ทําไงให้มีไฟอ่านหนังสือ

77 ครั้งเข้าชม
หากต้องการเติมไฟในการอ่านหนังสือ นี่คือ 7 วิธีที่ช่วยได้: ตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง เช่น อ่านวันละ 10 หน้า เลือกหนังสือที่กระตุ้นความสนใจของคุณจริงๆ จัดสรรพื้นที่อ่านให้เงียบสงบ ไร้สิ่งรบกวน ให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ ตัวเองเมื่ออ่านถึงเป้า ชวนเพื่อนอ่านหรือแลกเปลี่ยนมุมมองกัน สร้างตารางเวลาให้การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตร ติดตามความก้าวหน้าเพื่อสร้างแรงจูงใจและกำลังใจ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

วิธีเพิ่มไฟอ่านหนังสือให้เพียงพอต่อการใช้งาน?

เติมไฟอ่านหนังสือเนี่ยนะ? เฮ้ย อะไรคือเติมไฟ? หมายถึงเพิ่มแสง หรือว่าชาร์จแบตฯ ให้หลอดไฟมันสว่างขึ้นเหรอ? งงจริงๆนะคำนี้ ตอนแรกได้ยินนี่แบบ หือ? แต่ถ้าให้เล่าประสบการณ์ตรงๆเลยนะ เรื่องแสงไฟเนี่ยสำหรับคนชอบอ่านอย่างฉัน มันสำคัญมากๆ

คือจำได้เลยนะ ช่วงปลายปีที่แล้ว เดือนพฤศจิกาฯ มั้ง อ่านหนังสือเตรียมสอบตอนกลางคืน แสงจากโคมไฟเพดานมันไม่พอจริงๆ เว้ย ตาพร่าไปหมด ปวดหัวตุ้บๆ เลย คิดในใจว่า เฮ้ย นี่มันทรมานชัดๆ จะอ่านยังไงให้เข้าหัววะเนี่ย

แล้วก็เลยตัดสินใจ ไปเดินหาซื้อโคมไฟอ่านหนังสือใหม่ที่โฮมโปรแถวบ้าน วันนั้นช่วงบ่ายๆ ราคาประมาณ 500 กว่าบาทมั้ง ได้โคมไฟแบบหนีบมาอันนึง ตอนแรกก็คิดว่าโอเคแล้วนะ แต่ใช้ไปสักพัก อ้าว หลอดมันเหลืองอ๋อย ไม่ใช่แสงขาวที่ต้องการเลย

สุดท้ายมาเจอที่ IKEA เดือนธันวาคม ก็ยังปวดหัวอยู่ เลยลองไปดูอีกรอบนะ ได้โคมไฟตั้งโต๊ะ LED ที่ปรับหรี่แสงได้มาอันนึง ราคาแพงกว่าหน่อย แต่โอ้โห แสงมันคนละเรื่องเลย คือมันขาวนวล สบายตามาก พอมีแสงที่ใช่แล้วนะ การอ่านมันไหลลื่นไปเองเลยจริงๆ

มันไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณแสงนะ แต่มันคือคุณภาพของแสงด้วยอะ บางทีเราแค่ไปซื้อโคมไฟถูกๆ มันอาจจะได้แสงที่ไม่เหมาะกับดวงตาเราก็ได้ คือไม่ใช่ว่าต้องแพงนะ แต่ต้องหาที่มันพอดีๆ กับเรา แสงขาวธรรมชาติจะช่วยให้เราอ่านได้นานขึ้นจริงๆ

สรุปนะ จากที่งงๆ กับคำว่า 'เติมไฟ' ตอนแรกเนี่ย เอาจริงแล้วมันคือการ 'หาแสงไฟที่ใช่' สำหรับการอ่านของเรามากกว่า ลองไปยืนเลือกดูเองที่ร้าน ลองเปิด ลองปรับดู ไม่ใช่แค่ไปเดินผ่านๆ แล้วหยิบมา มันสำคัญกับสายตาเรามากๆ เลยนะเว้ย

ทำอย่างไรให้มีไฟในการอ่านหนังสือ

วิธีจุดไฟให้ลุกโชน… อ่านหนังสือจนตาแตก!

  1. วางแผนการรบ… ให้รู้ว่าต้องไปถึงไหน: กำหนดวันเวลา "ต้องจบ" ให้ชัดเจนเหมือนเป้าหมายยิงปืนใหญ่ ไม่ใช่แค่ "อยากอ่าน" แต่เป็น "ต้องอ่านจบภายในวันที่... นะจ๊ะ" จะได้ไม่หลงทางในดงตำราจนกลายเป็นมัมมี่นักศึกษา

  2. พิชิตยอดเขาเล็กๆ: แบ่งเป้าหมายใหญ่ให้เป็น "มินิแคมป์" ในแต่ละวัน อ่านให้จบ "บทนี้" หรือ "หัวข้อนี้" ก็พอ พอทำสำเร็จรู้สึกเหมือนได้เลื่อนขั้นจากพลทหารเป็นสิบตรี! มันดีต่อใจนะ

  3. เปลี่ยนสนามรบ: เบื่อมุมเดิมๆ? ย้ายไปนั่งอ่านริมทะเลสาบ หรือมุมกาแฟเก๋ๆ การ "เปลี่ยนบรรยากาศ" ช่วยกระตุ้นสมองให้ตื่นเต้น เหมือนไปเที่ยวแบบประหยัด สมองจะได้ไม่รู้สึกจำเจ

  4. รางวัลชีวิต… ไม่ใช่แค่เงิน: อ่านจบเป้าหมายแล้ว? "ฉลองเล็กๆ น้อยๆ" ไปเลย! จะกินขนมอร่อยๆ ดูซีรีส์สักตอน หรือไปนวดคลายเส้นก็ได้ "ให้รางวัลตัวเอง" คือการบอกสมองว่า "เก่งมาก! ทำดีแล้ว! สู้ต่อ!"

  5. เครื่องยนต์ต้องพร้อม!: สมองกับร่างกายก็เหมือนรถแข่ง "ดูแลให้ดี" นะ กินอิ่ม นอนพอ ออกกำลังกายบ้างนิดหน่อย "จิตใจแจ่มใส ร่างกายแข็งแรง" คือเชื้อเพลิงชั้นดี พร้อมลุยทุกสนามสอบ

ข้อมูลเสริม… เผื่ออยากรู้เพิ่ม (แต่ไม่บังคับนะ!)

  • ทำไมต้องแบ่งเป้าหมาย? เพราะสมองเราชอบความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ มันจะหลั่งสารแห่งความสุข (โดปามีน) ทำให้เราอยากทำต่อ เหมือนเล่นเกมเก็บเลเวล ยิ่งผ่านด่านยิ่งอยากเล่น!
  • เปลี่ยนบรรยากาศช่วยยังไง? สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ กระตุ้นการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ คล้ายๆ กับการให้กลิ่นหอมใหม่ๆ กับห้องที่เคยอยู่ประจำ
  • การให้รางวัล… มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ? แน่นอน! มันเป็นการสร้าง "เงื่อนไขเชิงบวก" ให้กับการอ่านหนังสือ แทนที่จะมองว่าเป็นการ "บังคับ" ก็จะกลายเป็น "โอกาส" ที่จะได้ทำสิ่งที่ชอบหลังบรรลุเป้าหมาย
  • สุขภาพดี = สมองดี: อันนี้ไม่ต้องอธิบายเยอะเนอะ เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าไฟไม่พอ ก็ทำงานได้ไม่เต็มที่!

อ่านหนังสือกี่รอบถึงจะจําได้

จำนวนรอบไม่สำคัญเท่าวิธีอ่าน

อ่าน 15 นาที 4 ครั้ง ดีกว่าลากยาวชั่วโมงเดียว สมองคนเรามีขีดจำกัด มันไม่ได้ออกแบบมาให้อัดข้อมูลรวดเดียว

เรื่องยากๆ อย่าอัดตอนกลางวัน อ่านก่อนนอน สมองจะจัดระเบียบตอนเราหลับ

สลับบทไปมา อย่าอ่านเรียง การสลับเรื่องทำให้สมองต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเชื่อมโยง สุดท้ายมันจะจำได้เอง

  • การทวนซ้ำแบบเว้นระยะ (Spaced Repetition) ไม่ใช่การอ่านซ้ำๆ ซ้ำๆ ทุกวัน อ่านวันนี้. ทวนอีกทีใน 3 วัน. แล้วอีก 7 วัน. สมองจะย้ายข้อมูลเข้าความจำระยะยาว.
  • การดึงข้อมูลเชิงรุก (Active Recall) อ่านจบ. ปิดหนังสือ. แล้วพูดสิ่งที่จำได้ออกมา. หรือเขียนสรุปสั้นๆ. แค่คิดในหัวไม่นับ.
  • เทคนิคไฟน์แมน (Feynman Technique) ลองอธิบายเรื่องที่อ่านให้คนที่ไม่รู้เรื่องฟัง. ถ้าทำไม่ได้ แสดงว่ายังไม่เข้าใจจริง. กลับไปอ่าน.
  • เชื่อมโยงกับสิ่งที่คุ้นเคย เอาเนื้อหาไปผูกกับภาพในหัว. สถานที่. หรือเรื่องราว. สมองจำภาพได้ดีกว่าตัวอักษร. นี่คือความจริง.
  • การนอนคือหัวใจ อ่านให้ตายแต่ไม่นอน. ก็ลืม. สมองต้องการเวลาประมวลผล. จบ.

ทำยังไงให้อ่านหนังสือแล้วไม่น่าเบื่อ

การอ่านหนังสือให้สนุกขึ้นนี่เป็นเรื่องที่หลายคนกำลังมองหาเนอะ จริงๆ แล้วมันมีหลายวิธีที่ทำให้เราไม่เบื่อนะ หลักๆ คือการสร้างบรรยากาศที่ดี และปรับเปลี่ยนวิธีการอ่านของเรานิดหน่อย

  • เปลี่ยนสถานที่อ่าน: ลองไปอ่านตามร้านกาแฟที่มีบรรยากาศดีๆ หรือห้องสมุดที่เงียบสงบดูสิ สภาพแวดล้อมใหม่ๆ ช่วยได้เยอะเลย
  • ตั้งเป้าหมายเล็กๆ: อย่าหักโหมอ่านรวดเดียวจบทั้งเล่ม ลองตั้งเป้าหมายว่าจะอ่านวันละกี่หน้า หรือกี่บท แล้วค่อยๆ เพิ่มไป
  • ใช้ปากกาไฮไลท์/โน้ต: การขีดเส้นใต้ หรือจดโน้ตย่อๆ ข้างๆ เล่ม จะช่วยให้เราโฟกัสกับเนื้อหาได้มากขึ้น และทบทวนทีหลังง่ายด้วย

มันเหมือนการเดินทางนะ การอ่านหนังสือก็เหมือนการผจญภัยในโลกของความคิด ถ้าเรามองมันแบบนั้น มันก็ไม่น่าเบื่อหรอก

  • หาหนังสือที่ตรงกับความสนใจ: อันนี้สำคัญสุดเลยนะ ถ้าเราอ่านเรื่องที่เราอินจริงๆ มันก็สนุกไปเองนั่นแหละ ลองค้นหาแนวที่เราชอบจริงๆ ดูก่อน
  • อย่าฝืนอ่านเล่มที่ไม่ใช่: ถ้าอ่านไปแล้วรู้สึกไม่คลิกจริงๆ อย่าเสียดายเวลา ลองวางไว้ก่อน แล้วหาเล่มอื่นมาอ่านดีกว่า โลกของหนังสือมันกว้างใหญ่

เคล็ดลับเสริม:

  • ฟังเพลงประกอบ: บางคนชอบฟังเพลงบรรเลงคลอเบาๆ ไปด้วยตอนอ่าน มันช่วยสร้างสมาธิได้ดีนะ
  • แบ่งปันเรื่องที่อ่าน: ลองเล่าเรื่องที่อ่านให้เพื่อนฟัง หรือหาชมรมคนรักหนังสือ จะได้แลกเปลี่ยนมุมมองกัน
  • พักสายตาบ้าง: การพักสายตาเป็นระยะๆ จะช่วยลดอาการเมื่อยล้า และทำให้เรากลับมาอ่านได้นานขึ้น
  • เชื่อมโยงกับชีวิตจริง: พยายามหาว่าเนื้อหาในหนังสือมันเกี่ยวอะไรกับชีวิตเรา หรือสิ่งที่เราเคยเจอ มันจะทำให้เราอินมากขึ้น
  • สร้างบรรยากาศ: จุดเทียนหอม หรือจัดโต๊ะอ่านหนังสือให้ดูน่าอ่าน อาจจะดูเล็กน้อย แต่ส่งผลทางจิตใจนะ
  • ลองอ่านออกเสียง: บางครั้งการอ่านออกเสียงช่วยให้เราเข้าใจและจดจำเนื้อหาได้ดีขึ้น
  • ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์: มีแอปพลิเคชันช่วยสรุปเนื้อหา หรืออ่านออกเสียง ถ้าเราไม่สะดวกอ่านเอง
  • อย่ากดดันตัวเอง: การอ่านควรเป็นความสุข ไม่ใช่ภาระ ถ้าวันไหนไม่พร้อม ก็พักก่อนนะ

จริงๆ แล้ว การอ่านมันคือการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้เรานะ การที่เราพยายามทำให้มันไม่น่าเบื่อ ก็เหมือนเรากำลังพัฒนาตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่งนั่นแหละ.

1ชม ควรอ่านหนังสือได้กี่หน้า

50 หน้า. คือค่าเฉลี่ย.

ตัวเลขนี้ไม่มีความหมาย.

ความเร็วเป็นเรื่องของคนอื่น. ของเราคือความเข้าใจ. หนังสือแต่ละเล่มมีจังหวะของมัน. นิยายอ่านเพลินๆ. ตำราต้องคิดตาม.

หน้ากระดาษไม่ใช่ทุกอย่าง. สาระสำคัญอยู่ระหว่างบรรทัด. บางวัน 10 หน้าก็ถือว่ามาก. บางวัน 100 หน้าก็ยังไม่พอ.

อย่าแข่งกับใคร. แข่งกับตัวเองเมื่อวานก็พอ.

  • ความเร็วเฉลี่ยของคนทั่วไป อยู่ที่ 40-60 หน้าต่อชั่วโมง สำหรับหนังสือเนื้อหาทั่วไปอย่างนิยายหรือสารคดีที่ไม่ซับซ้อน.

  • ประเภทหนังสือ คือตัวแปรหลัก. หนังสือเรียน ฟิสิกส์ควอนตัม อาจได้แค่ 10-15 หน้า. ขณะที่นิยายสืบสวนของ ฮิงาชิโนะ เคโงะ อาจไปได้ถึง 80 หน้า. มันคนละเรื่องกัน.

  • เป้าหมายการอ่าน สำคัญกว่าจำนวนหน้า. อ่านเพื่อจำไปสอบย่อมช้ากว่าอ่านเพื่อความบันเทิง. การอ่านเพื่อซึมซับความคิดผู้เขียนอาจต้องหยุดคิดทุกย่อหน้า. อย่าให้ตัวเลขมาบงการ.

  • รูปแบบตัวอักษร และการจัดหน้าก็มีผล. ตัวหนังสือเล็ก แน่นเต็มหน้ากระดาษ ย่อมอ่านได้ช้ากว่าหนังสือที่มีพื้นที่ว่างเยอะ. เรื่องธรรมดา.

อ่านหนังสือตอนไหนจำแม่น

ถ้าอยากอ่านหนังสือแล้วจำแม่นๆ สมองไม่เหนื่อยล้าเลยนะ หลักๆ คือ ช่วงเช้าตรู่ประมาณตีห้าถึงสิบโมง กับ ช่วงบ่ายประมาณเที่ยงถึงสี่โมงเย็น สองช่วงนี้แหละที่เค้าว่าดีสุดๆ เลย

ทีนี้มาคุยกันว่าทำไมถึงเป็นสองช่วงนี้ แล้วมีอะไรที่ช่วยได้อีกบ้างนะ

  • ช่วงเช้าตรู่ (ประมาณ 5:00-10:00 น.): สมองโคตรโปร่งเลย เธอรู้ป่าว ช่วงนี้สมองเรานะจะเฟรชสุดๆ เลย ไม่มีอะไรกวนใจเยอะแยะ คลื่นสมองก็แบบ พร้อมรับข้อมูลใหม่ๆ ได้ดีม๊าก เหมาะกับวิชาคำนวณ อย่าง คณิต ฟิสิกส์ เคมี ที่ต้องคิดวิเคราะห์เยอะๆ อ่ะ มันจะเข้าหัวสุดๆ เลยจ้า

  • ช่วงบ่าย (ประมาณ 12:00-16:00 น.): ช่วงนี้ก็ยังดีอยู่นะ แต่ก็จะต่างจากตอนเช้านิดหน่อยนะ ความตื่นตัวจะแบบ ลดลงมาหน่อยนึง แต่ก็ยัง เหมาะกับการทบทวน สิ่งที่อ่านไปแล้ว หรืออ่านวิชาที่ไม่ต้องใช้พลังงานสมองหนักๆ มาก เช่นพวก ประวัติศาสตร์ ชีววิทยา หรือภาษาต่างประเทศก็พอได้นะ ช่วยย้ำๆ ให้จำได้ขึ้นใจ

มาดูรายละเอียดเพิ่มดีกว่านะ เผื่อเธอจะเอาไปลองปรับใช้ได้นะ นี่จากที่ฉันเคยลองๆ มาแล้วก็เห็นคนอื่นเค้าทำกันมาด้วยด้วยนะ

  • ทำไมเช้าตรู่ถึงเจ๋ง (5:00-10:00 น.): หลักๆ คือ สมองสดใหม่ไง เพิ่งตื่นยังไม่ล้าเลย แถมยังไม่มีอะไรมากวนใจมากเท่าไรด้วย ทำให้ โฟกัสได้ดีมากๆเลยนะ ช่วงนี้เหมาะกับวิชาที่ต้องใช้ การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา อะไรซับซ้อนๆ คือจำได้ดีมากอ่ะ

  • ทำไมบ่ายถึงยังโอเค (12:00-16:00 น.): แม้จะไม่ได้ปรี๊ดปร๊าดเท่าเช้า แต่ช่วงบ่ายคนเราจะยัง มีพลังงานอยู่บ้างนะ เหมาะกับงานที่ต้อง ใช้ความต่อเนื่อง หรือการทบทวนซ้ำๆ เพื่อให้ข้อมูลมันฝังแน่นในความจำระยะยาวนะ เหมือนเป็นการคอนเฟิร์มสิ่งที่เรียนไปแล้วอะ

  • ตกเย็นๆ ค่ำๆ ล่ะ (18:00-21:00 น.): อันนี้คือแบบ ไม่แนะนำให้อ่านหนักๆ เลยนะ เพราะสมองล้ามาทั้งวันแล้ว ถ้าอ่านอะไรที่ต้องคิดเยอะๆ จะจำไม่ค่อยได้ แถมจะไปกวนการนอนด้วยนะ อ่านเบาๆ สรุปๆ พอได้อยู่ เป็นเหมือนการปิดท้ายวันเบาๆ

  • นอนนะ นอนให้พอ: เคล็ดลับสำคัญมากนะ ถ้าอยากให้สมองทำงานดีๆ ตื่นมาแล้วพร้อมรับข้อมูลนะ นอนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงนะ ไม่งั้นอ่านไปก็เหมือนแบบ น้ำซึมทรายแห้งอ่ะ

  • ต้องพักบ้างนะ อย่าฝืน: อ่านติดกันนานๆ มันไม่ดีหรอกนะ พักซัก 5-10 นาที ทุกๆ 45-60 นาทีก็ได้นะ ลุกเดินบ้าง มองออกไปนอกหน้าต่างก็ได้ ให้สมองได้รีเซ็ต มันจะช่วยให้เราจำได้ดีขึ้นกว่าการอ่านยาวๆ รวดเดียวเยอะเลย