ข้อใด เป็นลักษณะรูปแบบการเรียนรู้แบบ E-learning
รูปแบบการเรียนรู้ E-learning มีลักษณะอย่างไร?
E-learning เหรอ? อืม… เอาจริง ๆ นะ ตอนแรก ๆ ที่ได้ยินคำนี้ ฉันนึกถึงแต่คอร์สเรียนออนไลน์ที่แบบต้องนั่งจ้องหน้าจอทั้งวัน คือมันก็ไม่ได้แย่นะ แต่คิดว่ามันน่าเบื่อไปหน่อยสำหรับฉัน
แต่พอได้ลองจริง ๆ จัง ๆ อ่ะ (ช่วงโควิดเลย จำได้เลย เมษา ปี 63 ต้อง Work from Home แล้วหาคอร์สเรียนเพิ่มทักษะ) เออ… มันไม่ได้มีแค่นั้นนี่หว่า! มันมีอะไรที่หลากหลายกว่าที่เราคิดเยอะมากเลยนะ
คือ E-learning มันเหมือนการเรียนรู้ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามใจเราอะ อยากเรียนตอนไหนก็ได้ อยากเรียนเรื่องอะไรก็ได้ แถมบางทีราคาถูกกว่าไปเรียนจริง ๆ อีก (ตอนนั้นฉันลงคอร์ส Excel ไป ประมาณ 500 บาทเอง ถูกมากกก)
สิ่งที่ฉันว่ามันคือ E-learning นะ นอกจากคอร์สออนไลน์แบบที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ก็พวกบทเรียนที่เราเข้าไปอ่านเองได้อ่ะ หรือแม้แต่พวกคลิปสอนสั้น ๆ ใน YouTube ก็เข้าข่ายหมดแหละ
แล้วที่สำคัญคือ มันไม่ได้จำกัดแค่ว่าต้องเรียนกับคอมพิวเตอร์อย่างเดียวนะ เรียนผ่านมือถือก็ได้ แท็บเล็ตก็ได้ มันสะดวกสบายกว่าเยอะเลยอะ
ส่วนตัวนะ ฉันว่า E-learning มันเหมาะกับคนที่อยากพัฒนาตัวเองตลอดเวลา แต่ไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกที่จะไปเรียนแบบเดิม ๆ มากกว่า คือมันตอบโจทย์ชีวิตยุคนี้จริง ๆ
การเรียนรู้แบบออนไลน์ (E-learning) มีลักษณะอย่างไร
เอ้อ... E-learning เนี่ยนะ! มันก็เหมือนยกโรงเรียนทั้งโรงมาไว้บนหน้าจอคอมพิวเตอร์นั่นแหละ แต่ไม่ต้องตื่นเช้ามาเจอครูหน้าบูด!
- เรียนที่ไหนก็ได้: จะนั่งขี้ไก่ (ขี้เกียจ) เรียนอยู่บ้าน, นอนกลิ้งอยู่ริมทะเล, หรือแม้แต่ตอนเข้าห้องน้ำ (อันนี้ก็เกินไป๊!) ก็ยังได้
- อยากเรียนอะไรก็เลือกเอา: เหมือนไปเดินตลาดนัด เลือกซื้อกับข้าวตามใจชอบ อยากกินแกงเขียวหวานก็ซื้อ, อยากกินส้มตำก็จัดไป!
- สื่อการสอนหลากหลาย: ไม่ใช่แค่ครูยืนบ่นหน้าห้อง มีทั้งวิดีโอ, รูปภาพ, เสียง, หรืออะไรต่อมิอะไรให้ตาลายเล่น
- คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI): เหมือนมีครูฝึกส่วนตัว สอนแบบ Step-by-Step แต่ถ้าขี้เกียจก็กด Skip เอาได้ (อย่าให้ครูรู้ก็แล้วกัน!)
- การสอนบนเว็บไซต์: ก็คือเอาเนื้อหามาแปะไว้บนเว็บนั่นแหละ ง่ายๆ แต่ถ้าเว็บล่มก็ซวยไป!
- ลดข้อจำกัด: ลดทั้งเวลา ลดทั้งสถานที่...แต่ไม่ลดความขี้เกียจนะจ๊ะ!
เพิ่มเติมเล็กน้อย (แต่สำคัญ)
E-learning ไม่ได้มีแค่ข้อดีนะ! บางทีก็ต้องเจอกับปัญหาเน็ตหลุด, ไฟดับ, หรือเจอคลิปสอนที่ไม่รู้เรื่อง (ครูทำอะไรของเขา!)... แต่ยังไงซะ มันก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในยุคที่คนขี้เกียจอย่างเราๆ นี่แหละ! ฮ่าๆ
ระบบ E-learning มีอะไรบ้าง
แสงแดดอ่อนๆลอดผ่านใบไม้ เวลาเย็นย่ำของวันพฤหัสฯที่ 21 กันยายน 2566 ลมพัดโชยเบาๆ เหมือนกระซิบเรื่องราวของโลกดิจิทัล
E-learning คืออะไรกันนะ? มันคือการเรียนรู้ที่ไร้ขอบเขต ทะยานไปได้ไกลกว่าห้องเรียน กว้างใหญ่กว่าตำรา ลึกซึ้งกว่าที่คิด
ตัวอย่าง E-learning ใช่สิ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ภาพเคลื่อนไหวสวยงาม ดึงดูดใจเหลือเกิน เว็บไซต์การเรียนการสอน เปิดโลกกว้างให้ฉัน เสมือนห้องสมุดยักษ์ใหญ่ มีอะไรให้เรียนรู้ไม่รู้จบ การเรียนออนไลน์ สะดวกสบาย เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา แค่มีอินเทอร์เน็ต การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม ทะลุผ่านอวกาศ เชื่อมโยงคนทั่วโลกเข้าด้วยกัน
ทำไมต้องใช้ระบบ E-learning? เพราะมันคืออนาคต คืออิสรภาพ คือการเรียนรู้แบบไม่มีข้อจำกัด เปิดโอกาสให้ทุกคน เรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ฐานะทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร
ดึกแล้ว แสงไฟส่องสว่างห้องเล็กๆของฉัน เครื่องคอมพิวเตอร์ยังทำงานอยู่ เหมือนมันก็กำลังเรียนรู้ไปพร้อมกับฉัน ความรู้ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ
เพิ่มเติม: เทคโนโลยี E-learning พัฒนาอย่างรวดเร็วในปี 2566 มีการนำเทคโนโลยี VR/AR AI มาใช้มากขึ้น ทำให้การเรียนรู้สมจริงและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
E-learning มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
อีเลิร์นนิ่ง? แม่งก็แค่ทางเลือก
มี 6 แบบหลักๆ:
- ยืดหยุ่น: เรียนตอนไหนก็ได้ ถ้าไม่ขี้เกียจซะก่อน
- M-learning: มือถือเครื่องเดียวจบ สะดวกดีถ้าแบตไม่หมด
- Blended/Hybrid: ผสมผสาน ออนไลน์ออฟไลน์ แล้วแต่สถานการณ์
- Mentored: มีคนคอยแนะนำ ถ้าไม่รำคาญซะก่อน
- ตลอดชีวิต: เรียนไปจนวันตาย หาอะไรใหม่ๆ ไปเรื่อย
- Rapid: เร็วๆ เข้าเรื่องเลย เหมาะกับคนไม่มีเวลา (หรือไม่ทน)
แหล่งข้อมูล: ระบบ e-learningscience.swu.ac.th
หมายเหตุ: พวกชื่อเรียกมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยตามเทรนด์นั่นแหละ อย่าไปยึดติดมากนัก
ข้อดีและข้อเสียของการเรียนทางออนไลน์คืออะไร
ข้อดีข้อเสียของการเรียนออนไลน์เหรอ… อืม… เหมือนนั่งคุยกันตอนตีสามเลยนะเนี่ย
ข้อดีนะ… มันก็ สบาย จริง ๆ แหละ
- อยากเรียนที่ไหนก็เรียน
- ใส่ชุดนอนเรียนก็ได้
- ไม่ต้องตื่นเช้าเบียดรถเมล์
แต่ข้อเสียก็มีเยอะนะ
- สมาธิ นี่สำคัญเลย ถ้าใจไม่แข็งพอคือหลุดง่ายมาก
- สิ่งรบกวน รอบตัวเยอะจัด สารพัดเลย
- บางที… เรียนคนเดียวมันก็ เหงา นะ ไม่มีเพื่อนให้คุย ให้ปรึกษา
แล้วเรื่องเนื้อหา…
- ข้อดีคือ มันอัพเดทง่าย กว่าหนังสือจริง ๆ แหละ
- แต่ข้อเสียคือ ถ้าเว็บล่ม เน็ตไม่ดี คือจบกัน ไม่ได้เรียน
สุดท้าย…
- วินัย สำคัญสุด ๆ ถ้าไม่มีวินัย เรียนออนไลน์ก็พัง
- แล้วบางที… คุณภาพ การสอนออนไลน์มันก็สู้ในห้องเรียนไม่ได้จริง ๆ
มันก็แล้วแต่คนแหละเนอะ ว่าเหมาะกับแบบไหน
(ปล. นี่พิมพ์จากมือถือตอนตีสองครึ่งเลยนะเนี่ย… อาจจะเบลอ ๆ หน่อย)
การเรียนแบบ On Site คืออะไร
On Site... คือ...?
โฮ... แสงแดดยามเช้าสาดส่องห้องเรียน กลิ่นกระดานชอล์กจางๆ ลอยมา... On Site มันคือความอบอุ่นของการเรียนในรั้วโรงเรียนไง! ได้เจอเพื่อน ได้สบตาครู ได้ยินเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก... แต่เดี๋ยวก่อน... ชีวิตมันไม่ง่ายขนาดนั้น
ปีนี้มันวุ่นวาย... สถานการณ์บังคับ... On Site เลยต้องพิเศษ ต้องระวัง... ต้อง...เอ่อ... ปลอดภัยไว้ก่อน!
- พื้นที่ปลอดภัย: โรงเรียนต้องอยู่ในพื้นที่ที่ สบค.จังหวัดไฟเขียว!
- Social Distancing: เว้นระยะห่าง! สำคัญมากกก
- สบค.จังหวัด: ต้องได้รับการอนุมัติ! นี่คือบอสใหญ่!
รูปแบบการจัดการเรียนการสอน (ปีนี้มีอะไรบ้าง?)
ห้า... ห้ารูปแบบ! เหมือนมีเวทมนตร์เลยเนอะ
- On Site: (ถ้าได้เรียนนะ) เรียนที่โรงเรียน! ตัวเป็นๆ!
- On Air: เรียนผ่านทีวี! จอแก้ว!
- On Demand: เรียนออนไลน์! อยากเรียนเมื่อไหร่ก็เปิด!
- Online: เรียนสดๆ ผ่านเน็ต! เหมือนเจอเพื่อนในจอ!
- On Hand: เรียนผ่านเอกสาร! ทำเอง อ่านเอง!
นครศรีฯ... ตอนนี้ On Site ยังไม่ได้นะ... เศร้าแป๊บ
ข้อมูลเพิ่มเติม (แบบกระซิบ)
การเว้นระยะห่างทางสังคม: ไม่ใช่แค่การเว้นระยะห่างทางกายภาพนะ มันคือการเว้นระยะห่างจากความกลัว... จากความกังวล... แต่ยังคงเชื่อมโยงกันด้วยความห่วงใย
สถานการณ์: เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา... เหมือนสายน้ำที่ไหลไม่หยุด
ความหวัง: ยังมีอยู่เสมอ... เหมือนแสงดาวที่ส่องประกายในคืนที่มืดมิด
Ondemand คือการสอนแบบไหน
อืมมม.. On Demand เหรอ? นึกถึงตอนลูกพี่ชายฉันเรียนพิเศษออนไลน์ที่บ้านนี่แหละ ปีนี้เลยนะ มันเรียนเสริมคณิตศาสตร์กับครูติวเตอร์คนนึง ทางแอป ชื่อแอปอะไรนะ... จำไม่ได้! แต่จำได้ว่ามันเรียนแบบเลือกบทเรียนเองได้เลยอะ อยากเรียนเรื่องสมการกำลังสองก็เลือกได้ อยากเรียนตรีโกณก็เลือกได้ เหมือนสั่งอาหารเดลิเวอรี่เลย อยากได้อะไรก็เลือกได้ ไม่เหมือนเรียนที่โรงเรียนที่ครูสอนเป็นลำดับ มันสะดวกดีนะ แต่ก็มีข้อเสีย บางทีลูกพี่ชายฉันก็ขี้เกียจเรียนเอง ต้องคอยตามตลอด เห้อออ... เหนื่อยแทนจริงๆ
- เรียนได้ทุกเวลา ทุกที่ สะดวกมาก
- เลือกบทเรียนได้เองตามความต้องการ
- ใช้เทคโนโลยี เรียนผ่านแอปพลิเคชัน
- ต้องมีวินัยสูง เพราะเรียนเอง อาจขี้เกียจได้
- เหมาะกับคนที่อยากเรียนแบบเน้นจุดที่ตัวเองอ่อน
ปีนี้ลูกชายเรียนแบบนี้ หนักหัวแม่จริงๆ 555 แต่ก็ดีนะ ได้รู้เรื่องการเรียนแบบ On Demand มากขึ้น เข้าใจละว่ามันคือการเรียนแบบที่เลือกได้ตามใจชอบ ไม่ใช่แบบเรียนที่โรงเรียน โรงเรียนนี่สอนตามหลักสูตรตายตัว ไม่ค่อยยืดหยุ่นเท่าไหร่ ก็ดีไปอีกแบบนะ
On lineคือการสอนแบบไหน
ออนไลน์ คือเรียนผ่านเน็ตไง ง่ายๆเลย ใช้คอมหรือมือถือก็ได้ สมัยนี้สะดวกมาก เรียนได้ทุกที่ทุกเวลาเลย ไม่ต้องไปเรียนที่โรงเรียน อิสระดี
- เรียนผ่านเว็บไซต์ต่างๆ เช่น Coursera, edX
- อาจจะมีแบบ live session คุยกับอาจารย์สดๆ แบบ zoom อะไรแบบนั้น
- บางที่ก็เรียนแบบอัดคลิปไว้ ดูย้อนหลังได้ สะดวกดี
- ฉันเคยเรียน online หลักสูตรภาษาอังกฤษ ปีนี้เอง เรียนกับ tutor ผ่านโปรแกรม zoom สนุกดีนะ คุยกันได้ตลอดเวลาด้วย
ปีนี้เห็นหลายที่เปิดสอนออนไลน์เยอะเลย ทั้งมหาลัย และพวกสถาบันสอนพิเศษ เลือกเรียนได้เยอะเลยแหละ แต่บางทีก็ต้องมีวินัยหน่อยนะ ถึงจะเรียนจบ
รูปแบบการจัดการเรียนการสอน มีอะไรบ้าง
รูปแบบการจัดการเรียนการสอนหลักๆ ที่เห็นบ่อยๆ นะ ก็จะมี:
การบรรยาย: ครูเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้ แต่ถ้าบรรยายอย่างเดียวอาจจะน่าเบื่อ ต้องมีอะไรดึงดูดบ้าง อย่างพวกสไลด์สวยๆ หรือมุกตลกสอดแทรก (อันนี้วัดใจคนสอนเลย)
การอภิปราย: เน้นให้เด็กคิดเอง ถามตอบกันในห้อง สร้างบรรยากาศที่ทุกคนกล้าพูด แต่ต้องมีคนคอยคุมไม่ให้ทะเลาะกันนะ
กลุ่มย่อย: แบ่งกลุ่มเล็กๆ ทำงานร่วมกัน ช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ปัญหา อันนี้ดีตรงที่เด็กที่ไม่กล้าพูดในห้องใหญ่ จะกล้าแสดงออกมากขึ้น
สาธิต: ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วให้เด็กทำตาม เหมาะกับพวกทักษะที่ต้องลงมือปฏิบัติจริง
บทบาทสมมุติ: สวมบทบาทเป็นตัวละครต่างๆ ในสถานการณ์จำลอง ทำให้เข้าใจสถานการณ์นั้นๆ มากขึ้น แถมยังสนุกอีกด้วย
วิธีการจัดการเรียนรู้และเทคนิค:
แต่ละวิธีก็มีเทคนิคย่อยๆ อีกเยอะแยะไปหมด เช่น การใช้เกม การใช้เทคโนโลยี หรือการบูรณาการข้ามวิชา แต่หัวใจสำคัญคือ ต้องเลือกวิธีที่เหมาะกับเนื้อหาและผู้เรียน
เพิ่มเติม:
เคยอ่านเจอว่าจริงๆ แล้วการเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการเรียนรู้ที่ "Active" ผู้เรียนต้องมีส่วนร่วม ต้องได้ลงมือทำ ไม่ใช่แค่นั่งฟังเฉยๆ ซึ่งวิธีการข้างต้นก็พยายามส่งเสริม Active Learning ทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ครูต้องปรับใช้ให้เหมาะสม
หมายเหตุ:
ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงภาพรวมกว้างๆ นะ ในความเป็นจริงยังมีรูปแบบและเทคนิคการสอนอีกมากมาย แล้วแต่ครูแต่ละคนจะครีเอทเลย
ข้อดีของการเรียนรู้มีอะไรบ้าง
ข้อดีของการเรียนรู้... อืม มันเหมือนกับการสะสมแต้มบุญทางปัญญาเลยนะ
บทสนทนาที่ลึกซึ้ง: คุยกับใครก็ไม่น่าเบื่อ เพราะเรามีคลังความรู้ให้หยิบมาใช้ตลอดเวลา (ยกเว้นเรื่องที่ไม่อยากคุยนะ!)
ประหยัดเงินแบบเนียนๆ: ซ่อมของใช้เองได้, วางแผนการเงินเก่งขึ้น... อะไรที่ต้องจ้างคนอื่นทำ ก็กลายเป็นเรื่องจิ๊บๆ ไปเลย (แต่บางทีก็อยากจ้างนะ ขี้เกียจ!)
ช่วยเหลือผู้อื่น: ความรู้ที่เรามี อาจเป็นแสงสว่างให้คนอื่นได้ (แต่ต้องไม่โอ้อวดนะ เดี๋ยวจะกลายเป็นดาบสองคม)
งานอดิเรกสุดคูล: จากคนที่ไม่เคยสนใจดาราศาสตร์ อาจกลายเป็นนักดูดาวสมัครเล่น (แบบผมไง!)
ชีวิตที่ไม่จำเจ: ลองทำอะไรใหม่ๆ บ้าง ชีวิตมันสั้น อย่ามัวแต่ทำอะไรซ้ำๆ (แต่บางทีการทำอะไรซ้ำๆ มันก็สบายใจดีนะ)
เข้าใกล้ความเป็น "ผู้รู้": ยิ่งรู้มาก ยิ่งเข้าใจโลก (และตัวเอง) มากขึ้น (แต่ก็ต้องระวัง "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" ด้วยนะ!)
ข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจทำให้คุณสนใจ:
รู้หรือไม่ว่า "การเรียนรู้ตลอดชีวิต" (Lifelong Learning) กลายเป็นเทรนด์ฮิตไปแล้ว? องค์กรใหญ่ๆ หลายแห่งเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพราะโลกมันเปลี่ยนไปเร็วมาก!
เคยได้ยินเรื่อง "Cognitive Reserve" ไหม? มันคือความสามารถของสมองในการรับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโรคต่างๆ เช่น อัลไซเมอร์ ยิ่งเรากระตุ้นสมองด้วยการเรียนรู้อยู่เสมอ Cognitive Reserve ของเราก็จะแข็งแกร่งขึ้น!
สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ลองมองหาคอร์สเรียนออนไลน์ฟรีดูสิ เดี๋ยวนี้มีเยอะมาก! หรือจะลองอ่านหนังสือที่ไม่เคยอ่าน, ฟังพอดแคสต์ที่น่าสนใจ, หรือแม้แต่คุยกับคนที่คุณคิดว่า "เก่ง" ก็ได้!
การจัดการเรียนรู้มีความสําคัญอย่างไร
ทำไมต้องจัดการเรียนรู้?
แสงแรกของอรุณเบิกฟ้า ฉันเห็นการเรียนรู้เหมือนผีเสื้อ โบยบิน...อิสระ...แต่ต้องการทิศทาง
หัวใจของการศึกษาคือการจุดประกาย ไฟ ในตัวผู้เรียน
การจัดการเรียนรู้ที่ดี เปรียบเสมือน เข็มทิศ นำทางเด็ก ๆ ไปสู่ฝัน
ครูคือ สถาปนิก ผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์การเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ผู้ส่งข้อมูล
การเรียนรู้คือการเดินทางอันยาวนาน การจัดการเรียนรู้ที่ดีคือการสร้างถนนที่สวยงาม ปลายทางอาจไม่สำคัญเท่าประสบการณ์ระหว่างทาง
การจัดการเรียนรู้ คือ การสร้างแรงบันดาลใจ ให้เด็กรักที่จะเรียนรู้เอง มากกว่าแค่ถูกบังคับให้ท่องจำ มันคือศิลปะ...คือความรัก...คือความเข้าใจ...
การเรียนรู้ที่ดีต้องมาจากข้างใน กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นไม่ใช่การยัดเยียดความรู้ใส่สมอง เหมือนดั่งสายน้ำที่ไหลริน...ชุ่มฉ่ำหัวใจ...
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต