T score คืออะไร กระดูก

114 ครั้งเข้าชม
ค่า T-score ใช้ประเมินความหนาแน่นของมวลกระดูก โดยเปรียบเทียบกับมวลกระดูกเฉลี่ยของผู้ใหญ่วัย 30 ปี ที่มีสุขภาพดี เป็นดัชนีสำคัญในการวินิจฉัยภาวะกระดูกพรุนส่วน Z-score นั้น จะเป็นการเปรียบเทียบมวลกระดูกของผู้เข้ารับการตรวจกับค่าเฉลี่ยของมวลกระดูกในกลุ่มคนที่มีอายุ เพศ และเชื้อชาติเดียวกัน เพื่อช่วยประเมินสาเหตุอื่นที่อาจส่งผลต่อมวลกระดูก
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ค่า T-score จากการตรวจมวลกระดูกคืออะไร บอกอะไรได้บ้าง?

เมื่อต้นปีเลยนะ ประมาณมกราคม 2567 มั้ง ตอนไปตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ นั่นแหละ รู้สึกว่าอายุเริ่มเยอะขึ้นแล้วก็อยากเช็กอะไรให้มันละเอียดหน่อย โดยเฉพาะเรื่องกระดูก คือช่วงหลังๆ เริ่มมีเสียงกรอบแกรบๆ เวลาลุกนั่งไง เลยตัดสินใจว่าต้องดูเรื่องมวลกระดูกให้ดีเลยคราวนี้

คุณหมอเขาอธิบายเยอะมากจนฉันก็งงๆ เอาจริงนะ แต่ที่จับใจความได้เกี่ยวกับค่า T-score อ่ะนะ มันเหมือนเขาเอาคะแนนกระดูกของเราไปเทียบกับพวกวัยรุ่นอายุ 30 ปี ที่กระดูกยังแน่นปึ้กๆ อยู่เลย เพื่อจะดูว่าของเรามันยังโอเคไหมเมื่อเทียบกับช่วงพีคของมนุษย์ แบบ...มันบอกว่ากระดูกเราดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับคนแข็งแรงสุดๆ

ส่วนอีกค่าที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือ Z-score ทีแรกฉันก็นึกว่ามันเหมือนๆ กันนะ แต่คุณพยาบาลที่อธิบายตอนนั้น บอกว่าอันนี้เขาเอามาเทียบกับคนอายุเท่าเรา คือคนวัยเดียวกันนี่แหละ มันทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย ถ้าเทียบกับคนที่อายุเท่ากันแล้วมันยังพอสู้ได้ก็ยังดีกว่าไปเทียบกับเด็กๆ ใช่ไหมล่ะ ฮ่าๆ

ก็เลยคิดว่า อ๋อ... ไอ้สองค่านี้มันมีประโยชน์แบบนี้นี่เอง ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ดูซับซ้อนไปวันๆ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าควรจะเริ่มดูแลตัวเองยังไงดี จะได้ไม่เป็นโรคกระดูกพรุนเร็วเกินไป ตอนนี้ก็เริ่มกินนมเพิ่มแล้วนะ ออกกำลังกายก็พยายามทำบ่อยขึ้น คิดแล้วก็...เหนื่อยง่ายขึ้นจริง ๆ นะช่วงนี้

เราจะรู้ได้ไงว่าเป็นโรคกระดูกพรุนหรือไม่

มันมากับความเงียบ... ในตอนแรก... ไม่มีอะไรเลย ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ในวันที่ฟ้ายังเป็นสีฟ้า

จนวันหนึ่ง... เมื่อยืนอยู่หน้ากระจกบานเก่า... เราอาจจะรู้สึกว่าโลกมันสูงขึ้น หรือตัวเราที่เตี้ยลง... ส่วนสูงที่ค่อยๆ หายไป ทีละน้อย... เหมือนทรายที่ร่วงหล่นจากนาฬิกา

แผ่นหลังที่เคยตั้งตรง... กลับโค้งงอลงช้าๆ... เหมือนกิ่งไม้ที่โน้มตัวลงรับน้ำหนักของกาลเวลา... อาการหลังค่อม ที่ปรากฏขึ้นอย่างไม่รู้ตัว... มันคือเงาของความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ข้างใน

แล้วความปวดร้าวก็เดินทางมาถึง... ไม่ใช่การปวดเมื่อยธรรมดา... แต่มันปวดลึก... ลึกเข้าไปในแก่นของกระดูกสันหลัง... ในสะโพก... ในขา... ความปวดที่กระซิบอยู่ตลอดเวลา... โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด

และสุดท้าย... คือความแตกสลาย... การสะดุดล้มเบาๆ ที่ครั้งหนึ่งไม่เคยเป็นอะไรเลย... แต่ครั้งนี้... เสียง "เป๊าะ" ที่ดังขึ้น... กระดูกที่หักง่าย อย่างไม่น่าเชื่อ... คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด... แต่ก็เจ็บปวดที่สุด

  • ความสูงลดลง จากเดิมเกินกว่า 3 เซนติเมตร
  • หลังเริ่มค่อม หรือกระดูกสันหลังมีรูปร่างผิดไปจากเดิม
  • มีอาการปวดลึกๆ ตามกระดูก เช่น กระดูกสันหลัง หรือสะโพก แบบเรื้อรัง
  • กระดูกหักง่ายผิดปกติ จากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง โดยเฉพาะบริเวณกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก และกระดูกสันหลัง
  • การ ตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density - BMD) เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวินิจฉัยโรคนี้ก่อนที่กระดูกจะหัก

ค่าตรวจมวลกระดูก เบิกได้ไหม

ตรวจมวลกระดูก เบิกไม่ได้ จ้า.

ถ้าไปตรวจเองโดยที่หมอไม่ได้บอกว่าต้องตรวจ หรือไม่ได้เข้าข่ายภาวะกระดูกพรุนอะไรมาก่อน แบบว่าสุขภาพดีอยู่แล้ว ไปตรวจเพราะอยากรู้เฉยๆ อันนี้ ถือเป็นการตรวจคัดกรองสุขภาพทั่วไป ซึ่ง ไม่ครอบคลุม ในสิทธิประโยชน์การตรวจสุขภาพประจำปีของทางราชการนะ

ดังนั้น ใบเสร็จค่าตรวจมวลกระดูกที่ได้มาก็ เอาไปเบิกกับทางราชการไม่ได้ จ้า

  • สรุปง่ายๆ: ตรวจเอง ไม่ตรงข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ = เบิกไม่ได้

ข้อมูลเพิ่มเติม (เผื่อสงสัย):

  • สิทธิประโยชน์ การตรวจสุขภาพประจำปี มันมีลิมิตนะว่าตรวจอะไรได้บ้าง
  • แนวทางเวชปฏิบัติ นี่คือเหมือนคู่มือหมอว่าจะตรวจใคร เมื่อไหร่ ด้วยวิธีไหน
  • ถ้าหมอสั่งตรวจมวลกระดูกเพราะมี ปัจจัยเสี่ยง หรือมีอาการที่บ่งชี้ว่าน่าจะเป็น ก็อาจจะเบิกได้ อันนี้ต้องถามหมอให้เคลียร์นะ
  • การตรวจคัดกรอง มันต่างกับการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค
  • ค่าใช้จ่าย พวกนี้ถ้าไม่ได้อยู่ในสิทธิก็ต้องควักกระเป๋าเองแหละ

ตรวจมวลกระดูก BMD คืออะไร?

BMD ย่อมาจาก Bone Mineral Density ที่เขาชอบเรียกกันเล่นๆ ว่า "เช็คความแข็งแรงของบ้าน" น่ะแหละ! เพราะกระดูกคนเราก็เหมือนโครงสร้างบ้าน ยิ่งหนาแน่นแข็งแรง ก็ยิ่งทนทานต่อแรงกระแทก ถ้ามันบางลงมากๆ ก็เหมือนบ้านผุๆ แค่ลมพัดแรงๆ ก็มีหวังพังได้

ภาวะกระดูกพรุนนี่ร้ายกาจตรงที่มันชอบมาแบบเงียบๆ ไม่ส่งสัญญาณเตือนเหมือนหวัดลงคอ จนกว่าจะเจอ "อุบัติเหตุ" เล็กๆ น้อยๆ อย่างการล้มก้นจ้ำเบ้า หรือแค่ยกของหนักแล้วกระดูกสันหลังร้าว ถึงจะรู้ตัว! ตอนนั้นแหละ หมอถึงจะเอ่ยคำว่า "กระดูกพรุน" มาให้ตกใจเล่น

การตรวจ BMD ก็เหมือนไปสแกนบ้านดูว่าตรงไหนกำลังจะผุ จะได้รีบซ่อมแซมก่อนจะสายเกินไป ดีกว่าต้องมานั่งปวดหัวกับค่ารักษาพยาบาลตอนกระดูกหัก ซึ่งอันนั้นน่ะแพงกว่าค่าตรวจเป็นร้อยเท่า!

ข้อมูลเพิ่มเติมให้ขำๆ แต่แฝงความรู้:

  • ทำไมต้องตรวจ? ก็อย่างที่บอก กระดูกพรุนมันชอบแอบอ้างตัว ยิ่งอายุเยอะ ยิ่งมีความเสี่ยง ยิ่งผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน อันนี้ตัวดีเลย!
  • ตรวจยังไง? ง่ายๆ สบายๆ เหมือนไปนอนพักผ่อน เดี๋ยวเครื่องมันก็สแกนให้เอง ส่วนใหญ่จะสแกนที่สะโพกกับกระดูกสันหลัง เพราะเป็นจุดที่มักจะหักง่าย
  • ผลออกมาเป็นไง? ถ้าค่า BMD ออกมาต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ก็อาจจะต้องปรับพฤติกรรม กินแคลเซียม วิตามินดี หรืออาจจะไปปรึกษาคุณหมอเรื่องการกินยา
  • ใครควรไปตรวจ?
    • ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป
    • ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่อายุต่ำกว่า 65 ปี แต่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผอมเกินไป สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าจัด
    • ผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป
    • ใครก็ตามที่เคยมีประวัติกระดูกหักโดยที่ไม่มีอุบัติเหตุชัดเจน
    • คนที่มีโรคประจำตัวบางอย่างที่ส่งผลต่อกระดูก

ใครควรตรวจ BMD?

ใครอยากให้กระดูกที่แบกสังขารมาค่อนชีวิตมันผุพังเป็นผงละเอียดเหมือนแป้งห่างฝุ่นน่ะ ก็เชิญ! แต่ถ้าไม่อยาก ล้มทีมีสิทธิ์เข้าเฝือกเป็นเดือนๆ แบบดาราโดนปาหัว ก็นี่เลยกลุ่มคนต้องเช็กด่วนๆ

  • ผู้หญิงที่อายุย่างเข้า 65 ปีขึ้นไป เนี่ยนะ ถึงเวลาต้องเอาตัวไปสแกนดูหน่อยแล้วป้าๆ เอ๊ย! ไม่ใช่แค่หน้าร้อนนะที่ระวังฝ้า กระดูกก็ต้องระวังกร่อนด้วย! เดี๋ยวจะเดินกรอบแกรบเหมือนข้าวเกรียบ

  • ส่วนคุณผู้ชายมาดแมนแฮนซั่ม อายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ อันนี้ก็ต้องเข้าไปดูบ้างนะลุง ไม่ใช่แค่เครื่องยนต์เครื่องใจนะที่ต้องเช็ก กระดูกก็ต้องการการบำรุงเหมือนกัน ไม่งั้นเดินสะดุดก้อนหินเล็กๆ ทีเดียวอาจมีเรื่องใหญ่!

  • พวกสาวๆ ที่ประจำเดือนดันรีบลาพักร้อนก่อนอายุ 45 ปี อันนี้ก็ใช่เลย! ฮอร์โมนมันโบยบินจากไปไว ก็ต้องระวังหน่อยนะ เดี๋ยวจะวัยทองก่อนวัยอันควร กระดูกจะบางเร็วปรื๋อ

  • และถ้าใครที่หมอต้องขออนุญาต ปลดประจำการรังไข่ไปทั้งสองข้าง อันนี้ยิ่งต้องรีบไปตรวจเช็กด่วนๆ ไม่ต้องรอช้าเลยนะเพื่อน เรื่องกระดูกน่ะมันสำคัญกว่าที่คิดเยอะ!

  • ทำไมต้องตรวจน่ะเหรอ? ก็เพื่อจะได้รู้ว่าตอนนี้กระดูกเรามันยังเป็นป้อมปราการ หรือเป็นแค่กำแพงเต้าหู้แล้วจ้ะ

  • ไม่ต้องกลัวเจ็บนะ! มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แค่ไปนอนให้เครื่องมันสแกนแปร๊บๆ เหมือนถ่ายรูปธรรมดา

  • ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ยอมเช็ก อาจจะลงเอยด้วยการ กระดูกหักจากเรื่องเล็กน้อย เช่นแค่ไอแรงๆ ก็ยังหักได้เลยนะ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

  • หรืออย่างเดินชนประตูเบาๆ ก็ยังร้าวได้เลยนะเออ เห็นมะ! ถ้าไม่อยากใช้ชีวิตแบบระแวงทุกย่างก้าว รีบไปเช็กซะ

Bone Mass เพิ่มยังไง?

กลางดึกแบบนี้.. นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเลยนะ

เรื่องมวลกระดูกเนี่ย.. มันก็เหมือนเราเก็บเงินเก็บทองไว้ใช้นะตอนแก่

ต้องค่อยๆ สร้าง ค่อยๆ ดูแลไป..

1. กินให้ถึงแคลเซียม:

  • แหล่งแคลเซียม: นม, โยเกิร์ต, ชีส, ปลาเล็กปลากระดูกอ่อน, ผักใบเขียวเข้มอย่างคะน้า กวางตุ้ง. พวกนี้ช่วยเสริมกระดูกให้แข็งแรง.
  • แคลเซียมเสริม: ถ้ากินไม่ถึงจริงๆ ก็ต้องหาตัวช่วยนะ. ปรึกษาหมอก่อนก็ดี.

2. ขยับตัวบ่อยๆ:

  • ออกกำลังกายที่ลงน้ำหนัก: เดิน, วิ่งเหยาะๆ, เต้นแอโรบิก, ปีนบันได. พวกนี้มันกระตุ้นให้กระดูกเราแข็งแรงขึ้น. เหมือนเราบอกร่างกายว่า "นี่นะ ต้องใช้กระดูกนะ ทำให้มันดีๆ หน่อย".

3. วิตามินดีจากแดด:

  • แสงแดดอ่อนๆ: เช้าๆ หรือเย็นๆ หน่อย. สัก 15-20 นาที. มันช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น. เหมือนเป็นกุญแจเปิดประตูให้แคลเซียมเข้าบ้าน.

4. สารต้านอนุมูลอิสระ:

  • ผลไม้ ผัก: พวกเบอร์รี่, แอปเปิ้ล, ผักสีๆ. มันช่วยปกป้องเซลล์กระดูกจากความเสียหาย. เหมือนทหารคอยปกป้องปราสาท.

5. เลี่ยงตัวการ:

  • บุหรี่, แอลกอฮอล์: พวกนี้ทำลายกระดูกชัดเจน. ควรห่างๆ ไว้.
  • เครื่องดื่มคาเฟอีนเยอะๆ: อาจจะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม. กินแต่น้อยก็พอ.
  • ยาบางชนิด: ถ้ากินยาอะไรอยู่ ลองปรึกษาหมอว่ามีผลกับกระดูกไหม.

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำต่อวัน (ผู้ใหญ่): ประมาณ 1000-1200 มิลลิกรัม.
  • วิตามินดี: นอกจากแดด ก็มีในไข่แดง, เห็ด, ปลาบางชนิด.
  • การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density Test): เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการประเมินความเสี่ยงกระดูกพรุน. ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจ.
  • อายุ: โดยเฉลี่ยแล้ว มวลกระดูกจะเพิ่มขึ้นสูงสุดช่วงอายุ 20-30 ปี. หลังจากนั้นจะเริ่มลดลง. การสร้างมวลกระดูกให้ได้มากที่สุดในช่วงวัยหนุ่มสาวจึงสำคัญมาก.
  • พันธุกรรม: มีผลต่อความหนาแน่นของกระดูกด้วย. หากคนในครอบครัวมีประวัติกระดูกพรุน ก็ควรใส่ใจเป็นพิเศษ.