การประกอบอาชีพแบ่งออกเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง

98 ครั้งเข้าชม
อาชีพแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก: อาชีพอิสระ: ทำงานเองเป็นนายตัวเอง เช่น พ่อค้า แม่ค้า นักเขียนอิสระ อาชีพรับจ้าง/ใช้แรงงาน: แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย: กลุ่มใช้ฝีมือ/ทักษะ: อาชีพที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ แพทย์ วิศวกร กลุ่มใช้แรงงานทั่วไป: อาชีพที่เน้นแรงงาน เช่น กรรมกร พนักงานทำความสะอาด คนงานก่อสร้าง ความแตกต่างอยู่ที่ระดับทักษะและความเชี่ยวชาญที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพนั้นๆ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

อาชีพมีกี่ประเภท? รู้จักประเภทอาชีพต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อการตัดสินใจเลือกอาชีพที่ใช่!

เอ่อ...ถามว่าอาชีพมีกี่ประเภทเหรอ? ยากจังนะ แบบว่า...เยอะมากกกกก จำได้ตอนเรียนมัธยม ครูเค้าก็แค่แบ่งๆคร่าวๆ อย่างอาชีพอิสระ กับอาชีพประจำ แบบช่างตัดผมร้านตัวเองกับเป็นพนักงานออฟฟิศอะไรแบบนั้นอ่ะ

แต่จริงๆมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลยนะ ลองคิดดูสิ แค่ "อาชีพประจำ" ก็มีตั้งแต่พนักงานแบงค์ ถึงวิศวกร ถึงครู ถึงหมอ แต่ละอย่างก็ต่างกันลิบลับ ใช้ทักษะคนละแบบเลย แถมยังมีกลุ่มอาชีพที่ใช้ทักษะเฉพาะทางอีก อย่างช่างไฟฟ้า ช่างซ่อมรถ พวกนี้ก็อีกประเภทนึง ฝีมือล้วนๆ สมัยก่อนเพื่อนผมเรียนช่างยนต์ จบมาเปิดอู่เองเลย รวยใช้ได้นะ ตอนนั้นประมาณปี 2558 เค้าบอกได้กำไรเดือนละสัก 5-6 หมื่น บ้านแถวรามอินทรา จำได้ไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่

คือสรุปนะ ไม่มีคำตอบตายตัวหรอกว่ามีกี่ประเภท มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะแบ่งยังไงมากกว่า ตามทักษะ? ตามรายได้? ตามความรับผิดชอบ? ตามความต้องการตลาด? มันยุ่งเหยิงไปหมด แต่ละอย่างก็เชื่อมโยงกันไปหมดด้วย งงป่ะ? ฉันก็งงเหมือนกัน อิอิ

ลักษณะของการประกอบอาชีพมีอะไรบ้าง

ลักษณะการประกอบอาชีพ แบ่งกว้างๆ ได้ 2 แบบหลักๆ นะ:

  • อาชีพอิสระ: คือการที่เราเป็นนายตัวเอง ควบคุมทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การวางแผน การผลิต การตลาด ไปจนถึงการจัดการเงินทอง ข้อดีคืออิสระ แต่ข้อเสียคือความเสี่ยงสูงตามไปด้วย ปีนี้ตลาดผันผวนมาก คนทำฟรีแลนซ์ต้องปรับตัวหนักเลย

  • อาชีพรับจ้าง: อันนี้คือการที่เราไปทำงานให้คนอื่น ได้เงินเดือนหรือค่าจ้างเป็นประจำ ข้อดีคือมั่นคง แต่ข้อเสียคือขาดอิสระในการตัดสินใจ บางทีต้องทำในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยก็มี ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของโลกทุนนิยมแหละนะ

จริงๆ แล้วเส้นแบ่งระหว่างสองอย่างนี้มันก็ไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น บางทีเราอาจจะทำงานประจำ แต่ก็มีงานอดิเรกที่สร้างรายได้เสริมไปด้วย หรือบางทีเราอาจจะทำธุรกิจส่วนตัว แต่ก็ต้องพึ่งพาความร่วมมือจากคนอื่นอยู่ดี ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด

เกร็ดเล็กน้อย:

  • เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่ว่าเราจะเลือกอาชีพแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ความรู้และทักษะที่เรามี จะเป็นเกราะป้องกันเราจากความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ดีที่สุด
  • เคยอ่านเจอมาว่า ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วแบบนี้ การมี "ทักษะที่ยืดหยุ่น" (adaptability) สำคัญกว่าการมี "ทักษะเฉพาะทาง" (specialized skills) ซะอีก เพราะทักษะเฉพาะทางอาจจะล้าสมัยไปอย่างรวดเร็ว แต่ความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต

คุณลักษณะอาชีพคืออะไร?

คุณลักษณะอาชีพ คือ ศักดิ์ศรีที่สร้างด้วยมือตนเอง

  • คุณธรรม: มากกว่าคำสวยหรู คือเกราะป้องกันตัวเอง
  • ความขยัน: ไม่ใช่แค่ทำงานหนัก แต่รู้จักทำ
  • ความอดทน: ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย
  • ความซื่อสัตย์: ทางลัดที่อันตรายที่สุด
  • ความรับผิดชอบ: เงาที่ตามติดทุกการกระทำ
  • เคารพสิทธิ: อย่าเหยียบย่ำใคร เพื่อให้ตัวเองสูงขึ้น
  • จรรยาบรรณ: กฎที่เขียนด้วยใจ
  • วินัย: กรอบที่สร้างอิสระที่แท้จริง
  • กฎหมาย: ขอบเขตที่สังคมยอมรับ
  • ค่านิยม: เข็มทิศส่วนตัว นำทางสู่จุดหมาย

"คนไร้ค่า มักมองหาแต่คุณค่าจากผู้อื่น" – ผมเองก็เคยเป็นแบบนั้น

10 ทักษะที่จําเป็นต่อการประกอบอาชีพมีอะไรบ้าง?

10 ทักษะที่ขาดไม่ได้ในการทำงานยุคนี้ (แอบกระซิบว่าบางทีก็สำคัญกว่าเกรดเฉลี่ยนะ!)

  1. สื่อสารคมกริบ: ไม่ใช่แค่พูดเก่ง แต่ต้องจับใจความสำคัญได้ สื่อสารให้คนเข้าใจง่าย ๆ นี่แหละของจริง (ยิ่งถ้าทำได้หลายภาษา ยิ่งโกยแต้ม!)
  2. ภาษาที่สอง/สาม/สี่: โลกมัน global มากขึ้นทุกวัน ภาษาเป็นประตูเปิดโอกาสใหม่ ๆ (เริ่มจากภาษาอังกฤษก่อนก็ได้ แล้วค่อยต่อยอด)
  3. เจรจาต่อรองแบบวิน-วิน: ไม่ใช่แค่เอาชนะ แต่ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีด้วย (เคยเจอคนเจรจาเก่งแล้วรู้สึกอยากร่วมงานด้วยไหม นั่นแหละ!)
  4. ทำงานเป็นทีม...จริง ๆ นะ: ไม่ใช่แค่เข้าประชุม แต่ต้อง contribute จริง ๆ แชร์ไอเดีย รับฟังคนอื่น (อันนี้ challenge มาก เพราะคนเราอีโก้สูงไง)
  5. แก้ปัญหาเฉพาะหน้า: โลกมัน unpredictable ทักษะนี้เลยสำคัญสุด ๆ (ฝึกจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันก็ได้)
  6. เรียนรู้ไม่หยุด: โลกเปลี่ยนทุกวัน ความรู้เมื่อวานอาจจะ out ไปแล้ววันนี้ (ต้องเป็น lifelong learner เท่านั้นถึงจะรอด)
  7. presentation โดนใจ: ไม่ใช่แค่สไลด์สวย แต่ต้องเล่าเรื่องให้คนอิน (presentation เก่ง ๆ นี่มีชัยไปกว่าครึ่ง)
  • ทักษะพิเศษ: ข้อมูลเชิงลึก: นอกจากนี้ ทักษะด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) ก็มาแรงแซงทางโค้ง เพราะทุกวันนี้ข้อมูลเยอะมาก ใครที่อ่านเกมออกก่อน คนนั้นก็ได้เปรียบ
  • ปรัชญาส่วนตัว: ผมว่าทักษะที่สำคัญที่สุดคือ "ความอยากรู้อยากเห็น" (Curiosity) เพราะมันจะนำไปสู่การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างไม่สิ้นสุด เหมือนที่ Einstein เคยบอกว่า "I have no special talents. I am only passionately curious."
  • เกร็ดเล็กน้อย: อย่ามองข้าม soft skills นะครับ บางทีมันสำคัญกว่า hard skills อีก (เพราะ hard skills เรียนรู้กันได้ แต่ soft skills มันมาจากข้างใน)

เจตคติที่ดีต่อการประกอบอาชีพ หมายถึงอะไร?

เจตคติที่ดีต่อการประกอบอาชีพ? อืมมม... ง่ายๆ เลยก็คือ "รักงานที่ทำ แม้เงินเดือนจะน้อยกว่าค่าขนมน้องหมา" (น้องหมาผมชื่อเจ้าตูบ มันกินดีอยู่ดีมาก)

  • ความรัก: ไม่ใช่แค่ "โอเค ก็ทำงานไปงั้นแหละ" แต่ต้องแบบ "ตื่นเช้ามาอยากไปทำงานเลย! " อย่างน้อยก็อยากไปเจอเพื่อนร่วมงาน (ยกเว้นเจ้านายที่ชอบบ่นเรื่องกาแฟเย็น)
  • ความรับผิดชอบ: ไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จ แต่ต้องแบบ "นี่คือผลงานชิ้นโบว์แดงของชั้น!" ประมาณนั้น (อย่างน้อยก็ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น เช่น อย่าส่งอีเมลผิดคนอีกเลยนะ อายแทน!)
  • ความพากเพียร: เจออุปสรรคก็ต้องแบบ "ฮึบ! ฉันจะพิชิตมันให้ได้!" ไม่ใช่เจอปัญหาปุ๊บ ลาป่วยปั๊บ (ผมเคยเจอคนแบบนั้น ลาป่วยทุกวันศุกร์ สงสัยจะรักวันหยุดมากกว่ารักงาน)
  • ความซื่อสัตย์: ไม่โกงกิน ไม่เอาเปรียบใคร ทำงานด้วยความสุจริต (อันนี้สำคัญมาก! อย่าคิดจะเอาเงินบริษัทไปซื้อหวย มันไม่คุ้มกับความเสี่ยง!)

เอาจริงๆ เจตคติที่ดีต่ออาชีพมันไม่ได้วัดแค่เงิน แต่เป็นความสุข ความภาคภูมิใจ และความรู้สึกว่า "นี่แหละ ฉันทำได้!" (เหมือนตอนผมเลี้ยงเจ้าตูบให้ฉี่ถูกที่ ภูมิใจมาก!)

ข้อมูลเพิ่มเติม (ปี 2566): ปัจจุบัน องค์กรหลายแห่งให้ความสำคัญกับความสุขของพนักงานมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่ดี เช่น workshop การอบรม และกิจกรรม team building ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อการทำงานได้ นอกจากนี้ การสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว (work-life balance) ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนทำงานมีความสุขและมีประสิทธิภาพมากขึ้น