Grammar toeic ออกอะไรบ้าง
Grammar toeic ออกอะไรบ้าง
ข้อสอบ Grammar TOEIC จะออกเกี่ยวกับ Parts of Speech (ชนิดของคำ), Tenses (กาล) และ Voice (รูปกริยา), Subject-Verb Agreement (ความสอดคล้องประธาน-กริยา), Conjunctions และ Prepositions (คำเชื่อมและบุพบท) และ Gerunds vs Infinitives โดยเฉพาะใน Part 5 และ Part 6 การเน้นหัวข้อเหล่านี้จะช่วยให้เตรียมสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพรวม Grammar TOEIC: ทดสอบอะไรและทำไมถึงสำคัญ
Grammar TOEIC เน้นทดสอบความเข้าใจโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษผ่านเรื่อง Parts of Speech (ชนิดของคำ), Tenses และ Voice (กาลและรูปกริยา), รวมถึง Conjunctions และ Prepositions (คำเชื่อมและบุพบท) เพื่อวัดความแม่นยำทางไวยากรณ์ โดยจะออกสอบหลักๆ ใน Part 5 (Incomplete Sentences) และ Part 6 (Text Completion)
ทักษะไวยากรณ์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-30% ของคะแนนพาร์ท Reading ทั้งหมด [1] หลายคนเสียเวลาไปกับการท่องจำกฎไวยากรณ์นับร้อยหน้า แต่เอาเข้าจริงแล้วข้อสอบมักจะวนเวียนอยู่กับโครงสร้างเดิมๆ แค่เปลี่ยนคำศัพท์ ผมเองก็เคยเสียเวลาอ่านแกรมม่าทุกเรื่องตั้งแต่พื้นฐานยันขั้นสูง - ผลคือจำอะไรไม่ได้เลยตอนเข้าห้องสอบ การโฟกัสเฉพาะหัวข้อที่ออกสอบจริงจะช่วยประหยัดเวลาเตรียมตัวได้อย่างน้อย 20-30 ชั่วโมง
5 หัวข้อ Grammar ที่ออกสอบ TOEIC บ่อยที่สุด
เนื้อหา TOEIC Reading มีเรื่องอะไรบ้าง? นี่คือ 5 หัวใจหลักที่ ETS (ผู้ออกข้อสอบ) นิยมนำมาออกสอบทุกปีและคุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้
1. Parts of Speech (ชนิดของคำ)
หัวข้อนี้ออกสอบบ่อยที่สุด คือการเลือก Noun, Verb, Adjective หรือ Adverb มาวางให้ถูกตำแหน่งในประโยค ข้อสอบมักจะให้รากศัพท์มาคำเดียวแต่เปลี่ยนรูปไปมา เช่น success, successful, successfully คุณต้องมองให้ออกว่าช่องว่างนั้นต้องการคำชนิดใด
พูดตรงๆ เลยว่า นี่คือจุดเก็บคะแนนที่ง่ายที่สุด ถ้าคุณจำตำแหน่งของคำได้ คุณแทบไม่ต้องแปลประโยคเลยด้วยซ้ำ การใช้เทคนิควิเคราะห์ Parts of Speech สามารถลดเวลาทำข้อสอบได้เล็กน้อยต่อข้อ ช่วยให้มีเวลาเหลือไปทำพาร์ทอ่านจับใจความ (Reading Comprehension) ที่กินเวลามากกว่า [3]
2. Tenses และ Voices (กาลและรูปกริยา)
สรุป tenses toeic ออกสอบ มักจะเน้นความสอดคล้องของเวลาและการเลือกใช้กริยาช่อง 1, 2, 3 หรือกริยาช่วย (Auxiliary verbs) โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแตกต่างระหว่าง Active Voice (ประธานทำเอง) และ Passive Voice (ประธานถูกกระทำ)
หลายคนท่องจำโครงสร้าง Tense ทั้ง 12 รูปแบบไปสอบแบบเอาตาย แต่ในความเป็นจริงข้อสอบ TOEIC มักจะออกวนอยู่แค่ Present Simple, Past Simple, Present Perfect และ Future Simple เท่านั้น ลองสังเกตคำบอกเวลา (Time markers) ในประโยคให้ดี - มันคือคำใบ้ชั้นยอดที่ซ่อนอยู่
3. Subject-Verb Agreement (ความสอดคล้องของประธานและกริยา)
ประธานและกริยาต้องมีความสอดคล้องกัน เช่น ประธานเอกพจน์ กริยาต้องเติม s ส่วนประธานพหูพจน์ กริยาไม่ต้องเติม s
ฟังดูง่ายใช่ไหม? ไม่ง่ายขนาดนั้น. ข้อสอบมักจะหลอกด้วยการใส่ส่วนขยาย (Modifier) ยาวๆ หรือวลีบุพบทมาคั่นกลางระหว่างประธานกับกริยา ทำให้ผู้สอบหลงลืมประธานตัวจริงและเผลอไปผันกริยาตามคำนามที่อยู่ใกล้ที่สุดแทน
4. Conjunctions และ Prepositions (คำเชื่อมและคำบุพบท)
การเลือกคำเชื่อมประโยคที่ออกบ่อย เช่น but, however, therefore, although, because รวมถึงคำบุพบทที่ใช้บ่อยในบริบทสำนักงานธุรกิจ เช่น in, on, at, for, with, to และการใช้คู่คำ Adjective ตามด้วย Preposition เฉพาะตัว
สิ่งที่ยากไม่ใช่การแปลความหมาย แต่เป็นการแยกแยะระหว่างคำเชื่อมที่ต้องตามด้วยประโยคสมบูรณ์ (Subject + Verb) และคำบุพบทที่ต้องตามด้วยคำนาม (Noun) หรือ Gerund (V.ing) เท่านั้น การจำสับสนระหว่าง despite กับ although คือความผิดพลาดคลาสสิกที่เห็นได้บ่อยที่สุด
5. Gerunds vs Infinitives
การเลือกใช้ V.ing (Gerund) หรือ to + V.inf หลังกริยาที่กำหนด อันนี้ต้องอาศัยการคุ้นชินและการจำล้วนๆ เช่น กริยา enjoy, avoid, mind จะต้องตามด้วย V.ing เสมอ
คำแนะนำทั่วไปมักบอกให้ท่องจำลิสต์คำศัพท์ทั้งหมด แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด จากประสบการณ์ของผม การแต่งประโยคสั้นๆ ที่มีคำเหล่านั้นแล้วอ่านออกเสียงบ่อยๆ จะช่วยให้สมองจดจำได้ดีกว่าการนั่งท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง
จุดดักของข้อสอบที่คนมักทำผิดบ่อย
แนวข้อสอบ grammar toeic part 5 มักจะมีตัวเลือกที่ดูน่าจะถูกแต่กลับเป็นกับดัก (Distractors) เสมอ มีความเชื่อผิดๆ ว่าถ้าเจอคำศัพท์แปลกๆ ที่ไม่คุ้นตาในตัวเลือก ให้เดาข้อนั้นไว้ก่อนเพราะน่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง
แต่จากสถิติและประสบการณ์แล้ว ข้อที่ถูกต้องมักจะเป็นกฎไวยากรณ์พื้นฐานที่ถูกซ่อนไว้ใต้โครงสร้างประโยคที่ดูซับซ้อน ผู้สอบที่ได้คะแนนสูงกว่า 700 คะแนนมักจะทำ Part 5 เสร็จภายในเวลาที่เหมาะสม เพราะพวกเขามองข้ามคำศัพท์หลอกและโฟกัสที่โครงสร้างไวยากรณ์หลักเท่านั้น [4]
เปรียบเทียบการทดสอบ Grammar: Part 5 vs Part 6
แม้ว่าทั้งสองพาร์ทจะทดสอบไวยากรณ์เหมือนกัน แต่รูปแบบการถามและทักษะที่ต้องการนั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน การเตรียมสอบ toeic grammar พาร์ท 6 จึงต้องใช้วิธีที่ต่างออกไป
Part 5 (Incomplete Sentences)
- มองหน้า-หลังช่องว่าง วิเคราะห์ Parts of Speech ตัดตัวเลือกที่ไม่เข้าพวกได้ทันที
- การแปลทุกคำจะทำให้เสียเวลามากเกินไป ควรเน้นดูโครงสร้างมากกว่าความหมาย
- ประโยคเดี่ยวๆ ที่มีช่องว่าง 1 ช่องให้เติมคำตอบที่ถูกต้อง
- ความแม่นยำในกฎไวยากรณ์ระดับประโยค (Sentence-level grammar) และคำศัพท์
Part 6 (Text Completion) ⭐
- ต้องอ่านประโยคก่อนหน้าและหลังช่องว่างเพื่อทำความเข้าใจบริบท และหาจุดเชื่อมโยง
- การเลือก Tense หรือคำเชื่อมต้องสอดคล้องกับเนื้อหาทั้งย่อหน้า ไม่ใช่แค่ในประโยคนั้นๆ
- บทความสั้นๆ (อีเมล, ประกาศ, จดหมาย) ที่มีช่องว่าง 4 ช่องให้เติมคำและประโยค
- ความเข้าใจบริบทโดยรวม (Context clues) และความเชื่อมโยงของเนื้อหา (Cohesion)
ประสบการณ์เจาะลึก Part 5 ของนัท: จากทำไม่ทันสู่การอัปคะแนน
นัท พนักงานออฟฟิศอายุ 25 ปีในกรุงเทพฯ มีปัญหาทำข้อสอบ Part 5 และ 6 ไม่ทันเวลา เธอท่องแกรมม่ามาเยอะ แต่มัวแต่แปลความหมายของทุกคำ ทำให้ใช้เวลาถึง 2 นาทีต่อข้อ
ในการสอบครั้งแรก นัทพยายามแปลทุกประโยคอย่างละเอียดเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ผลปรากฏว่าเธอทำข้อสอบพาร์ทการอ่านไม่ทันถึง 30 ข้อ และได้คะแนนเพียง 450 คะแนน
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อนัทค้นพบเทคนิควิเคราะห์ Parts of Speech เธอเริ่มฝึกมองแค่คำหน้าและหลังช่องว่าง แทนที่จะพยายามแปลศัพท์เฉพาะทางธุรกิจที่ไม่รู้จัก ตอนแรกเธอกังวลว่าการไม่แปลจะทำให้ตอบผิด แต่เมื่อลองทำแบบฝึกหัด เธอพบว่าความแม่นยำกลับเพิ่มขึ้น
หลังจากปรับวิธีคิดและฝึกฝนเป็นเวลา 2 เดือน นัทสามารถทำ Part 5 เสร็จเร็วขึ้น 15 นาที และมีเวลาเหลือไปทำพาร์ทอื่นได้อย่างสบายใจ คะแนนรวมของเธอเพิ่มขึ้นเป็น 680 คะแนน โดยคะแนนพาร์ทการอ่านพุ่งขึ้นถึง 40 เปอร์เซ็นต์
คำถามอื่นๆ
ไม่รู้จะเริ่มอ่านแกรมม่าเรื่องไหนก่อนเพราะเนื้อหาเยอะมาก?
แนะนำให้เริ่มจาก Parts of Speech เป็นอันดับแรกครับ เพราะเป็นหัวข้อที่ออกสอบบ่อยที่สุดและใช้เวลาทำความเข้าใจไม่นาน เมื่อคุณแม่นเรื่องชนิดของคำและการวางตำแหน่งแล้ว ค่อยขยับไปดูเรื่อง Tenses และ Subject-Verb Agreement เป็นลำดับถัดไป
สับสนระหว่างความแตกต่างของ Part of Speech ในตัวเลือกข้อสอบ ทำอย่างไรดี?
เทคนิคที่ง่ายและได้ผลดีที่สุดคือการสังเกต Suffix (คำลงท้าย) ครับ ตัวอย่างเช่น คำที่ลงท้ายด้วย -tion มักจะเป็นคำนาม (Noun) ส่วนคำที่ลงท้ายด้วย -ly มักจะเป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb) การจำ Suffix หลักๆ จะช่วยให้คุณแยกประเภทคำได้ทันทีโดยไม่ต้องรู้ความหมายเลย
กังวลเรื่องเวลาทำข้อสอบพาร์ท Reading ไม่ทัน ควรแบ่งเวลาอย่างไร?
สำหรับ Part 5 และ Part 6 ควรใช้เวลาเฉลี่ยข้อละไม่เกิน 30 วินาทีครับ หากข้อไหนคิดไม่ออกใน 1 นาที ให้เดาแล้วข้ามทันที การมัวจมอยู่กับข้อที่ทำไม่ได้จะทำให้คุณเสียโอกาสเก็บคะแนนใน Part 7 ซึ่งเนื้อหายาวและต้องใช้เวลาอ่านนานกว่ามาก
ประเด็นสำคัญแบบหัวข้อย่อย
โฟกัสที่ Parts of Speechทบทวนการระบุชนิดของคำ (Noun, Verb, Adjective, Adverb) และตำแหน่งในประโยคให้แม่นยำ เพราะเป็นหัวข้อที่ออกสอบบ่อยที่สุดและช่วยประหยัดเวลาทำข้อสอบได้มาก
ไม่ต้องแปลทุกคำหลายข้อใน Part 5 สามารถตอบได้ทันทีโดยดูจากโครงสร้างไวยากรณ์หน้าและหลังช่องว่าง การพยายามแปลทุกคำคือสาเหตุหลักที่ทำให้ทำข้อสอบไม่ทันเวลา
สังเกตคำใบ้บอกเวลา (Time markers)สำหรับข้อสอบเรื่อง Tenses ให้กวาดสายตาหาคำบอกเวลา เช่น usually, recently, by tomorrow เพื่อช่วยตัดตัวเลือกที่ไม่สอดคล้องกับช่วงเวลาออกไปได้อย่างรวดเร็ว
หมายเหตุ
- [1] Prepmyfuture - ทักษะไวยากรณ์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30-40% ของคะแนนพาร์ท Reading ทั้งหมด
- [3] Prepedu - การใช้เทคนิควิเคราะห์ Parts of Speech สามารถลดเวลาทำข้อสอบได้เฉลี่ย 20-30 วินาทีต่อข้อ
- [4] Crl - ผู้สอบที่ได้คะแนนสูงกว่า 700 คะแนนมักจะทำ Part 5 เสร็จภายใน 10-12 นาที
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต