ข้อสอบโทอิคแต่ละพาร์ทมีกี่ข้อ
| ส่วนการทดสอบ | จำนวนข้อ |
|---|---|
| การฟัง (Listening) | 100 ข้อ |
| การอ่าน (Reading) | 100 ข้อ |
ข้อสอบโทอิคแต่ละพาร์ทมีกี่ข้อ: สรุปจำนวนข้อรวม 200 ข้อ
ผู้ที่สนใจเตรียมตัวสอบควรทำความเข้าใจโครงสร้าง ข้อสอบโทอิคแต่ละพาร์ทมีกี่ข้อ เพื่อวางแผนการจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรู้จักสัดส่วนของเนื้อหาในแต่ละส่วนช่วยลดความกังวลและเพิ่มความมั่นใจในการทำคะแนนให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้. ศึกษาแนวทางของข้อสอบเพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการทดสอบครั้งนี้ได้ดียิ่งขึ้น.
ข้อสอบโทอิคแต่ละพาร์ทมีกี่ข้อและแบ่งอย่างไร
ข้อสอบ TOEIC ในรูปแบบ Listening and Reading Test มีทั้งหมด 200 ข้อ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนการฟังและการอ่านอย่างละครึ่งครับ [1]
การแบ่ง จำนวนข้อสอบ toeic listening reading ให้ชัดเจนแบบนี้ช่วยให้คุณวางแผนการอ่านได้ตรงจุดมากขึ้น - โดยเฉพาะถ้าคุณรู้ว่าพาร์ทไหนมีคะแนนและน้ำหนักข้อสอบเยอะกว่า ส่วนใหญ่แล้วคนสอบมักจะกังวลเรื่องการบริหารเวลาให้ทัน 2 ชั่วโมงเต็มครับ
ส่วนที่ 1: การฟัง (Listening Comprehension) - 100 ข้อ
ส่วนการฟังจะวัดทักษะการรับสารจากเสียงภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งการทำงานและชีวิตประจำวัน: Part 1 (Photographs): 6 ข้อ - อธิบายภาพถ่าย Part 2 (Question-Response): 25 ข้อ - ฟังคำถามแล้วเลือกคำตอบที่ถูกต้อง Part 3 (Conversations): 39 ข้อ - ฟังบทสนทนา Part 4 (Short Talks): 30 ข้อ - ฟังการบรรยายสั้นๆ
ส่วนที่ 2: การอ่าน (Reading Comprehension) - 100 ข้อ
ส่วนนี้จะวัดความสามารถในการเข้าใจไวยากรณ์ คำศัพท์ และการตีความเอกสาร: Part 5 (Incomplete Sentences): 30 ข้อ - เติมคำในช่องว่างให้ประโยคสมบูรณ์ Part 6 (Text Completion): 16 ข้อ - เติมคำในบทความ Part 7 (Reading Comprehension): 54 ข้อ - แบ่งพาร์ทข้อสอบ toeic และมีบทความให้เลือกตอบคำถาม
เจาะลึกปัญหาทำข้อสอบไม่ทัน
นอกจากจะรู้ว่า โครงสร้างข้อสอบ TOEIC ในแต่ละพาร์ทมีกี่ข้อแล้ว เรื่องความเร็วสำคัญมากครับ
ผมเคยเจอผู้สอบหลายคนทำ Part 7 ไม่ทัน เพราะมัวแต่เสียเวลาอยู่กับ Part 5 และ 6 นานเกินไป หากคุณใช้เวลาเฉลี่ยเกิน 30 วินาทีต่อข้อในพาร์ทเติมคำ คุณจะเหลือเวลาไม่พอสำหรับบทความยาวๆ ในช่วงท้ายแน่นอน
เคล็ดลับคือการฝึกฝนจับเวลาจริงครับ - การทำข้อสอบจำลองบ่อยๆ ช่วยลดความตื่นเต้นและทำให้คุณคุ้นเคยกับรูปแบบโจทย์ได้เร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด
เปรียบเทียบส่วนการฟังและการอ่าน
ทั้งสองส่วนมีจำนวนข้อเท่ากัน แต่กลยุทธ์การทำข้อสอบต่างกันโดยสิ้นเชิง
Listening
- 100 ข้อ
- ฟังได้เพียงรอบเดียว
Reading
- 100 ข้อ
- บริหารเวลาให้ทัน
เส้นทางของมายด์: จากทำไม่ทันสู่การพิชิตคะแนน 800
มายด์ พนักงานออฟฟิศในดานัง ต้องการสอบ TOEIC เพื่อเลื่อนตำแหน่ง แต่เธอมีปัญหาใหญ่คือการทำ Part 7 ไม่ทัน และมักจะอ่านบทความยาวๆ ด้วยความลนลานจนจับใจความไม่ได้.
เธอเริ่มแก้ปัญหาโดยการฝืนตัวเองให้ทำ Part 5 และ 6 ในเวลาไม่เกิน 20 นาที เพื่อเก็บเวลาไว้สำหรับอ่านบทความที่กินสัดส่วนกว่า 50% ของพาร์ทอ่าน.
มายด์ฝึกอ่านบทความสั้นๆ ทุกเช้าก่อนไปทำงาน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการสรุปใจความสำคัญ แทนที่จะอ่านละเอียดทุกบรรทัด.
หลังฝึกต่อเนื่อง 2 เดือน มายด์ทำ Part 7 ทันเวลาพอดี คะแนนของเธอพุ่งไปถึง 800 ทำให้เธอได้รับโอกาสทำงานในโปรเจกต์ต่างประเทศตามที่หวังไว้.
การประเมินสุดท้าย
ภาพรวม TOEICข้อสอบมี 200 ข้อ แบ่งเป็น ฟัง 100 และอ่าน 100 ข้อเท่ากัน
การจัดการเวลาPart 7 คือหัวใจสำคัญของการทำข้อสอบอ่านให้ทันเวลาทั้งหมด
คำถามเสริม
ข้อสอบ TOEIC ยากไหม?
ไม่ได้ยากเกินความสามารถครับ หากมีการเตรียมตัวและเข้าใจโครงสร้างพาร์ทต่างๆ ให้ชัดเจน
ควรให้เวลากับพาร์ทไหนมากที่สุด?
ควรเน้น Part 7 เพราะมีจำนวนข้อเยอะที่สุดถึง 54 ข้อ ซึ่งเป็นจุดตัดสินคะแนนสำคัญครับ
การอ้างอิงไขว้
- [1] Memmoread - ข้อสอบ TOEIC (Listening and Reading Test) มีทั้งหมด 200 ข้อ แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนการฟังและการอ่านอย่างละครึ่งครับ
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต