มหาวิทยาลัยแบบปิดมีอะไรบ้าง

164 ครั้งเข้าชม
มหาวิทยาลัยแบบปิดมีอะไรบ้าง มหาวิทยาลัยปิดในประเทศไทย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าทั้ง 3 แห่ง, มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัยเอกชน เช่น มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, มหาวิทยาลัยรังสิต, มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ค่าเทอมภาคปกติเฉลี่ย 18,000-35,000 บาทต่อภาคเรียน ส่วนหลักสูตรนานาชาติหรือพิเศษ 60,000-150,000 บาท
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ค่าเทอมมหาวิทยาลัยปิด: 18,000-35,000 vs 60,000-150,000

มหาวิทยาลัยแบบปิดมีอะไรบ้าง มหาวิทยาลัยปิด คือสถาบันที่จำกัดจำนวนรับและมีระบบคัดเลือก เช่น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ (จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ มหิดล ศิลปากร มศว พระจอมเกล้าฯ), มหาวิทยาลัยราชภัฏและราชมงคล, และมหาวิทยาลัยเอกชน (กรุงเทพ รังสิต อัสสัมชัญ หอการค้าไทย) การเลือกเรียนขึ้นอยู่กับความพร้อมและเป้าหมายของแต่ละบุคคล

มหาวิทยาลัยปิดคืออะไร และมีที่ไหนบ้างที่น่าสนใจในตอนนี้?

มหาวิทยาลัยแบบปิดอาจฟังดูเป็นคำที่เข้าใจยาก แต่จริงๆ แล้วคำนิยามนี้เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยที่อาจมีผลต่อชีวิตการเรียนของคุณในอนาคตมากกว่าที่คิด ซึ่งการจะบอกว่าสถาบันไหนเป็นแบบปิดนั้นมักขึ้นอยู่กับระบบการรับเข้าที่จำกัดจำนวนและกฎระเบียบที่เข้มงวด

มหาวิทยาลัยปิด คือสถาบันอุดมศึกษาที่มีการจำกัดจำนวนรับนักศึกษาอย่างชัดเจนในแต่ละปี โดยผู้สมัครต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้น เช่น การสอบในระบบ TCAS การรับตรง หรือโควตาต่างๆ นักศึกษาที่ได้รับเลือกเข้าศึกษาจำเป็นต้องเข้าเรียนตามเวลาที่กำหนดในชั้นเรียน มีการเช็คชื่อ และต้องสะสมหน่วยกิตให้ครบตามโครงสร้างหลักสูตรที่วางไว้ในแต่ละภาคเรียน ต่างจากมหาวิทยาลัยเปิดที่เปิดกว้างให้ทุกคนสมัครเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดจำนวนและมักเป็นการเรียนทางไกล

ในปัจจุบัน อัตราการแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยปิดระดับท็อปของไทยยังคงสูงมาก โดยเฉลี่ยแล้วมีผู้สมัครผ่านระบบ TCAS ในรอบที่ 3 (Admission) มากถึง 60% ของผู้สมัครทั้งหมดในทุกรอบ[1] ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเป้าไปที่สถาบันเหล่านี้เนื่องจากความเชื่อมั่นในคุณภาพการศึกษาและคอนเนคชันที่จะได้รับในอนาคต แต่อย่างที่หลายคนทราบ - การสอบติดเป็นเพียงด่านแรกเท่านั้น

ตอนผมเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยปิดครั้งแรก ผมเคยกดดันตัวเองมากจนอ่านหนังสือถึงตีสองทุกวัน เพราะกลัวว่าถ้าพลาดรอบนี้ไปจะไม่มีที่เรียน สภาพร่างกายในตอนนั้นแย่มาก - ขอบตาดำและมือสั่นเพราะกาแฟ - แต่นั่นคือความจริงที่นักเรียนไทยหลายแสนคนต้องเจอในทุกๆ ปี ความพยายามในการแย่งชิงที่นั่งที่มีจำกัดทำให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้ถูกเรียกว่าแบบปิดนั่นเอง

รายชื่อมหาวิทยาลัยปิดในประเทศไทยที่ได้รับความนิยมสูงสุด

เมื่อพูดถึงรายชื่อสถาบันที่เป็นแบบปิด ส่วนใหญ่จะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชนเกือบทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

1. กลุ่มมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ (มหาวิทยาลัยชั้นนำ)

กลุ่มนี้ถือเป็นเป้าหมายหลักของนักเรียนสายสามัญทั่วประเทศ ประกอบด้วยสถาบันเก่าแก่และมีชื่อเสียงด้านวิชาการ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: โดดเด่นทุกสาขาวิชาและมีอัตราการแข่งขันสูงที่สุดแห่งหนึ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: เน้นด้านสังคมศาสตร์ กฎหมาย และพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์: เชี่ยวชาญด้านเกษตร วนศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล: เป็นอันดับหนึ่งด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยศิลปากร: โดดเด่นด้านศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว): มีชื่อเสียงด้านครุศาสตร์และนิเทศศาสตร์ กลุ่ม 3 พระจอมเกล้า (ลาดกระบัง, ธนบุรี, พระนครเหนือ): เน้นหนักด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี

ค่าเทอมของมหาวิทยาลัยปิดในกำกับของรัฐในปัจจุบันมีความหลากหลาย โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 18,000 - 35,000 บาทต่อภาคเรียนสำหรับภาคปกติ [2] อย่างไรก็ตาม หากเป็นหลักสูตรนานาชาติหรือหลักสูตรพิเศษ ค่าใช้จ่ายอาจพุ่งสูงขึ้นไปถึง 60,000 - 150,000 บาทได้เลยทีเดียว ข้อมูลนี้สำคัญมากเพราะจะช่วยให้คุณและครอบครัววางแผนการเงินได้ถูกจุด

2. กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏและราชมงคล

สถาบันกลุ่มนี้กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่ใกล้ชิดชุมชน: มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มีทั้งหมด 38 แห่งทั่วประเทศ): เช่น สวนสุนันทา, พระนคร, จันทรเกษม ฯลฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มี 9 แห่ง): เช่น ธัญบุรี, สุวรรณภูมิ, กรุงเทพ ฯลฯ สถาบันกลุ่มนี้มีข้อดีคือค่าธรรมเนียมการศึกษาที่มักจะเข้าถึงได้ง่ายกว่ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวง โดยเริ่มต้นเพียงหลักพันปลายๆ ถึงหมื่นต้นๆ ต่อภาคเรียน

3. กลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน

ถึงแม้จะเป็นภาคเอกชนแต่ก็ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยปิดเพราะมีการจำกัดจำนวนรับตามความพร้อมของคณะ: มหาวิทยาลัยกรุงเทพ: เน้นด้านความคิดสร้างสรรค์และนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต: มีคณะที่หลากหลายครอบคลุมไปถึงสายการแพทย์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC): เน้นหลักสูตรภาษาอังกฤษและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย: เชี่ยวชาญด้านการค้าและโลจิสติกส์

ทำไมการเรียนในมหาวิทยาลัยปิดถึงมีความกดดันสูง?

หากคุณตัดสินใจเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยปิด คุณต้องเตรียมใจพบกับระบบที่ไม่ได้เปิดกว้างเหมือนชื่อเรียก การเช็คชื่อเข้าเรียนเป็นเรื่องปกติ - และเกือบทุกวิชาต้องการเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 80% เพื่อให้มีสิทธิ์สอบ - หากขาดเรียนบ่อยคุณอาจจะถูกปรับตกโดยที่ยังไม่ได้เริ่มทำข้อสอบเลยด้วยซ้ำ

สถิติที่น่าสนใจคือ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยปิดชั้นนำประมาณ 15-20% มักจะใช้เวลาเรียนมากกว่า 4 ปี [3] เนื่องจากความยากของเนื้อหาและการตัดเกรดแบบอิงกลุ่ม (Norm-referenced) ซึ่งเป็นการวัดผลที่คุณต้องแข่งขันกับเพื่อนร่วมชั้น ใครได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยมากๆ ก็มีโอกาสติด F ได้ง่ายๆ ผมเคยเห็นเพื่อนในคณะร้องไห้หลังจากประกาศคะแนนสอบมิดเทอมเพราะคะแนนของเขาอยู่ที่จุดต่ำสุดของกลุ่ม (Mean) ทั้งที่เขาทำคะแนนได้ถึง 60% ของข้อสอบทั้งหมดแล้ว

ความเครียดในรั้วมหาวิทยาลัยปิดไม่ใช่แค่เรื่องเกรด แต่ยังรวมถึงกิจกรรมรับน้องและชมรมต่างๆ ที่มักจะเข้มข้นกว่ามหาวิทยาลัยเปิด ซึ่งในแง่หนึ่งมันสร้างความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น แต่ในอีกแง่หนึ่งมันอาจเป็นการเบียดบังเวลาอ่านหนังสือจนส่งผลกระทบต่อผลการเรียนได้หากจัดสรรเวลาไม่ดีพอ

เจาะลึกความแตกต่าง: มหาวิทยาลัยเปิด vs มหาวิทยาลัยปิด

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าคุณเหมาะกับสถาบันแบบไหน เรามาดูข้อแตกต่างที่สำคัญผ่านมุมมองต่างๆ กันครับ

ตารางเปรียบเทียบระบบมหาวิทยาลัยปิดและมหาวิทยาลัยเปิด

การเลือกประเภทมหาวิทยาลัยมีผลอย่างมากต่อไลฟ์สไตล์การเรียนและการทำงานควบคู่ไปด้วย

มหาวิทยาลัยปิด (State/Private Unis)

  • เน้นการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นพี่อย่างใกล้ชิด
  • บังคับเข้าเรียนสม่ำเสมอ มีการเช็คชื่อ และมีคะแนนเก็บจากการร่วมกิจกรรมในห้อง
  • ต้องสอบผ่านระบบ TCAS หรือสอบตรง มีการจำกัดจำนวนที่นั่งชัดเจน
  • มักใช้การตัดเกรดแบบอิงกลุ่ม (ตัดเกรดตามคะแนนเฉลี่ยของเพื่อนในชั้น)

มหาวิทยาลัยเปิด (Open Unis - รามฯ/มสธ.)

  • นักศึกษามักเป็นวัยทำงานหรือผู้ที่เรียนควบปริญญาใบที่สอง สังคมอิสระกว่า
  • ไม่บังคับเข้าเรียน เน้นการศึกษาด้วยตนเองจากตำราหรือวิดีโอย้อนหลัง
  • ไม่จำกัดจำนวนรับ รับผู้สมัครทุกคนที่จบการศึกษาตามเกณฑ์พื้นฐาน
  • มักใช้การตัดเกรดแบบอิงเกณฑ์ (เช่น คะแนนเกิน 60 ได้ผ่าน)
หากคุณเป็นคนที่ต้องการการดูแลจากอาจารย์และชอบใช้ชีวิตร่วมกับกลุ่มเพื่อน มหาวิทยาลัยปิดคือคำตอบที่ใช่ แต่หากคุณต้องทำงานไปด้วยหรือชอบบริหารเวลาเอง มหาวิทยาลัยเปิดอาจจะตอบโจทย์มากกว่า
หากคุณต้องการเปรียบเทียบกับรูปแบบการศึกษาอื่น โปรดอ่านเพิ่มเติมที่ มหาวิทยาลัยใดที่เป็นมหาวิทยาลัยแบบเปิด

เส้นทางสู่รั้วมหาวิทยาลัยปิดของออม: จากความล้มเหลวสู่ความสำเร็จ

ออม นักเรียนชั้น ม.6 จากจังหวัดขอนแก่น มุ่งมั่นจะเข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอสมัครในรอบพอร์ตโฟลิโอแต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากกิจกรรมไม่โดดเด่นพอ ทำให้เธอรู้สึกท้อแท้และกลัวว่าจะไม่มีที่เรียน

ออมตัดสินใจทุ่มเทให้กับการสอบรอบ Admission โดยลงคิวติววิชาเฉพาะทางอย่างหนักถึงวันละ 10 ชั่วโมง แต่ปัญหาคือเธอกดดันตัวเองเกินไปจนทำโจทย์ผิดพลาดง่ายๆ และเกือบจะล้มเลิกกลางคันเพราะคะแนนจำลองออกมาแย่มาก

หลังจากปรึกษารุ่นพี่ เธอจึงปรับแผนใหม่โดยเน้นการทำข้อสอบเก่าและพักผ่อนให้เพียงพอแทนการอ่านหามรุ่งหามค่ำ เธอเริ่มเข้าใจว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปิดไม่ใช่แค่การจำเนื้อหา แต่คือการฝึกสติและเทคนิคการบริหารเวลา

ผลปรากฏว่าออมสามารถสอบติดในลำดับที่ 12 ของคณะที่หวังไว้ ปัจจุบันเธอเรียนจบด้วยเกรดเฉลี่ย 3.65 และได้รับเข้าทำงานในหน่วยงานราชการส่วนกลางภายในเวลาเพียง 4 เดือนหลังรับปริญญา

บทเรียนที่ได้เรียนรู้

เลือกสถาบันที่ตรงกับไลฟ์สไตล์

มหาวิทยาลัยปิดเหมาะกับผู้ที่ต้องการสังคมในรั้วมหาวิทยาลัยและสามารถเข้าเรียนตามตารางเวลาที่กำหนดได้ 80% ขึ้นไป

เตรียมตัวรับการแข่งขัน

รอบ Admission 3 มีผู้สมัครหนาแน่นที่สุดถึง 60% ของทั้งหมด การเตรียมคะแนนสอบกลางจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลย

วางแผนการเงินล่วงหน้า

ค่าเทอมภาคปกติของรัฐเฉลี่ยที่ 18,000 - 35,000 บาท แต่อาจเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าหากเลือกหลักสูตรนานาชาติหรือภาคพิเศษ

โอกาสในการทำงาน

บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยปิดมีอัตราการได้งานทำใน 1 ปีแรกสูงถึง 75-80% [4] เนื่องจากชื่อเสียงสถาบันและคอนเนคชันที่มีความเข้มข้น

อภิปรายเพิ่มเติม

เรียนมหาวิทยาลัยปิดดีกว่ามหาวิทยาลัยเปิดจริงไหม?

ไม่มีที่ไหนดีกว่ากันแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ มหาวิทยาลัยปิดจะได้เปรียบเรื่องการมีสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้เรียนและคอนเนคชันที่เหนียวแน่น แต่ต้องแลกมาด้วยความกดดันและการแข่งขัน ส่วนมหาวิทยาลัยเปิดจะให้ความอิสระและฝึกความรับผิดชอบในตัวเองสูงกว่ามาก

มหาวิทยาลัยราชภัฏถือเป็นมหาวิทยาลัยปิดหรือไม่?

ใช่ครับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นมหาวิทยาลัยแบบปิด เนื่องจากมีการจำกัดจำนวนรับในแต่ละปี และนักศึกษาต้องเข้าชั้นเรียนตามเวลาที่กำหนดเหมือนมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วไป

สอบเข้ามหาวิทยาลัยปิดยากไหมสำหรับคนเกรดเฉลี่ยปานกลาง?

ไม่ยากเกินความพยายามครับ ปัจจุบันระบบ TCAS มีหลายรอบ รอบที่เน้นคะแนนสอบ (รอบ 3) จะให้โอกาสคนเกรดปานกลางได้พิสูจน์ตัวเองผ่านคะแนนสอบกลาง หากเตรียมตัวดีก็มีสิทธิ์สอบติดสถาบันชั้นนำได้ไม่ต่างจากคนเกรด 4.00

ค่าเทอมมหาวิทยาลัยปิดแพงไหม?

ขึ้นอยู่กับประเภทสถาบันครับ มหาวิทยาลัยรัฐจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 - 35,000 บาทต่อเทอม ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนอาจเริ่มที่ 40,000 บาทขึ้นไปจนถึงแสนบาทต่อเทอม ควรเช็คประกาศค่าธรรมเนียมล่าสุดของแต่ละคณะประกอบด้วย

แหล่งข้อมูลข่าวสาร

  • [1] Dek-d - มีผู้สมัครผ่านระบบ TCAS ในรอบที่ 3 (Admission) มากถึง 60% ของผู้สมัครทั้งหมดในทุกรอบ
  • [2] Ktc - ค่าเทอมของมหาวิทยาลัยปิดในกำกับของรัฐในปัจจุบันโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 18,000 - 35,000 บาทต่อภาคเรียนสำหรับภาคปกติ
  • [3] Assets - นักศึกษาในมหาวิทยาลัยปิดชั้นนำประมาณ 15-20% มักจะใช้เวลาเรียนมากกว่า 4 ปี
  • [4] Doe - บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยปิดมีอัตราการได้งานทำใน 1 ปีแรกสูงถึง 75-80%