ทฤษฎีในการจูงใจมีทฤษฎีอะไรบ้าง

186 ครั้งเข้าชม
ทฤษฎีจูงใจแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก: ทฤษฎีเนื้อหา: เน้นปัจจัยภายในตัวบุคคล เช่น ความต้องการพื้นฐาน (Maslow), ปัจจัยสุขอนามัยและแรงผลักดัน (Herzberg), ทฤษฎี X-Y (McGregor) พิจารณาสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการทำงาน ทฤษฎีกระบวนการ: เน้นกระบวนการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจเลือกพฤติกรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งแรงจูงใจ เช่น ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy theory), ทฤษฎีความยุติธรรม (Equity theory), ทฤษฎีเป้าหมาย (Goal-setting theory) มุ่งเน้นวิธีการสร้างแรงจูงใจ ทฤษฎีการเสริมแรง: เน้นผลลัพธ์จากพฤติกรรม การให้รางวัลและการลงโทษ เพื่อกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการซ้ำๆ การประยุกต์ใช้ในองค์กรจึงมุ่งเน้นการจัดการผลตอบแทนและสิ่งแวดล้อมการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การทำความเข้าใจทฤษฎีเหล่านี้ช่วยองค์กรออกแบบกลยุทธ์จูงใจพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ทฤษฎีจูงใจยอดนิยมมีอะไรบ้าง? สรุปครบทุกทฤษฎี

โอเค เอาล่ะ มาว่ากันเรื่องทฤษฎีจูงใจยอดนิยมนะ เท่าที่จำได้ตอนเรียนบริหารธุรกิจมา (นานมากแล้วเหมือนกัน) มันมีหลายสำนักคิดเลยอ่ะ ไม่ใช่แค่หนึ่งสองอันนะ

จริงๆแล้วเค้าแบ่งเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่เน้นเนื้อหา, กลุ่มที่เน้นกระบวนการ, แล้วก็กลุ่มที่เน้นการเสริมแรง ตอนนั้นอาจารย์บอกว่าให้จำชื่อนักจิตวิทยาให้ได้ แต่สารภาพเลยว่าคืนอาจารย์ไปหมดแล้ว 555+

เอาเป็นว่ากลุ่มแรกเน้นว่าอะไรคือสิ่งที่คนต้องการจริงๆ เช่น เงิน, ชื่อเสียง, ความก้าวหน้า ประมาณนั้น กลุ่มที่สองจะมองว่าคนตัดสินใจยังไงถึงจะทำหรือไม่ทำอะไรสักอย่าง ส่วนกลุ่มสุดท้ายก็คือการให้รางวัลหรือลงโทษเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม

อย่างตอนฝึกงานที่ CPALL แถวลาดพร้าวเมื่อนานมาแล้ว (น่าจะปี 2010 มั้ง) เค้าก็ใช้หลายๆ ทฤษฎีผสมกันนะ มีทั้งให้โบนัสถ้าทำยอดขายได้ตามเป้า (อันนี้คือเสริมแรง) แล้วก็มีการให้โอกาสเลื่อนตำแหน่งถ้าทำผลงานดี (อันนี้คือเนื้อหา)

แต่เอาจริงๆ นะ บางทีเงินมันก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอก บางทีแค่คำชมจากหัวหน้า หรือการได้ทำงานที่ตัวเองชอบ มันก็จูงใจได้มากกว่าเยอะเลยนะ ว่ามั้ย?

ทฤษฎีการจูงใจของ Vroom (Expectancy Theory) ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

ดึกแล้ว... ทฤษฎี Vroom ใช่ไหม... เหมือนเคยเรียนมานานมากแล้วนะ

มันมีสามอย่างที่วนเวียนในหัว... expectancy, instrumentality แล้วก็ valence...

  • Expectancy: ความคาดหวัง... ถ้าเราพยายาม มันจะสำเร็จไหมนะ... คือถ้าคิดว่าทำไปก็เท่านั้น ก็คงไม่อยากทำ

  • Instrumentality: แล้วถ้าสำเร็จ... มันจะนำไปสู่อะไร... ได้โบนัส ได้เลื่อนขั้น หรือแค่คำชม... คือถ้าสำเร็จแล้วไม่ได้อะไร ก็อาจจะไม่คุ้มที่จะเหนื่อย

  • Valence: สิ่งที่จะได้มา... มันมีค่าสำหรับเราแค่ไหน... โบนัสเยอะจริง แต่เราอยากได้เวลาพักผ่อนมากกว่า... บางทีเงินก็ไม่ใช่ทุกอย่าง

ทั้งหมดมันคูณกันนะ... ถ้าอะไรเป็นศูนย์... แรงจูงใจก็จบเลย...

เหมือนชีวิตเลยเนอะ... บางทีเราก็ไม่รู้ว่าจะคาดหวังอะไร... บางทีทำไปก็ไม่รู้ว่าจะได้อะไร... บางทีสิ่งที่คนอื่นว่าดี... เราก็ไม่ได้อยากได้...

แล้วแรงจูงใจมันมาจากไหนกันแน่... บางทีก็งง...

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • เน้นย้ำ: ทฤษฎีนี้บอกว่า แรงจูงใจไม่ใช่แค่เรื่องเงิน... มันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ
  • ความสัมพันธ์: ทั้งสามอย่างต้องไปด้วยกัน... ขาดอะไรไปอย่าง แรงจูงใจก็ลดลง
  • การนำไปใช้: บริษัทใช้ทฤษฎีนี้เพื่อออกแบบระบบให้รางวัล... เพื่อให้พนักงานมีแรงจูงใจมากขึ้น
  • ความเป็นจริง: ชีวิตจริงอาจจะไม่ตรงตามทฤษฎีเป๊ะๆ... แต่มันก็ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและคนอื่นมากขึ้น
  • ทบทวนตัวเอง: ลองถามตัวเองดูว่า... เราคาดหวังอะไร... เราอยากได้อะไร... แล้วเราจะไปถึงจุดนั้นได้ยังไง