สอบติดไปแล้วแต่ไม่เข้า หรือเรียนไปแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ทาง เลยขอหยุดแล้วเริ่มสอบใหม่ (citation:10) สำหรับเด็กซิ่ว การเรียกชื่อรุ่นก็ง่ายมากครับ คือดูที่ ปีที่เราจะสอบเข้าใหม่ ไม่ใช่ปีที่เราสอบติดครั้งแรก (citation:8) เช่น น้องเป็น Dek66 แต่อยากลองสอบใหม่เพื่อเปลี่ยนคณะในปี 2569 (Dek69) น้องก็จะกลายเป็น เด็กซิ่ว Dek69 ทันที (citation:3)
นี่คือข้อดีของการซิ่ว: มีเวลาค้นหาตัวเองมากขึ้น รู้จุดอ่อนของตัวเอง และมีเวลาเตรียมตัวนานขึ้น (citation:10) แต่ก็มีข้อควรระวังเหมือนกัน เพราะบางคณะ โดยเฉพาะคณะในกลุ่ม กสพท (แพทย์, ทันตะฯ) อาจมีข้อกำหนดเรื่องการลาออกจากมหาวิทยาลัยเดิมก่อนวันที่กำหนด ([3] citation:10) ดังนั้นก่อนตัดสินใจ ควรศึกษาให้ดีก่อนนะครับ
ทำความรู้จัก TCAS: เส้นทางสู่มหาวิทยาลัยของ Dek ทุกคน
พอรู้แล้วว่าตัวเองคือ Dek อะไร ขั้นตอนต่อไปคือทำความเข้าใจ “TCAS คืออะไร” หรือ ระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งจัดโดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) (citation:4)(citation:6) ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยยุติธรรมและลดความซ้ำซ้อน (citation:4) โดยแบ่งออกเป็น 4 รอบหลัก (citation:2)(citation:6)
เจาะลึก TCAS ทั้ง 4 รอบ
แต่ละรอบของ TCAS คืออะไร มีความแตกต่างกัน เหมาะกับนักเรียนที่มีความสามารถต่างกันไป: รอบ 1 Portfolio: รอบนี้เหมาะสำหรับน้อง ๆ ที่มีผลงานหรือความสามารถพิเศษ เพราะไม่ต้องใช้คะแนนสอบ เพียงแค่ยื่นแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) (citation:4)(citation:6) รอบ 2 Quota: เป็นรอบที่ให้โควตาพิเศษกับนักเรียนในพื้นที่ หรือมีคุณสมบัติเฉพาะตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด เช่น โควตาเรียนดี โควตาโรงเรียนเครือข่าย (citation:4)(citation:6) รอบ 3 Admission: รอบนี้คือที่สุดแห่งการแข่งขัน! ใช้คะแนนสอบกลางอย่าง TGAT, TPAT และ A-Level ในการคัดเลือก (citation:2)(citation:6) น้อง ๆ สามารถเลือกคณะและมหาวิทยาลัยได้สูงสุดถึง 10 อันดับ (citation:6)([5] citation:8) รอบ 4 Direct Admission: รอบสุดท้ายสำหรับน้อง ๆ ที่พลาดในสามรอบแรก โดยมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้กำหนดการรับสมัครเอง (citation:4)(citation:6)
ข้อสอบสำคัญในระบบ TCAS
หัวใจของ TCAS คือข้อสอบกลาง 3 ประเภทใหญ่ ๆ ที่น้อง ๆ ต้องรู้จัก (citation:6): 1. TGAT (Thai General Aptitude Test): วัดความถนัดทั่วไป แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การสื่อสารภาษาอังกฤษ การคิดอย่างมีเหตุผล และสมรรถนะการทำงาน (citation:2)(citation:6) คะแนนเต็ม 300 คะแนน ([1] citation:2) 2. TPAT (Thai Professional Aptitude Test): วัดความถนัดทางวิชาชีพ แบ่งเป็น 5 ประเภท เช่น TPAT1 (ความถนัดแพทย์), TPAT3 (ความถนัดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์) (citation:2)(citation:6) 3. A-Level (Applied Knowledge Level): วัดความรู้เชิงวิชาการระดับ ม.ปลาย มีให้เลือกสอบหลายวิชา เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาอังกฤษ (citation:2)(citation:6)
น้อง ๆ Dek69 ที่กำลังจะเริ่มเตรียมตัว สิ่งสำคัญคือต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับระบบนี้ให้ดี เพราะการรู้ว่าแต่ละรอบต้องใช้อะไรบ้าง จะช่วยให้วางแผนการสอบและเลือกคณะในฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ (citation:2)
สรุป: Dek คือตัวตนของน้อง ๆ บนเส้นทางสู่ความฝัน
การรู้ว่าตัวเองคือ Dek คืออะไร ไม่ใช่แค่การรู้จักชื่อเรียก แต่คือการรู้จักก้าวแรกของการวางแผนอนาคต ไม่ว่าน้อง ๆ จะเป็น Dek68 ที่กำลังฟิตสุดตัว, Dek69 ที่เริ่มตื่นตัว, หรือ Dek70 ที่กำลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจระบบและเตรียมตัวให้พร้อม ถึงแม้บางครั้งอาจจะสับสน เหนื่อย หรือท้อ แต่น้อง ๆ ไม่ได้เดินคนเดียวแน่นอน มีรุ่นพี่ มีระบบ มีเพื่อนร่วมชะตากรรม Dek รุ่นเดียวกันอีกเป็นแสนคนที่กำลังก้าวเดินไปพร้อม ๆ กัน
เปรียบเทียบภาพรวมของแต่ละรุ่น Dek
เพื่อให้เห็นภาพรวมและแผนการเรียนที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่นชัดเจนขึ้น ลองดูตารางนี้ครับ
Dek68
- ปีการศึกษา 2568
- TGAT, TPAT, A-Level (ตามเกณฑ์ของปีนั้นๆ)
- กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.6
- กำลังสอบ TCAS68 หรือรอประกาศผล
Dek69
- ปีการศึกษา 2569
- TGAT, TPAT, A-Level (เริ่มหาข้อมูลและเตรียมตัว)
- กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5 (จะขึ้น ม.6)
- เริ่มวางแผนการเรียน เก็บเนื้อหา ม.ปลาย
Dek70
- ปีการศึกษา 2570
- TGAT, TPAT, A-Level (ศึกษาแนวทางล่วงหน้า)
- กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.4 (จะขึ้น ม.5)
- ปรับพื้นฐาน เก็บเนื้อหา และค้นหาตัวตน
เส้นทางการค้นหาตัวเองของมด: จาก Dek68 สู่ Dek69
มดเป็น Dek68 ที่สอบติดคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งตั้งแต่รอบ Portfolio ตอนนั้นเธอดีใจมาก เพราะได้เรียนที่ที่อยากเข้า แต่พอเรียนจริงไปได้เทอมเดียว เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับแนวทางการเรียนและการทำงานในอนาคตที่ต้องเน้นตัวเลขเป็นหลัก ความฝันที่แท้จริงของมดคือการเป็นครูสอนภาษาไทยมากกว่า
มดตัดสินใจเล่าให้ครอบครัวฟัง ซึ่งตอนแรกก็กลัวมาก แต่พ่อแม่กลับเข้าใจและสนับสนุน เธอจึงเริ่มวางแผนใหม่โดยไม่ได้ลาออกทันที แต่มดเลือกที่จะเรียนไปด้วยและเตรียมตัวสอบไปด้วย แต่ต้องยอมรับว่ามันหนักมาก จนบางวันก็หมดไฟเพราะต้องแบ่งเวลาทั้งเรียนมหาลัย อ่านหนังสือสอบ และพักผ่อน
จุดเปลี่ยนอยู่ที่การจัดการตารางชีวิตของมดเอง เธอตัดสินใจสมัครคอร์สเรียนออนไลน์ที่ดูได้ตลอดเวลาและตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ในแต่ละสัปดาห์ เช่น อ่านวิชาสามัญวันละ 1 ชั่วโมงก่อนนอน แทนที่จะอ่านรวดเดียวหลายชั่วโมง และพยายามไม่กดดันตัวเองเกินไป เพราะเธอรู้แล้วว่าสิ่งที่ทำอยู่คือเพื่ออนาคตของตัวเอง
สุดท้ายมดสอบติดคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย ในฐานะ Dek69 แบบเด็กซิ่ว ตอนนี้เธอเล่าว่าแม้จะเรียนจบช้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่นเดิมไป 1 ปี แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความสุขและความตั้งใจในการเรียน เธอมองว่าการกล้าตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่คือการให้โอกาสตัวเองได้ทำในสิ่งที่ใช่จริง ๆ
ประเด็นสำคัญ
จำง่าย ๆ: Dek คือ "ปี พ.ศ. ที่จะสอบเข้า"อย่าสับสนกับปีปัจจุบัน ให้ดูที่ปีที่น้องจะต้องไปสอบคัดเลือกเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยเป็นหลัก เด็กซิ่วก็ใช้กฎเดียวกัน
รู้จัก TCAS ทั้ง 4 รอบ ช่วยเพิ่มโอกาสPortfolio, Quota, Admission, Direct Admission แต่ละรอบมีจุดเด่นต่างกัน การศึกษาข้อมูลแต่ละรอบอย่างละเอียด จะช่วยให้น้องเลือกประตูสู่มหาวิทยาลัยที่ใช่สำหรับตัวเองได้
แม้บางรอบจะไม่ใช้คะแนนสอบ แต่การมีพอร์ตที่ดีและมีผลการเรียนที่มั่นคงก็สำคัญ อย่าลืมเตรียมตัวสอบ TGAT, TPAT และ A-Level ไปพร้อมกันด้วย
เด็กซิ่วไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหากน้องรู้สึกว่าคณะปัจจุบันไม่ใช่เส้นทางของตัวเอง การตัดสินใจเริ่มต้นใหม่เป็นเรื่องที่กล้าหาญและอาจนำไปสู่อนาคตที่สดใสกว่า เพียงแต่ต้องวางแผนและศึกษาข้อมูลให้ดี
ขยายความรู้
หนูอยู่ ม.3 จะเข้าคณะวิศวะ ต้องเตรียมตัวยังไง? หนูคือ Dek อะไร?
น้องคือ Dek71 ค่ะ (citation:5) ตอนนี้ยังมีเวลาเตรียมตัวอีกหลายปี สิ่งสำคัญที่สุดคือการปูพื้นฐานวิชาหลักให้แน่น โดยเฉพาะคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ เพราะเป็นรากฐานของคณะวิศวะฯ รวมถึงฝึกภาษาอังกฤษด้วยนะคะ
เด็กซิ่วที่เคยติด Dek68 ไว้ แต่จะสอบใหม่เป็น Dek69 ต้องใช้พอร์ตเดิมได้ไหม?
ได้ครับ แต่ควรอัปเดตพอร์ตให้มีผลงานใหม่ ๆ ในช่วงที่ผ่านมาเข้ามาด้วย เพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและความตั้งใจจริงที่จะเรียนในคณะนั้น ๆ และอย่าลืมตรวจสอบระเบียบการของแต่ละมหาวิทยาลัยให้ดีด้วยนะครับ
ถ้าอยากซิ่ว ต้องลาออกจากมหาลัยก่อนสมัครสอบไหม?
ไม่จำเป็นต้องลาออกก่อนสมัครครับ เว้นแต่เป็นคณะเฉพาะอย่างกลุ่ม กสพท. (แพทย์ ทันตะ เภสัชฯ) ที่มีข้อกำหนดให้ลาออกก่อนวันที่กำหนด แต่ถ้าเป็นคณะทั่วไป เมื่อสอบติดและยืนยันสิทธิ์แล้ว ค่อยไปลาออกจากมหาวิทยาลัยเดิม (citation:10)
TCAS แต่ละรอบต้องเสียค่าสมัครเท่าไหร่?
ค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันไปครับ เช่น ค่าสมัครรอบ Portfolio หรือ Quota จะอยู่ที่ประมาณ 200-1,000 บาท ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยกำหนด (citation:8) ส่วนค่าสมัครสอบ A-Level อยู่ที่วิชาละ 100 บาท, TGAT และ TPAT2-5 วิชาละ 140 บาท และ TPAT1 (กสพท) 800 บาท โดยในรอบ Admission (รอบที่ 3) ทปอ. มีนโยบายสนับสนุนค่าสมัครให้ฟรีสูงสุด 10 อันดับแรกครับ [2] (citation:8)
หมายเหตุ
- [1] Meddentgat - TGAT (Thai General Aptitude Test): วัดความถนัดทั่วไป แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การสื่อสารภาษาอังกฤษ การคิดอย่างมีเหตุผล และสมรรถนะการทำงาน คะแนนเต็ม 300 คะแนน
- [2] Tcaster - ค่าสมัครสอบ A-Level อยู่ที่วิชาละ 100 บาท, TPAT2-5 วิชาละ 140 บาท และ TPAT1 (กสพท) 800 บาท สำหรับ TGAT สมัครฟรี
- [3] Mytcas - สำหรับเด็กซิ่ว บางคณะ โดยเฉพาะคณะในกลุ่ม กสพท (แพทย์, ทันตะฯ) อาจมีข้อกำหนดเรื่องการลาออกจากมหาวิทยาลัยเดิมก่อนวันที่กำหนด
- [5] Enconcept - ในรอบ 3 Admission น้อง ๆ สามารถเลือกคณะและมหาวิทยาลัยได้สูงสุดถึง 10 อันดับ
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต