ข้อสอบโทอิคแต่ละพาร์ทมีกี่ข้อ

156 ครั้งเข้าชม
ส่วนการทดสอบจำนวนข้อ
การฟัง (Listening)100 ข้อ
การอ่าน (Reading)100 ข้อ
ข้อสอบโทอิคแต่ละพาร์ทมีกี่ข้อ โดยการฟังแบ่งเป็น Part 1 (6 ข้อ) Part 2 (25 ข้อ) Part 3 (39 ข้อ) และ Part 4 (30 ข้อ). ส่วนการอ่านแบ่งเป็น Part 5 (30 ข้อ) Part 6 (16 ข้อ) และ Part 7 (54 ข้อ). ข้อสอบทั้งหมดรวม 200 ข้อ.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ข้อสอบโทอิคแต่ละพาร์ทมีกี่ข้อ: สรุปจำนวนข้อรวม 200 ข้อ

ผู้ที่สนใจเตรียมตัวสอบควรทำความเข้าใจโครงสร้าง ข้อสอบโทอิคแต่ละพาร์ทมีกี่ข้อ เพื่อวางแผนการจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรู้จักสัดส่วนของเนื้อหาในแต่ละส่วนช่วยลดความกังวลและเพิ่มความมั่นใจในการทำคะแนนให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้. ศึกษาแนวทางของข้อสอบเพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการทดสอบครั้งนี้ได้ดียิ่งขึ้น.

ข้อสอบโทอิคแต่ละพาร์ทมีกี่ข้อและแบ่งอย่างไร

ข้อสอบ TOEIC ในรูปแบบ Listening and Reading Test มีทั้งหมด 200 ข้อ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนการฟังและการอ่านอย่างละครึ่งครับ [1]

การแบ่ง จำนวนข้อสอบ toeic listening reading ให้ชัดเจนแบบนี้ช่วยให้คุณวางแผนการอ่านได้ตรงจุดมากขึ้น - โดยเฉพาะถ้าคุณรู้ว่าพาร์ทไหนมีคะแนนและน้ำหนักข้อสอบเยอะกว่า ส่วนใหญ่แล้วคนสอบมักจะกังวลเรื่องการบริหารเวลาให้ทัน 2 ชั่วโมงเต็มครับ

ส่วนที่ 1: การฟัง (Listening Comprehension) - 100 ข้อ

ส่วนการฟังจะวัดทักษะการรับสารจากเสียงภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งการทำงานและชีวิตประจำวัน: Part 1 (Photographs): 6 ข้อ - อธิบายภาพถ่าย Part 2 (Question-Response): 25 ข้อ - ฟังคำถามแล้วเลือกคำตอบที่ถูกต้อง Part 3 (Conversations): 39 ข้อ - ฟังบทสนทนา Part 4 (Short Talks): 30 ข้อ - ฟังการบรรยายสั้นๆ

ส่วนที่ 2: การอ่าน (Reading Comprehension) - 100 ข้อ

ส่วนนี้จะวัดความสามารถในการเข้าใจไวยากรณ์ คำศัพท์ และการตีความเอกสาร: Part 5 (Incomplete Sentences): 30 ข้อ - เติมคำในช่องว่างให้ประโยคสมบูรณ์ Part 6 (Text Completion): 16 ข้อ - เติมคำในบทความ Part 7 (Reading Comprehension): 54 ข้อ - แบ่งพาร์ทข้อสอบ toeic และมีบทความให้เลือกตอบคำถาม

เจาะลึกปัญหาทำข้อสอบไม่ทัน

นอกจากจะรู้ว่า โครงสร้างข้อสอบ TOEIC ในแต่ละพาร์ทมีกี่ข้อแล้ว เรื่องความเร็วสำคัญมากครับ

ผมเคยเจอผู้สอบหลายคนทำ Part 7 ไม่ทัน เพราะมัวแต่เสียเวลาอยู่กับ Part 5 และ 6 นานเกินไป หากคุณใช้เวลาเฉลี่ยเกิน 30 วินาทีต่อข้อในพาร์ทเติมคำ คุณจะเหลือเวลาไม่พอสำหรับบทความยาวๆ ในช่วงท้ายแน่นอน

เคล็ดลับคือการฝึกฝนจับเวลาจริงครับ - การทำข้อสอบจำลองบ่อยๆ ช่วยลดความตื่นเต้นและทำให้คุณคุ้นเคยกับรูปแบบโจทย์ได้เร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด

เปรียบเทียบส่วนการฟังและการอ่าน

ทั้งสองส่วนมีจำนวนข้อเท่ากัน แต่กลยุทธ์การทำข้อสอบต่างกันโดยสิ้นเชิง

Listening

  • 100 ข้อ
  • ฟังได้เพียงรอบเดียว

Reading

  • 100 ข้อ
  • บริหารเวลาให้ทัน
ส่วนฟังจะเน้นสมาธิและการได้ยิน ส่วนอ่านจะเน้นความเร็วและคลังคำศัพท์ครับ การฝึกทั้งสองด้านควบคู่กันจะทำให้คะแนนรวมดีขึ้น
หากคุณยังสงสัยว่า Toeic แต่ละพาร์ทกี่ข้อ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยครับ

เส้นทางของมายด์: จากทำไม่ทันสู่การพิชิตคะแนน 800

มายด์ พนักงานออฟฟิศในดานัง ต้องการสอบ TOEIC เพื่อเลื่อนตำแหน่ง แต่เธอมีปัญหาใหญ่คือการทำ Part 7 ไม่ทัน และมักจะอ่านบทความยาวๆ ด้วยความลนลานจนจับใจความไม่ได้.

เธอเริ่มแก้ปัญหาโดยการฝืนตัวเองให้ทำ Part 5 และ 6 ในเวลาไม่เกิน 20 นาที เพื่อเก็บเวลาไว้สำหรับอ่านบทความที่กินสัดส่วนกว่า 50% ของพาร์ทอ่าน.

มายด์ฝึกอ่านบทความสั้นๆ ทุกเช้าก่อนไปทำงาน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการสรุปใจความสำคัญ แทนที่จะอ่านละเอียดทุกบรรทัด.

หลังฝึกต่อเนื่อง 2 เดือน มายด์ทำ Part 7 ทันเวลาพอดี คะแนนของเธอพุ่งไปถึง 800 ทำให้เธอได้รับโอกาสทำงานในโปรเจกต์ต่างประเทศตามที่หวังไว้.

การประเมินสุดท้าย

ภาพรวม TOEIC

ข้อสอบมี 200 ข้อ แบ่งเป็น ฟัง 100 และอ่าน 100 ข้อเท่ากัน

การจัดการเวลา

Part 7 คือหัวใจสำคัญของการทำข้อสอบอ่านให้ทันเวลาทั้งหมด

คำถามเสริม

ข้อสอบ TOEIC ยากไหม?

ไม่ได้ยากเกินความสามารถครับ หากมีการเตรียมตัวและเข้าใจโครงสร้างพาร์ทต่างๆ ให้ชัดเจน

ควรให้เวลากับพาร์ทไหนมากที่สุด?

ควรเน้น Part 7 เพราะมีจำนวนข้อเยอะที่สุดถึง 54 ข้อ ซึ่งเป็นจุดตัดสินคะแนนสำคัญครับ

การอ้างอิงไขว้

  • [1] Memmoread - ข้อสอบ TOEIC (Listening and Reading Test) มีทั้งหมด 200 ข้อ แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนการฟังและการอ่านอย่างละครึ่งครับ