ข้อสอบโทอิค มีอะไรบ้าง มีพาร์ทอะไรบ้าง
ข้อสอบ TOEIC มีกี่พาร์ท แต่ละพาร์ทคืออะไร?
ข้อสอบ TOEIC มี 2 พาร์ทใหญ่ๆ คือ Listening การฟัง กับ Reading การอ่าน.
ไอ้เจ้า TOEIC นี่นะ ตอนนั้นต้องสอบเพราะจะเอาไปยื่นสมัครงานนี่แหละ เป็นบริษัทข้ามชาติที่นึง เค้าขอคะแนน. มันก็มีแค่สองส่วนหลักๆ คือ ฟัง กับ อ่าน. เหมือนวัดกันไปเลยว่าเราใช้งานจริงได้แค่ไหน ไม่ได้มีสอบพูดหรือเขียนอะไรให้วุ่นวาย.
คะแนนเต็มมัน 990 นะ แบ่งเป็นพาร์ทละ 495. เวลาสอบทั้งหมดก็ 2 ชั่วโมงเป๊ะ. จำได้เลยตอนจ่ายตังค์ไป 1,800 บาท ตอนนั้นไปสอบที่ตึก BB อโศก โอ้โห ใจหายเหมือนกันนะ เงินไม่น้อยเลยสำหรับค่าสอบ.
พาร์ทฟังนี่คือวัดใจเลย เสียงมาละไปไวมาก หลุดคือหลุดเลยนะ ต้องมีสมาธิสุดๆ. เค้าจะมีสำเนียงหลายแบบด้วย ทั้งเมกัน บริติช ออสซี่ ปนๆ กันไปหมด. หูต้องไวมากๆ
ส่วนพาร์ทอ่านนี่ก็สู้กับเวลาล้วนๆ บทความยาวๆ ทั้งนั้น. แต่ที่เจ๋งคือผลสอบออกเร็วมาก สอบวันนี้ พรุ่งนี้ช่วงบ่ายๆ ก็ไปรับผลได้แล้ว ไม่ต้องรอนานให้ใจวูบวาบ. แต่ก็แอบลุ้นอยู่ดีแหละ.
Toeic แต่ละพาร์ทกี่ข้อ
TOEIC Listening 100 ข้อ. แบ่ง 4 พาร์ท.
- Part 1: Photographs 6 ข้อ
- Part 2: Question-Response 25 ข้อ
TOEIC Reading 100 ข้อ. แบ่ง 3 พาร์ท.
- Part 3: Short Conversations 30 ข้อ
- Part 4: Short Talks 30 ข้อ
- Part 5: Incomplete Sentences 30 ข้อ
- Part 6: Text Completion 4 ข้อ
- Part 7: Reading Comprehension 28 ข้อ
เพิ่มเติม:
- Listening: ฟังแล้วตอบ. ง่ายๆ.
- Reading: อ่านแล้วตอบ. ไม่ยาก.
- คะแนน: รวม 990.
- เวลา: Listening 45 นาที, Reading 75 นาที.
โทอิคแต่ละข้อคะแนนเท่ากันไหม
โทอิคแต่ละข้อคะแนนไม่เท่ากันค่ะ
- โทอิคเน้นทักษะ: การสอบโทอิคไม่ได้วัดความยากง่ายของข้อสอบแบบตรงไปตรงมา แต่จะวัด ความเข้าใจ ในภาษาอังกฤษผ่านการฟังและการอ่าน การตอบถูกในข้อที่ยากกว่าย่อมมีน้ำหนัก มากกว่า ข้อที่ง่ายกว่า.
- ระบบการให้คะแนน: ระบบการให้คะแนนของโทอิคจะพิจารณาจาก จำนวนข้อที่ตอบถูก และ น้ำหนักความยาก ของข้อนั้นๆ แล้วนำไปแปลงเป็นคะแนนดิบ ก่อนจะปรับเข้าสู่สเกลคะแนนมาตรฐาน.
- ความรู้สึกของการสอบ: บางครั้งข้อสอบฟังก็ดูจะซับซ้อนกว่าอ่านนะ เหมือนเสียงมันลอยมาแล้วก็ผ่านไปเร็ว แต่พออ่านก็เหมือนมีเวลาให้คิดนิดนึงนะ
เปรียบเทียบคะแนน TOEIC กับมาตรฐาน CEFR
- CEFR A1-A2: ถ้าได้โทอิคราวๆ 10-200 คะแนน อาจจะพอเทียบได้กับระดับพื้นฐาน เริ่มต้น.
- CEFR B1: คะแนนโทอิคประมาณ 200-550 คะแนน น่าจะพอดีกับระดับกลาง ที่พอจะสื่อสารในสถานการณ์ทั่วไปได้.
- CEFR B2: คะแนนโทอิค 550-780 คะแนน ยิ่งเป็นระดับที่ มั่นใจ ในการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น สามารถทำงาน หรือเรียนในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี.
- CEFR C1-C2: คะแนนโทอิค 780-990 คะแนน คือระดับสูง เชี่ยวชาญ สามารถทำงาน หรือใช้ภาษาอังกฤษในระดับมืออาชีพได้อย่างไร้กังวล.
คะแนนแต่ละระดับบอกอะไรได้บ้าง
- คะแนน 10-200: เหมือนเพิ่งหัดเดินในโลกภาษาอังกฤษ ยังต้องอาศัยการเรียนรู้อีกมาก.
- คะแนน 200-550: เริ่มเดินได้แล้ว พอจะถามทาง สั่งอาหาร เข้าใจบทสนทนาสั้นๆ.
- คะแนน 550-780: วิ่งได้คล่องขึ้น สามารถเข้าร่วมประชุม อ่านอีเมลธุรกิจ เข้าใจบริบทที่ซับซ้อนขึ้น. เป็นคะแนนที่หลายบริษัทมองหา.
- คะแนน 780-990: เหมือนนักวิ่งมาราธอนที่เข้าเส้นชัยอย่างสง่างาม สื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติในทุกสถานการณ์.
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- โทอิค Listening & Reading: ปัจจุบันคะแนนเต็มอยู่ที่ 990 คะแนน.
- น้ำหนักคะแนน: ไม่ใช่ทุกข้อจะมีค่าเท่ากัน ข้อที่ยากกว่ามักถูกถ่วงน้ำหนักมากกว่า.
- การเทียบ CEFR: เป็นการประมาณการ เพราะแต่ละการสอบมีจุดเน้นและวิธีการวัดที่ต่างกัน.
- ความสำคัญของคะแนน: คะแนนโทอิคเป็นเหมือน ประตูบานแรก ที่ใช้บ่งบอกระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษในการทำงานและการศึกษา.
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต