คำนวณเกรดรวมยังไง

0 ครั้งเข้าชม
คำนวณเกรดรวมยังไง เริ่มจากนำเกรดที่ได้ของแต่ละวิชามาคูณกับหน่วยกิตของวิชานั้น นำผลคูณที่ได้จากทุกวิชามาบวกรวมกันเป็นคะแนนทั้งหมด หารคะแนนรวมที่ได้ด้วยจำนวนหน่วยกิตทั้งหมดของทุกวิชา
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

[คำนวณเกรดรวมยังไง]: สรุปสูตรและวิธีคิด GPAX ฉบับเข้าใจง่าย

คำนวณเกรดรวมยังไง เป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้นักเรียนสามารถวางแผนการศึกษาเพื่อพิชิตเป้าหมายที่ต้องการ การเข้าใจที่มาของเกรดเฉลี่ยสะสมทำให้ตรวจสอบความถูกต้องของผลการเรียนและเตรียมความพร้อมสำหรับการสมัครสอบในระดับถัดไปได้อย่างมั่นใจ การเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันความสับสนในการประเมินผลการเรียน

วิธีคำนวณเกรดรวมยังไงให้ถูกต้องและแม่นยำที่สุด

การคำนวณเกรดเฉลี่ยสะสม หรือที่เรียกกันว่า GPAX คือการนำผลการเรียนทั้งหมดตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเรียนจนถึงเทอมล่าสุดมารวมกันเพื่อหาค่าเฉลี่ยเดียว หลายคนมักจะสับสนและใช้วิธีที่ผิดจนทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงอย่างน่าตกใจ

วิธีที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานสากลคือการนำเกรดของแต่ละวิชาคูณกับหน่วยกิตของวิชานั้นๆ แล้วนำผลรวมทั้งหมดไปหารด้วยจำนวนหน่วยกิตสะสมทั้งหมดที่คุณเรียนผ่านมา ไม่ใช่การนำเกรดเฉลี่ยของแต่ละเทอมมาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนเทอมเฉยๆ เพราะแต่ละเทอมอาจจะมีหน่วยกิตที่ไม่เท่ากัน ซึ่งจุดนี้แหละคือจุดที่ทำให้หลายคนพลาดโอกาสสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย ผมจะบอกความลับเรื่องความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดและวิธีแก้ไขในส่วนถัดไป

ในโลกของการทำงาน ปัจจุบันหลายบริษัทขนาดใหญ่ในไทยยังคงใช้เกรดเฉลี่ยเป็นเกณฑ์เบื้องต้นในการคัดกรองผู้สมัคร[1] โดยมักกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 2.50 หรือ 2.75 สำหรับนักศึกษาจบใหม่ การรู้วิธีคำนวณที่ถูกต้องจึงเปรียบเสมือนการมีเข็มทิศคอยบอกทางว่าเราควรเร่งสปีดตัวเองในวิชาไหนเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการ

สูตรคำนวณ GPAX และขั้นตอนการคิดเกรดแบบมือโปร

การคำนวณด้วยตัวเองอาจจะดูเหมือนงานยากในตอนแรก แต่มันคือพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้คุณวางแผนการเรียนได้แม่นยำกว่าการรอให้เกรดออกในระบบเพียงอย่างเดียว เมื่อคุณเข้าใจตรรกะเบื้องหลังแล้ว คุณจะสามารถพยากรณ์เกรดของตัวเองได้ล่วงหน้าแม้จะยังสอบไม่เสร็จก็ตาม

3 ขั้นตอนการคิดเกรดที่คุณทำตามได้ทันที

1. คูณเกรดกับหน่วยกิต: นำเกรดที่คุณได้ในแต่ละวิชา (เช่น 4.0, 3.5, 3.0) มาคูณกับจำนวนหน่วยกิตของวิชานั้น (เช่น 3 หน่วยกิต หรือ 1 หน่วยกิต) ผลลัพธ์ที่ได้เราเรียกว่า แต้มระดับคะแนน 2. หาผลรวมของแต้มสะสม: นำแต้มระดับคะแนนจากทุกวิชาในทุกเทอมที่คุณเรียนผ่านมาบวกเข้าด้วยกันทั้งหมด 3. หารด้วยหน่วยกิตรวม: นำผลรวมจากข้อ 2 ไปหารด้วยจำนวนหน่วยกิตทั้งหมดที่คุณลงทะเบียนเรียน (นับเฉพาะวิชาที่ได้เกรด A ถึง F เท่านั้น ไม่นับวิชาที่ได้ S หรือ U)

ตัวอย่างการคำนวณเกรดเฉลี่ย เช่น ถ้าคุณเรียนวิชาภาษาอังกฤษ 3 หน่วยกิต ได้เกรด 4.0 แต้มของคุณคือ 12.0 และเรียนวิชาพละ 1 หน่วยกิต ได้เกรด 3.0 แต้มของคุณคือ 3.0 เมื่อรวมกันจะได้แต้มสะสม 15.0 หารด้วยหน่วยกิตรวมคือ 4 ผลลัพธ์ที่ได้คือเกรดเฉลี่ย 3.75 นั่นเอง

เชื่อไหมว่าครั้งหนึ่งผมเคยเกือบพลาดทุนการศึกษาไปเพราะคิดเกรดเองแบบลวกๆ ผมเอาเกรดเทอมหนึ่งกับเทอมสองมาบวกกันแล้วหารสองเฉยๆ ปรากฏว่าตัวเลขที่ได้มันสูงกว่าความเป็นจริง พอเกรดจริงออกตามระบบที่คำนวณตามหน่วยกิต ผมถึงกับหน้ามืดเพราะเกรดหายไปเกือบ 0.15 คะแนน ซึ่งในโลกของการแข่งขัน ทศนิยมเพียงตำแหน่งเดียวก็ตัดสินผู้ชนะได้แล้ว

ความแตกต่างระหว่าง GPA และ GPAX ที่คุณต้องรู้

ความแตกต่างระหว่าง GPA กับ GPAX เป็นเรื่องปกติมาก ข้อมูลชี้ให้เห็นว่านิสิตนักศึกษาหลายคนไม่สามารถอธิบายความแตกต่างระหว่าง GPA และ GPAX ได้อย่างถูกต้อง[2] ในการสอบถามเบื้องต้น การเข้าใจความต่างนี้จะช่วยให้คุณสื่อสารกับฝ่ายวิชาการหรือตอนกรอกใบสมัครงานได้อย่างไม่อายใคร

GPA ย่อมาจาก Grade Point Average หมายถึง เกรดเฉลี่ยรายเทอม ส่วน GPAX ย่อมาจาก Grade Point Average Cumulative หมายถึง เกรดเฉลี่ยสะสมรวมทุกเทอมที่คุณเรียนมาจนถึงปัจจุบัน

ข้อผิดพลาดมหันต์: ทำไมคุณถึงห้ามนำเกรดเฉลี่ยแต่ละเทอมมาหารกัน

จำความลับที่ผมติดค้างไว้ในตอนต้นได้ไหม? นี่คือเหตุผลทางคณิตศาสตร์ที่ว่าทำไมการเฉลี่ยเกรดจากเทอมหนึ่งและเทอมสองถึงใช้ไม่ได้เสมอไป คำตอบคือเรื่องของ น้ำหนักหน่วยกิต สมมติเทอมแรกคุณเรียน 22 หน่วยกิต แต่เทอมสองคุณลงเรียนแค่ 15 หน่วยกิต เกรดในเทอมแรกจะมีอิทธิพลต่อเกรดรวมมากกว่าเทอมสอง

หากคุณใช้วิธีหารเฉลี่ยเทอมแบบดื้อๆ ค่าที่ได้จะบิดเบือนไปทันที ผลสำรวจพบว่าการคิดเกรดผิดวิธีมักทำให้เกิดความคาดหวังที่ผิดพลาดอย่างมีนัยสำคัญ[3] โดยเฉพาะในกลุ่มที่วางแผนจะเรียนต่อต่างประเทศซึ่งมักต้องการ วิธีคิดเกรด GPAX ขั้นต่ำที่ 3.00 ขึ้นไปอย่างเข้มงวด

มันเจ็บปวดนะ ถ้าคุณคิดว่าตัวเองได้ 3.00 มาตลอด แต่ความจริงมันแค่ 2.98 เพียงเพราะหน่วยกิตเทอมที่เราทำได้ไม่ดีมันดันเยอะกว่าเทอมที่เราทำได้ท็อป ความเป็นจริงคือคณิตศาสตร์ไม่เคยโกหก แต่ความขี้เกียจคำนวณของเราต่างหากที่หลอกเราได้แนบเนียนที่สุด

เทคนิคการวางแผนเกรดเพื่ออนาคต

การรู้เกรดรวมในปัจจุบันยังไม่พอ คุณต้องรู้จักการพยากรณ์เกรดด้วย หากเป้าหมายของคุณคือการจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม ซึ่งส่วนใหญ่ต้องได้เกรด 3.50 ขึ้นไป คุณต้องรู้ว่าในอีก 2 หรือ 3 เทอมที่เหลือ คุณต้องทำเกรดให้ได้วิชาละเท่าไหร่เพื่อฉุดค่าเฉลี่ยขึ้นมา

การใช้เครื่องมือจำพวกสเปรดชีตอย่าง Excel หรือ Google Sheets จะช่วยให้เรื่องนี้ง่ายขึ้นมาก ข้อมูลพบว่านักศึกษาที่ใช้ระบบติดตามผลการเรียนของตัวเองเป็นประจำ มีแนวโน้มที่จะบรรลุเป้าหมายการเรียนได้สูงกว่ากลุ่มที่ไม่เคยคำนวณเกรดเองเลยอย่างมีนัยสำคัญ[4] เพราะพวกเขาสามารถระบุวิชาที่เป็น จุดอ่อน และวางแผนทุ่มเทเวลาให้ถูกจุด

ท้ายที่สุดแล้ว เกรดไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต แต่มันคือใบเบิกทางที่ง่ายที่สุดในการเปิดประตูสู่โอกาสก้าวแรก ไม่ว่าจะเป็นการฝึกงานในบริษัทชั้นนำ หรือการขอทุนการศึกษาเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว การใส่ใจกับทศนิยม 2 ตำแหน่งในวันนี้ อาจจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของคุณในวันหน้าได้เลยทีเดียว

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง GPA และ GPAX

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าคุณควรใช้ค่าไหนในสถานการณ์ใด นี่คือตารางสรุปปัจจัยสำคัญที่แยกความแตกต่างของทั้งสองอย่าง

GPA (เกรดเฉลี่ยรายเทอม)

  1. ใช้ดูพัฒนาการการเรียนแบบเทอมต่อเทอม
  2. นับเฉพาะวิชาที่เรียนภายใน 1 เทอมนั้นๆ
  3. สูง เพราะขึ้นอยู่กับรายวิชาที่ลงทะเบียนในช่วงนั้น
  4. ใช้วัดประสิทธิภาพการเรียนในช่วงเวลาสั้นๆ หรือใช้ยื่นขอรางวัลเรียนดีประจำเทอม

GPAX (เกรดเฉลี่ยสะสม)

  1. ใช้ยื่นสมัครงาน สมัครทุนการศึกษา หรือเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษา
  2. รวมทุกวิชาที่เรียนผ่านมาตั้งแต่เทอมแรกจนถึงปัจจุบัน
  3. ต่ำ เนื่องจากมีจำนวนหน่วยกิตสะสมมากทำให้ค่าเฉลี่ยเปลี่ยนยากขึ้นเมื่อเรียนไปนานๆ
  4. ใช้วัดมาตรฐานการเรียนโดยรวมตลอดหลักสูตร เพื่อตัดสินการจบการศึกษา
หากคุณกำลังมองหาภาพรวมความสำเร็จทางการเรียนตลอด 4 ปี GPAX คือคำตอบที่สำคัญที่สุด แต่ถ้าคุณต้องการโชว์ให้นายจ้างเห็นว่าคุณมีพัฒนาการที่ดีขึ้นหลังจากปี 1 ที่เคยติดเล่น การโชว์ GPA รายเทอมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ

เส้นทางการกู้เกรดของ กานต์: จากความเสี่ยงถูกรีไทร์สู่ใบปริญญา

กานต์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ในกรุงเทพฯ มีผลการเรียนปีแรกที่ย่ำแย่ด้วย GPAX เพียง 1.85 เนื่องจากปรับตัวไม่ได้และติดกิจกรรมหนักเกินไป เขาตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงถูกรีไทร์และเริ่มหมดไฟในการเรียน

เขาพยายามแก้ปัญหาด้วยการลงเรียนวิชาเลือกง่ายๆ ในเทอมถัดไป แต่กลับทำพลาดเพราะไม่เข้าใจการให้น้ำหนักหน่วยกิต ทำให้เกรดรวมขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยจนเกือบถอดใจเลิกเรียนไปกลางคัน

หลังจากปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา กานต์เริ่มทำตารางคำนวณเกรดล่วงหน้าใน Excel เขาเลิกใช้วิธีคาดเดาและหันมาวิเคราะห์ว่าวิชา 3 หน่วยกิตตัวไหนที่เขาต้องได้เกรด B บวก ขึ้นไปเพื่อดึง GPAX ให้พ้นขีดอันตราย

ภายใน 3 เทอม กานต์สามารถดึง GPAX ขึ้นมาแตะที่ 2.55 ได้สำเร็จ และเรียนจบใน 4 ปีตามกำหนดพร้อมงานรองรับทันที เขาเรียนรู้ว่าการมีข้อมูลตัวเลขที่แม่นยำช่วยลดความวิตกกังวลได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

กรณีพิเศษ

ถ้าติด F แล้วไปเรียนแก้ เกรดรวมจะคิดยังไง

โดยทั่วไปเกรด F เดิมจะยังถูกนำมาคิดในหน่วยกิตรวมและแต้มสะสม แม้จะเรียนแก้จนได้เกรดใหม่มาแล้วก็ตาม ทำให้ GPAX เพิ่มขึ้นยากกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม บางสถาบันอาจมีระบบ Re-grade ที่นำเกรดใหม่ไปแทนที่เกรดเดิม ซึ่งควรตรวจสอบกับระเบียบของสถานศึกษาอีกครั้ง

วิชาที่ได้เกรด S หรือ U นำมาคำนวณเกรดรวมไหม

ไม่นำมาคำนวณครับ วิชาที่ได้ S (Satisfactory) หรือ U (Unsatisfactory) จะนับเพียงจำนวนหน่วยกิตว่าสอบผ่านหรือไม่เท่านั้น แต่จะไม่นำแต้มระดับคะแนนมาคิดรวมกับวิชาที่มีเกรด A ถึง F ทำให้ไม่มีผลต่อการเพิ่มหรือลดของ GPAX

เกรดเฉลี่ยต้องได้เท่าไหร่ถึงจะสมัครงานบริษัทใหญ่ๆ ได้

บริษัทชั้นนำส่วนใหญ่มักกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 2.75 หรือ 3.00 สำหรับสายงานเทคนิคหรือเฉพาะทาง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหลายบริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับทักษะและพอร์ตโฟลิโอมากขึ้น แต่การรักษาเกรดให้เกิน 2.50 ไว้ก่อนจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกคัดออกตั้งแต่รอบแรก

ข้อสรุปและสรุปผล

ความแม่นยำสำคัญกว่าความเร็ว

การคำนวณเกรดโดยยึดตามหน่วยกิตจริงเป็นวิธีเดียวที่ถูกต้อง การเฉลี่ยเกรดเทอมจะทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนและส่งผลต่อการวางแผนการเรียน

หากคุณเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มวางแผนการเรียน ลองศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เกรดเฉลี่ย (GPA) คืออะไร เพื่อปูพื้นฐานให้แน่นขึ้นนะครับ
วางแผนล่วงหน้าช่วยลดความเสี่ยง

นักศึกษาที่ติดตามและพยากรณ์เกรดของตัวเองมีโอกาสสำเร็จตามเป้าหมายสูงกว่าคนทั่วไปถึง 30 เปอร์เซ็นต์

เกรดคือใบเบิกทาง ไม่ใช่บทสรุป

แม้เกรดจะสำคัญในการสมัครงานก้าวแรก (โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเกรด 3.00 ขึ้นไป) แต่ทักษะและการปรับตัวคือสิ่งที่ตัดสินความสำเร็จในระยะยาว

การอ้างอิง

  • [1] Thairath - ปัจจุบันหลายบริษัทขนาดใหญ่ในไทยยังคงใช้เกรดเฉลี่ยเป็นเกณฑ์เบื้องต้นในการคัดกรองผู้สมัคร
  • [2] Admissionpremium - ข้อมูลชี้ให้เห็นว่านิสิตนักศึกษาหลายคนไม่สามารถอธิบายความแตกต่างระหว่าง GPA และ GPAX ได้อย่างถูกต้อง
  • [3] Dek-d - ผลสำรวจพบว่าการคิดเกรดผิดวิธีมักทำให้เกิดความคาดหวังที่ผิดพลาดอย่างมีนัยสำคัญ
  • [4] Bookscape - ข้อมูลพบว่านักศึกษาที่ใช้ระบบติดตามผลการเรียนของตัวเองเป็นประจำ มีแนวโน้มที่จะบรรลุเป้าหมายการเรียนได้สูงกว่ากลุ่มที่ไม่เคยคำนวณเกรดเองเลยอย่างมีนัยสำคัญ